NITHAN TUBE – แหล่งรวมนิทาน

แหล่งรวมนิทานดี ๆ นิทานแปลก ๆ นิทานไม่เหมือนใคร มีนิทานครบอยู่ที่นี่

นิทานคลาสสิกอมตะ เรื่อง รถยนต์กายสิทธิ์

นิทานคลาสสิกอมตะ เรื่อง รถยนต์กายสิทธิ์ หมู่บ้านเชอร์รี เป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ผู้คนอาศัยอยู่ด้วยความสุข จนกระทั่งมีนายบ็องเข้ามาอยู่ด้วย ในฤดูใบไม้ผลิ ต้นเชอร์รีจะออกดอกสีชมพูบานสะพรั่งไปทั่วทุกหนทุกแห่ง แลดูงดงามยิ่งนัก เมื่อฤดูร้อนมาถึง ลูกเชอร์รีก็จะสุก พวกชาวบ้านก็จะช่วยกันเก็บลูกเชอร์รีอย่างสนุกสนาน เพื่อทำขนมรับประทานกับครีม แต่เมื่อนายบ็องมาที่หมู่บ้าน เขาก็ทำตัวให้เป็นที่เดือดร้อนรำคาญใจแก่เพื่อนบ้าน นายบ็องพูดมากจนไม่มีใครอยากฟัง เขาเที่ยวขอยืมของใช้ของชาวบ้าน นอกจากนี้นายบ็องยังชอบพูดนินทาว่าร้ายพวกชาวบ้านอีกด้วย เขาเป็นคนที่น่าเบื่อเหลือแสน นั่นแน่ะ นายบ็องเดินมาแล้ว โกโบพูดกับลิตเติลฟีต เร็ว ๆ เข้าเถอะ รีบวิ่งหนีไปให้พ้นก่อนที่เขาจะเห็นเราเถิด! นายบ็องจะต้องมาขอยืมอะไรเราสักอย่างแน่ แล้วคนทั้งสองก็วิ่งหนีไปแต่ก็ช้าไปเสียแล้ว เพราะนายบ็องเห็นคนทั้สองำลังวิ่งไปพอดี เขารีบวิ่งตามไปบ่นอะไรต่อมิอะไรให้โกโบกับลิตเติลฟีตฟังจนได้ นายบ็องชอบดูของใหม่ ๆ ที่ชาวบ้านในหมู่บ้านเชอร์รีซื้อมา เมื่อโกโบเอาวิทยุเครื่องใหม่มาที่บ้าน นายบ็องก็ไปเคาะประตูบ้านโกโบพอโกโบเปิดประตูบ้าน นายบ็องก็เดินเข้าไปทันทีโดยที่โกโบยังไม่ทันเชื้อเชิญ นายบ็องเฝ้าหมุนปุ่มวิทยุเปิดปิดอยู่ตลอดเวลาทั้งวันจนกระทั่งเย็น แม้ว่าโกโบที่น่าสงสารอยากจะลองเปิดวิทยุฟังเองบ้างก็ทำไม่ได้ เมื่อทิพโทซื้อจักรยานใหม่มา นายบ็องก็ไปขอยืมจักรยานคันนั้นมาขี่ไปเยี่ยมป้าของเขาที่เมืองเฮย์โฮ พอนายบ็องนำรถจักรยานมาคืนก็ปรากฏว่ากระดิ่งรถหักเสีย เธอควรจะใช้เงินค่ากระดิ่งอันใหม่ให้ฉัน ทิพโทพูดอย่างโกรธเคือง แต่นายบ็องก็หัวเราะเฉยเสีย เขาเดินจากไปไม่สนใจคำพูดของทิพโท แล้วก็เข้าบ้านปิดประตูดังปัง ทิพโทก็เลยต้องเเสียเงินซื้อกระดิ่งรถคันใหม่เอง ต่อมานายบ็องนำหินลูกกลิ้งสำหรับใช้แล้วสวนมาจากคุณนายเยลลี่โดยไม่ขออนุญาตเสียก่อน แล้วทำหินลูกกลิ้งตกหายไปในสระน้ำที่หมู่บ้าน ทุก ๆ คนต่างหมดความอดทนกับการกระทำของนายบ็อง พากันพูดว่าจะต้องจัดการกับนายบ็องเสียที […]

Continue Reading

นิทานคลาสสิกอมตะ เรื่อง เอลซิดผู้ยิ่งใหญ่

นิทานคลาสสิกอมตะ เรื่อง เอลซิดผู้ยิ่งใหญ่ เอลซิด เป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ของสเปนเมื่อหลายร้อยปีมาแล้ว มีเรื่องราวเกี่ยวกับเขาหลายอย่าง ซึ่งแตกต่างกว่าวีรบุรุษอื่นทั้งจริงและไม่จริงปนเปกันไป แต่อย่างไรก็ตาม เขาก็ได้รับการยกย่องกันว่าเป็นนักรบผู้กล้าหาญ เป็นยอดอัศวินสมัยที่ขุนนางและอัศวินนอนหลับข้าง ๆ ม้า พร้อมที่จะรบได้ทันที ทั้งตัวต่อตัวหรือในฐานะเป็นแม่ทัพ ซึ่งเอลซิดนั้นเป็นวีรบุรุษผู้ที่นำชัยชนะมาอยู่เสมอ เป็นที่เคารพยำเกรงและเชื่อฟังของบรรดาสาวกทั้งหลาย บรรดาศัตรูต่างเข็ดขยาดครั่นคร้าม เอลซิด มีชื่อจริงว่า โรดรีโก ดีอัซ เด วีวาร์ เมื่อตอนเป็นหนุ่มนั้นเป็นคนที่ไม่กลัวใคร เขาเคยจัดการขุนนางขี้ขลาดที่ดูถูกพ่อของเขาและยังสามารถจับกษัตริย์มัวร์ได้ถึงห้าพระองค์ในการรบคราวเดียว แต่ก็ได้ปล่อยกลับไปด้วยเมตตา พวกมัวร์จึงเรียกโรดรีโกว่า เอลซิด แปลว่า ผู้พิชิต คำว่า ซิด ยังแปลว่า เจ้านาย ก็ได้ ชาวตะวันออกยังใช้คำนี้อยู่ก็มี คราวหนึ่งได้เกิดพิพาทอย่างรุนแรง ระหว่างบิดาของแอลซิดกับท่านเคานต์ผู้หนึ่ง ท่านเคานต์ได้กล่าวสบประมาทบิดาของเอลซิดหลายประการ บิดาของแอลซิดซึ่งอ่อนแอและไม่สมประกอบโกรธมากจนถึงกับจะทำอันตรายตัวเอง เอลซิดห้ามหรามไว้แล้วท้าให้ทานเคานต์มาสู้กัน การต่อสู้กับท่านเคานต์เริ่มต้นได้ไม่นาน ท่านเคานต์ก็เสียทีถูกตีคว่ำลง ศีรษะฟาดฟื้นถึงแก่ความตาย บุตรสาวของท่านเคานต์ชื่อซีเมนา โกรธมาก นำเรื่องขึ้นกราบทูลกษัตริย์ขอให้ลงโทษเอลซิดแต่ไม่สำเร็จ เพราะตอนนี้เอลซิดได้เป็นนักรบชื่อดัง และเป็นที่โปรดปรานของกษัตริย์มาก ซีเมนาได้พยายามอีกหลายครั้ง ทุกครั้งเมื่อนำเรื่องฟ้องร้องก็มักจะได้ฟังเรื่องการมีชัยชนะเหนือศัตรูอันประหลาดอัศจรรย์ของเอลซิดแทนทุกทีไป จนกระทั่งเธอลังเกิดความสนใจ นิยมชมชอบความกล้าหาญแข็งแกร่งของเอลซิด ลงท้ายเธอเข้าเฝ้ากษัตริย์อีกครั้ง ไม่ใช่ขอให้ลงโทษเองซิด […]

Continue Reading

นิทานคลาสสิกอมตะ เรื่อง ยักษ์ใจดำ

นิทานคลาสสิกอมตะ เรื่อง ยักษ์ใจดำ กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีสวนของยักษ์ใจร้ายตัวหนึ่งเจ้ายักษ์นั้นไม่ได้อยู่คอยเฝ้าสวน พวกเด็ก ๆ ที่อาศัยในละแวกนั้นจึงเข้ามาเล่นกันทุก ๆ เวลาบ่าย เมื่อกลับจากโรงเรียน สวนนั้นกว้างใหญ่และสวยงาม มีดอกไม้สวย ๆ บานสล้างอยู่ในกอหญ้า มีต้นไม้ที่ออกผล 12 ต้น ในฤดูใบไมผลิต้นไม้เหล่านั้นจะออกดอกสีขาวและแดงเต็มต้น และในฤดูใบไม้ร่วงก็จะมีผลไม้มากมายฝูงนกร้องเพลงไพเราะบนต้นไม้ จนในบางครั้งพวกเด็ก ๆ ต่างพากันหยุดเล่นเพื่อฟังเสียงนกร้องเพลง ที่นี่เรามีความสุขเหลือเกิน เด็ก ๆ ร้องบอกกันและกัน วันหนึ่งยักษ์ได้กลับมายังสวนของตน หลังจากได้ไปอยู่ที่อื่นเสียนาน 7 ปี เมื่อกลับมาแล้วเห็นพวกเด็ก ๆ กำลังเล่นอยู่ในสวนจึงโกรธมาก พวกเจ้ามาทำอะไรที่นี่? ยักษ์ร้องเสียงดัง พวกเด็ก ๆ ตกใจกลัวและพากันวิ่งหนีไป สวนของเราก็ต้องเป็นสวนของเรา ยักษ์พูด เราไม่ยอมให้ใครมาเล่นในสวน นอกจากเราเท่านั้น เจ้ายักษ์ตัวนั้นเป็นยักษ์ใจดำมาก ดังนั้นจึงสร้างกำแพงสูงล้อมรอบสวน และเขียนป้ายติดไว้ว่า ห้ามเข้ามาเล่นในสวน เวลานี้พวกเด็ก ๆ ไม่มีที่จะเล่น จึงออกไปเล่นที่ถนน แต่ถนนก็มีฝุ่นฟุ้งและเต็มไปด้วยก้อนหินแข็ง ๆ ซึ่งพวกเด็ก ๆ […]

Continue Reading

นิทานคลาสสิกอมตะ เรื่อง พ่อเฒ่าใจงาม

นิทานคลาสสิกอมตะ เรื่อง พ่อเฒ่าใจงาม กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีพ่อเฒ่าใจดีนามว่า วาลิแดดกัญจาย์ มีอาชีพรับจ้างตัดหญ้าขายให้คนเลี้ยงม้า พ่อเฒ่าเป็นคนมัธยัสถ์จึงพอมีเงินเก็บสะสมไว้พอสมควร เช้าวันหนึ่งพ่อเฒ่าได้ไปซื้อกำไลมา 1 วง แล้วเดินทางไปหาพ่อค้าซึ่งเป็นเพื่อนสนิทและเอ่ยว่า เพื่อนรัก ท่านเดินทางไปค้าขายร้อยเอ็ดเจ็ดหัวเมือง ท่านได้พบหญิงใดใจงามเปี่ยมด้วยความกรุณาบ้างหรือไม่? เพื่อนสนิทครุ่นคิดเพียงอึดใจ อึ่ม ต้องเจ้าหญิงแห่งไคสถานแน่นอน พ่อเฒ่าเอ่ย คราวหน้าถ้าท่านไปเยือนไคสถาน นำกำไลทองคำวงนี้ถวายองค์หญิง แจ้งให้ทราบว่าเป็นของกำนัลจากคนที่ยกย่องในความเอื้ออาทรของพระองค์ อีกไม่กี่เดือนต่อมา เพื่อสนิทของพ่อเฒ่าได้ไปยังไคสถาน และนำกำไลทองคำมอบแด่องค์หญิง องค์หญิงประหลาดพระทัยที่ได้รับของขวัญ เธอจึงประทานอูฐบรรทุกผ้าไหมเลอค่าเพื่อตอบแทนน้ำใจของเจ้าของกำไล พ่อเฒ่าวาลิแดดยืนอ้าปากค้างเมื่อเห็นเพื่อนนำอูฐมาให้ แย่แล้ว จะทำอย่างไรดีกับของล้ำค่าเหล่านี้ พ่อเฒ่าตัดสินใจให้เพื่อนนำของล้ำค่าทั้งหมดถวายแด่องค์ชายเนกาบัดผู้กล้าหาญ เพื่อสนิทของพ่อเฒ่าจึงเดินทางไปยังเมืองเนกาบัด เจ้าชายแห่งเนกาบัดปลาบปลื้มพระทัยที่ได้เห็นของขวัญล้ำค่า พระองค์จึงประทานม้าฝูงใหญ่ให้กับพ่อเฒ่าเป็นการตอบแทน เมื่อพ่อเฒ่าทราบว่าองค์ชายประทานม้าให้ก็ไม่รู้จะจัดการอย่างไรดีจึงบอกเพื่อนว่า เพื่อนเรา ท่านเก็บม้าไว้ 2 ตัว ที่เหลือนำถวายแด่เจ้าหญิงแห่งไคสถาน เมื่อไปยังไคสถาน องค์หญิงก็ประทานปลา 20 ตัว บรรทุกเหรียญเงินมาเต็มหลัง เยี่ยมไปเลย พ่อเฒ่ากล่าว ลาเป็นของท่าน 6 ตัวที่เหลือนำไปถวายแด่เจ้าชายแห่งเนกาบัด เมื่อกลับจากเนกาบัดเจ้าชายก็ประทานม้า 20 ตัว อูฐ 20 […]

Continue Reading

นิทานคลาสสิกอมตะ เรื่อง พระราชาผยองยศศักดิ์

นิทานคลาสสิกอมตะ เรื่อง พระราชาผยองยศศักดิ์ กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีพระราชาพระองค์หนึ่งนามว่า โรเบิร์ต ทรงคิดว่าไม่มีใครในโลกจะมีอำนาจและยิ่งใหญ่ไปกว่าพระองค์เลย ครั้งหนึ่งพระราชาโรเบิร์ตทรงเสด็จเข้าไปในโบสถ์ ประทับนิ่งคิดเรื่องต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องสมบัติที่เป็นของพระองค์ ทรงคิดไปเรื่อยเปลื่อยก็บังเอิญได้ยินเสียงเพลงดังแว่วมาว่า พระเป็นเจ้าจะถอดผู้เรืองอำนาจลงจากเก้าอี้ ให้ต้องลอยลงต่ำ ต่ำลงทุกที พระราชาผู้ทระนงทรงพิโรธมาก ตรัสกับพระองค์เองว่า ไม่มีอำนาจอันใดจะฉุดพระองค์ให้ตกลงจากบัลลังค์ได้ พระองค์ทรงตรัสซ้ำ ๆ อยู่อย่างนั้น จนกระทั่งบรรทมหลับไป พระองค์ทรงตื่นบรรทมในยามดึก รู้สึกพระองค์ว่าทรงอยู่แต่เดียวดาย ความมืดครอบคลุมทั่วบริเวณโบสถ์ แต่ยังพอมีแสงเทียนวับ ๆ แวม ๆ เป็นแห่ง ๆ เท่านั้น พระราชาคลำทางไปยังประตู ปรากฏว่าปิดสนิทแน่นหนา จึงทรงเคาะและตะโกนเรียกคนมาด้วยพระสุรเสียงอันดัง ทรงตะโกนออกไปเท่าใดก็ปรากฏแค่เพียงเสียงสะท้อนกลับก้องวังเวง ในความมืดเท่านั้น ต่อมาไม่นาน คนดูแลโบสถ์ได้ยินเสียงดังผิดปกติ นึกว่าขโมยจึงจุดตะเกียงเดินมา พอถึงหน้าโบสถ์ก็ตะโกนถามว่า ใครอยู่ข้างใน พระราชาโรเบิร์ตทรงตะโกนตอบอย่างกริ้วโกรธว่า เราเอง พระราชา เมื่อประตูเปิดออก คนเฝ้าโบสถ์ตกใจที่เห็นร่างใหญ่โตประหลาดน่ากลัว ไม่ทันแม้แต่จะเปร่งเสียงออกมา ก็เผ่นหนีไปในความมืด โดยไม่สนใจหมวกหรือเสื้อคลุมกายที่ร่วงหล่นแต่อย่างใด พระราชาโรเบิร์ตไม่ฉลองพระองค์โอ่อ่า แม้แต่หมวกก็ไม่มีพระองค์ทรงรีบเร่งเข้าประตูวัง ผ่านทหารยามและมหาดเล็กด้วยความละอาย วิ่งขึ้นบันใดไปตามห้องต่าง ๆ […]

Continue Reading

นิทานคลาสสิกอมตะ เรื่อง บาทหลวงกับเสียงเพลงนก

นิทานคลาสสิกอมตะ เรื่อง บาทหลวงกับเสียงเพลงนก กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ยังมีบาทหลวงรูปหนึ่งชื่อว่าเฟลิกซ์อาศัยอยู่ในวัดประจำหมู่บ้านแห่งหนึ่ง วันหนึ่งได้ท่องเที่ยวไปในป่าเพื่ออ่านหนังสือและสวดมนต์ภาวนา ในหนังสือที่ท่านถือไป ท่านได้อ่านบทเพลงแห่งชีวิตตอนหนึ่งความว่า เวลาคล้อยเคลื่อนไปช้านานถึงพันปี คิดให้ดีแล้วเหมือนเพิ่งผ่านไปวันวานนี้เอง และเหมือนกับอยู่ยามกลางคืนเพียงคืนเดียว แสดงอาทิตย์ส่องลอดหมู่แมกไม้ใหญ่น้อย ขับไล่ป่าอันมืดสลัวออกไป ดอกไม้ป่าและเถาไม้เลื้อยส่งกลิ่นหอมระรื่น ในฤดูร้อน ต้นไม้ใหญ่น้อยไกวกิ่งก้านสาขาไปมาราวกับจะกระซิบกระซาบความหวังดีต่อกัน ในท่ามกลางสิ่งดังกล่าว บาทหลวงเฟมิกซ์มิได้เอาใจใส่เลยแม้แต่น้อย คงตั้งหน้าตั้งตาขบคิดถ้อยคำที่ได้อ่านจากบทเพลงแห่งชีวิตด้วยความไม่เข้าใจว่า สำหรับพระเจ้าแล้ว ทำไมเวลาพันปีจึงเหมือนวันเดียว ขณะกำลังคิดอยู่อย่างลืมตัวนี่เอง บาทหลวงก็ได้ยินเสียงนกเล็ก ๆ สีขาวราวหิมะส่งเสียงร้องเพลงอยู่อย่างร่าเริง โผบินไปมาจากต้นนี้ไปต้นนั้น ไม่เคยเห็นนกอะไรสวยอย่างนี้มาก่อนเลย บาทหลวงเฟลิกซ์อุทาน จากนั้นก็เดินตามนกตัวนั้นไป นกนั้นส่งเสียงร้องเพลงที่ไพเราะแจ่มใส ราวกับความไพเราะของพิณพันสายบรรเลงเสียงใสเป็นทำนองหวานเจี้ยวแจ้วระรื่นหู หนังสือในมือของบาทหลวงเฟลิกซ์ร่วงหล่นจากมือโดยไม่รู้ตัว กระทั่งจะตัวตกดิน ท้องฟ้ามืดลงทุกที เสียงเจื้ยวแจ้วของนกน้อยค่อย ๆ แผ่นเบาลงบาทหลวงรู้ตัวดีว่าถึงเวลาที่จะต้องกลับโบสถ์ จึงเดินกลับด้วยอาการเศร้าซึม เพราะคิดว่าจะไม่ได้ฟังเสียงอันไพเราะเช่นนี้ต่อไปอีกแล้วไม่ยอมนึกถึงเรื่องอื่นใดเลย แต่แทนที่จะได้ยินเสียงนก บาทหลวงก็ได้ยินเสียงระฆังโบสถ์บอกเวลาที่จะต้องสวยมนต์ภาวนาแล้ว จึงรีบสาวเท้าเพื่อให้ถึงโบสถ์เร็ว ๆ ขณะที่เดินมใกล้บริเวณวัดซึ่งเคยอยู่มาหลายปี ท่านไม่ล่วงรู้เลยว่าขณะนี้ทุกสิ่งทุกอย่างได้เปลี่ยนแปลงไปหมด มีคนหน้าใหม่ ๆ ที่ประตู เสียงเพลงในโบสถ์ก็ไม่เหมือนเสียงที่เคยได้ยินมาก่อน สิ่งที่คุ้นตาที่พอจะจำได้คือ ยอดโบสถ์หินสีเทา ๆ และหอระฆังเท่านั้น เอ๊ะ! นี่อะไรกัน […]

Continue Reading

นิทานคลาสสิกอมตะ เรื่อง นักรบแห่งไอร์แลนด์

นิทานคลาสสิกอมตะ เรื่อง นักรบแห่งไอร์แลนด์ บริอาน โบโร เป็นนามของกษัตริย์นามกระเดื่องของไอร์แลนด์สมัยโบราณ ได้ครองราชย์อยู่เป็นเวลานานปี เป็นที่จดจำกันในหมู่ชาวไอร์แลนด์ในฐานะที่ทรงเป็นจอมกษัตริย์นักรบ ซึ่งมีชัยชนะเหนือพวกเดนส์ ปลดปล่อยไอร์แลนด์ให้เป็นอิสระชั่วกัลป์ ทั้งยังให้ปลอดภัยจากศัตรูที่มารุกรานและกระทำการอันทารุณร้ายกาจต่อชาวไอร์แลนด์ ในสมัยโบราณ มีประเพณีอย่างหนึ่งคือ เด็กผู้ชายจะต้องได้รับการอบรมเลี้ยงดูให้ห่างไกลจากครอบครัวของตน จึงปรากฏเสมอว่าหนุ่มชาวไอร์แลนด์ต้องไปฝึกฝนอบรมในราชสำนักของกษัตริย์ที่ครองอาณาจักรใกล้เคียงใช้ชีวิตวัยต้นท่ามกลางภยันตรายในการต่อสู้และสงคราม เพื่อฝึกปรือให้เกิดพลังแบบทหาร เป็นนักรบกล้าหาญ และยิ่งกว่านั้น ต้องรักชาติบ้านเมืองของตน พร้อมจะป้องกันไว้ด้วยชีวิตและเกียรติยศของตน สำหรับบริอาน โบโร เมื่อได้ผ่านการฝึกปรืออบรมเบื้องต้นเรียบร้อยแล้ว พระองค์ก็กลับมาสู่ราชสำนักของพระบิดา ขณะที่คณะของพระองค์เดินทางกลับผ่านมาถึงแม่น้ำแชนนอน บริอานได้สั่งบริวารของตนเป่าเขาสัตว์ให้ดังขึ้น เพื่อบอกกษัตริย์เคนเนดี้ผู้เป็นบิดาให้รู้ว่าพระโอรสกำลังเสด็จมาแล้ว แต่ก่อนจะได้เป่าเขาก็ต้องสะดุ้งไปตาม ๆ กัน ปรากฏว่าทางด้านหลังภูเขามีเสียงประหลาดเกิดขึ้นราวกับเสียงแห่งข่าวร้าย ทุกคนพากันพิศวงเมื่อเห็นสาวงามนางหนึ่งปรากฏขึ้น เธอมีผมสีทองยาวสลวยประบ่า ก่อนที่บริอานจะกล่าวอะไร เธอก็ชิงกล่าวขึ้นก่อนว่าเธอมิใช่เทพธิดาหรือนางไม้ที่ไหน อย่าได้ตกใจเลย เธอคือพี่สาวโดยนับเป็นญาติกัน อยากจะมาต้อนรับหลังจากไม่ได้พบกันเป็นเวลาแสนนาน สาวงามก้าวเข้ามาคำนับและกล่าวขึ้นว่า เวลานี้พระบิดาของบริอาน หรือพระราชาเคนเนดี้กำลังคอยฟังเสียงเป่าเขา บอกการมาของบริอานอย่างกระวนกระวาย เพราะเกรงว่าจะเกิดอันตรายจากพวกเดนส์ บริอานจึงถามว่า เธอใช่ไหมที่ทำให้พวกเราตกใจด้วยเสียงเพลงเตือนอันตราย เป็นการต้อนรับการกลับคืนสู่บ้านเกิดเมืองนอนครั้งนี้ ใช่ค่ะ แต่เสียงเพลงของสตรีคงไม่น่าสะพรึงกลัวเหมือนเสียงพวกเดนส์จริง ๆ หรอก สาวงามพูดยิ้ม ๆ บริอานจึงให้คนเป่าเขาสัตว์ขึ้น แล้วรีบข้ามแม่น้ำตรงไปยังปราสาทของพระบิดา ที่ปราสาท […]

Continue Reading

นิทานคลาสสิกอมตะ เรื่อง นกฮูกแสนกล

นิทานคลาสสิกอมตะ เรื่อง นกฮูกแสนกล กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในป่าที่หนาทึบแห่งหนึ่ง ได้มีนกฮูกและช้างซึ่งเป็นเพื่อนสนิทกันมากอาศัยอยู่ สัตว์ทั้งสองได้แบ่งปันความทุกข์ความสุขให้แก่กันและกัน ในยามที่มีเรื่องเดือดร้อน สัตว์ทั้งสองมักจะพยายามช่วยเหลือซึ่งกันและกันอยู่เสมอ วันหนึ่ง ช้างออกไปหาอาหารในป่าลึก และตกเข้าไปอยู่ในวงล้อมของเหล่าปีศาจร้าย ราชาแห่งปีศาจเพิ่งฝันไปว่าพระองค์ได้เสวยช้างเข้าไปหนึ่งเชือก ด้วยเหตุนี้เอง บรรดาปีศาจร้ายทั้งหลายจึงพออกพอใจมากที่ได้พบเห็นช่างจริง ๆ ยืนอยู่ตรงหน้าพวกตน และยืนยันว่าควรจะต้องทำความฝันของพระราชาของพวกตนให้เป็นจริงให้ได้ ครั้งแล้วพวกปีศาจร้ายจึงได้จับช้างนั้นไว้และเตรียมพร้อมที่จะฆ่าเสีย แต่ก่อนที่เหล่าปีศาจกำลังจะลงมือฆ่า ช้างก็ได้พูดขึ้นว่า ขอให้ได้ไปพบกับเพื่อนรักเก่าแก่ของฉันเป็นครั้งสุดท้ายด้วยเถิด พวกปีศาจยอมตกลงถ้าช้างสัญญาว่าจะกลับมาให้ราชาของเหล่าปีศาจกิน และช้างก็ยอมตกลง เหล่าปีศาจจึงยอมปล่อยช้างกลับไป ช้างจึงออกเดินทางไปพบนกฮูกเพื่อนเก่าของตน ระหว่างทางช่างได้ถามทุกคนที่เขาพบว่า จริงหรือที่ว่าหากคุณฝันว่าได้กินสิ่งใดคุณจะต้องกินสิ่งนั้นในชีวิตจริงด้วย ทุกคนตอบเขาไปว่าเรื่องนี้เป็นความจริง เมื่อช้างได้ยินดังนั้นก็รู้สึกเป็นทุกข์ใจยิ่งนัก ในที่สุด ช่างก็ได้พบกับนกฮูกและเล่าเรื่องทั้งหมดให้นกฮูกฟัง และก็พูดด้วยความเศร้าสร้อยว่า ฉันลาก่อนนะเพื่อนรัก ฉันต้องไปให้ราชาปีศาจกินในตอนนี้แล้ว ไม่ ไม่ นายต้องไม่ผิดหวังอย่างนั้น ขอให้ฉันได้ไปเป็นเพื่อนแล้วฉันจะคิดหาทางช่วยเอง ดังนั้นสหายทั้งสองจึงเริ่มออกเดินทางไปด้วยกัน การมีเพื่อนร่วมทางไปด้วย ช่วยทำให้ช้างรู้สึกใจชื้นขึ้นมาบ้าง เมื่อทั้งสองเข้าสู่ถิ่นที่อยู่ของปีศาจ นกฮูกแสร้งทำเป็นว่าเพิ่งตื่นจากหลับ ทำเป็นกระพือปีกบิดขี้เกียจ แล้วมองดูรอบ ๆ ด้วยดวงตาเบิกกว้าง นกฮูกกวาดตามาหยุดที่กลุ่มปีศาจร้ายที่ชุมนุมกันอยู่จากนั้นก็ได้เอ่ยขึ้นว่า ฉันได้ฝันแปลกมากจริง ๆ ฉันฝันว่าได้แต่งงานกับราชินีแห่งปีศาจ ดังนั้นคงจะได้แต่งงานกับนางจริง ๆ ใช่ไหม […]

Continue Reading

นิทานคลาสสิกอมตะ เรื่อง เจ้าบ่าวอสูร

นิทานคลาสสิกอมตะ เรื่อง เจ้าบ่าวอสูร กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีทหารหนุ่มผู้หนึ่งทำการรบพุ่งอย่างกล้าหาญ เมื่อสงครามสิ้นสุด เขาได้รับอนุญาตให้เดินทางกลับบ้าน ทหารหนุ่มผู้นั้นเป็นเด็กกำพร้า ไม่มีบ้านให้ย้อนกลับไปหา เขาจึงตัดสินใจที่จะเดินทางแสวงโชคไปในโลกกว้าง อยู่มาวันหนึ่ง ทหารหนุ่มเดินทางมาพบชายหน้าตาประหลาด เจ้าจะเดินทางไปยังแห่งหนใด พ่อหนุ่ม? คนแปลกหน้าเอ่ยถาม ข้าไม่มีบ้าน ไม่มีเงินทอง ดังนั้นข้าจะเดินทางท่องโลกกว้างเพื่อแสวงโชค จากนั้นคนแปลกหน้าก็พูดขึ้นว่า ถ้าเจ้าปฏิบัติตามคำสั่งของข้า เจ้าจะร่ำรวยไปตลอดชีวิต แต่เดี๋ยวก่อน เจ้าเป็นคนขลาดหรือผู้กล้า ทหารหนุ่มตอบไปด้วยความภาคภูมิใจ ข้าคือผู้กล้า คนแปลกหน้าจึงถอดเสื้อคลุมออกมายื่นส่งให้ทหารหนุ่ม ตราบใดที่เจ้าห่มคลุมเสื้อตัวนี้ เจ้าจะมีเงินในกระเป๋าไม่ขาดมือ จำไว้ให้มั่น ในห้วงเวลา 7 ปี นับจากวันนี้เป็นต้นไปเจ้าจะอาบน้ำไม่ได้ ห้ามหวีผม ห้ามตัดเล็บ ห้ามโกนหนวดเครา หากเจ้าฝ่าฝืนเจ้าจะตกเป็นทาสของข้าไปชั่วนิรันดร์ แต่ถ้าเจ้าปฏิบัติได้ดังว่า ชีวิตหลังเจ็ดปี จะเปี่ยมด้วยความมั่งคั่งผาสุก ทหารหนุ่มรับเสื้อคลุมมาสวมในทันใด เขายินดีปรีดาเป็นที่สุด เมื่อล้วงเข้าไปพบเหรียญทองคำเต็มกระเป๋า ไม่ว่าเขาจะควักเหรียญออกมามากเพียงใดก็ตาม เหรียญทองคำในกระเป๋าก็ไม่พร่องลงสักนิด ทหารหนุ่มเดินทางท่องโลกด้วยความสุข อิ่มเอิบใจเป็นที่สุด เมื่อซื้อสรรพสิ่งได้ตามปรารถนา ทหารหนุ่มเปี่ยมด้วยน้ำใจ เมื่อพบเห็นผู้ยากไร้ก็จะช่วยเหลือ เขาเดินทางไปทุกหัวระแหง และไม่เคยแล้งเพื่อนน้ำมิตร ทหารหนุ่มเตือนตัวเองตลอดเวลาไม่ให้หยิบมีดโกนมาโกนหนวดเครา ไม่วักน้ำมาล้างหน้า หรือแม้กระทั่งตัดเล็บของตนเอง […]

Continue Reading

นิทานคลาสสิกอมตะ เรื่อง จักรพรรดิเคราแดง

นิทานคลาสสิกอมตะ เรื่อง จักรพรรดิเคราแดง หลายร้อยปีมาแล้ว ยังมีจักรพรรดิผู้ทรงอานุภาพองค์หนึ่งของเยอรมัน ทรงพระนามว่า เฟรเดอริก บาบารอสสา(เคราแดง) ที่ได้ทรงพระนามเช่นนั้น เพราะทรงมีเครายาวสีแดงในอังกฤษมีกษัตริย์อาร์เธอร์ เป็นที่ยกย่องเทิดทูนเพียงใด ในเยอรมันก็มีจักรพรรดิเฟรเดอริก บาบารอสสา เป็นที่ยกย่องเทิดทูนเพียงนั้นเช่นกัน เมื่อพระองค์สิ้นพระชนม์ บรรดาศัตรูที่เกรงกลัวพระองค์ต่างพากันดีใจ ส่วนไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินของพระองค์ ต่างเศร้าเสียใจอย่างใหญ่หลวง เพราะจงรักภักดีต่อพระองค์มาก พระองค์ตั้งใจไว้ว่าจะทรงคอยเวลาเมื่อประชาชนต้องการ แล้วสักวันหนึ่งพระองค์จักทรงกลับฟื้นคืนมาใหม่ เล่ากันว่า จักรพรรดิเฟรเดอริกสิ้นพระชนม์ขณะเดินทางไปทำสงครามครูเสดในดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ ระหว่างทางที่กองทัพกำลังข้ามแม่น้ำสายสำคัญสายหนึ่ง ขณะนั้นจักรพรรดิไม่อาจอดทนคอยกองทัพของพระโอรสได้ จึงทรงกระโดดลงไปในแม่น้ำพร้อมข้าศึกและเครื่องเกราะเหล็กหนัก กระแสน้ำไหลเชี่ยวมาก จักรพรรดิผู้สูงด้วยพระชนมายุจึงถูกพัดพาไปไกล บางคนก็เล่าว่า ระหว่างที่ทรงเดินทางอย่างเหนื่อยอ่อน ก็เสด็จลงสรงในแม่น้ำให้สดชื่น แต่บังเอิญน้ำในขณะนั้นเย็นมากเหลือเกิน พอเสด็จขึ้นจากน้ำ ทรงทนความหนาวเย็นไม่ไหวจึงสิ้นพระชนม์ ณ ที่นั้นเอง แม้ว่าจักรพรรดิเฟรเดอริกจะสิ้นพระชนม์ไปแล้ว และปราสาทราชวังของพระองค์ที่แม่น้ำไรน์จะปรักหักพังเกือบหมดสิ้นก็ตาม แต่ก็ยังมีคนเชื่อว่าพระองค์ยังคงทรงมีพระชนม์อยู่ และยังมีพวกมหาดเล็กสะสมพระราชทรัพย์อันมีค่าและอาวุธต่าง ๆ อยู่ ในบริเวณนั้นด้วย เคยมีชาวชนบทผู้หนึ่งเดินเข้าไปในถ้ำและมองเห็นร่างจักรพรรดิยังคงบรรทมอยู่ในถ้ำนั้น มีโต๊ะเก้าอี้ทำด้วยหินล้วน ๆ ซึ่งพระองค์จะทรงนั่งเอนองค์ลงกับโต๊ะอย่างเคร่งขรีม ปล่อยเคราแดงของพระองค์ปลิวตามสบาย เมื่อชาวนาผ่านไปพบเข้า พระองค์จะตรัสถามว่า เวลานี้โลกล่างเขายุคใดแล้ว เมื่อทรงได้รับคำตอบ จะทรงกล่าวอย่างเศร้าว่า ยังไม่ถึงเวลา แล้วพระองค์จะเสด็จเข้าบรรทมต่อไป […]

Continue Reading