นิทานพื้นบ้านภาคอีสาน เรื่อง ก่องข้าวน้อย

นิทานพื้นบ้านภาคอีสาน เรื่อง ก่องข้าวน้อย

ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีแม่ลูกยากจนคู่หนึ่ง ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ชายทุ่ง มีอาชีพทำนา ลูกชายเจริญวัยรุ่นหนุ่ม ได้ช่วยแม่ทำนาและประกอบสัมมาชีพต่าง ๆ เลี้ยงดูมารดาซึ่งชราภาพมากแล้ว ลูกชายเป็นคนขยันขันแข็งในการงาน พยายามที่จะกอบกู้ฐานะของครอบครัว ในฤดูทำนาลูกชายก็ออกไปไถนาตั้งแต่เช้าตามปกติทุกวัน ส่วนแม่เฒ่าก็เตรียมข้าวปลาอาหารไปส่งลูก ที่ท้องนาทุกวัน

อยู่มาวันหนึ่ง ลูกชายก็ออกไปไถนาตามปกติ ส่วนแม่เฒ่าตื่นสายไปหน่อยจึงเตรียมข้าวปลาอาหารช้ากว่าทุกวัน ลูกชายไถนาอยู่ในนารู้สึกหิวข้าว แม่ก็ยังไม่มาส่งข้าวเหมือนทุกวัน ลูกชายก็ได้แต่คอยด้วยความหิว ก็ยังไม่เห็นแม่มาซักที ครั้นเมื่อแม่เฒ่ามาถึงพร้อมกับก่องข้าวที่เคยใส่อาหารมา ด้วยความหิวลูกชายรู้สึกว่าก่องข้าวเล็กนิดเดียว คงไม่พอกิน จึงเกิดโทสะที่คิดว่าแม่นำข้าวมาเพียงนิดหน่อยไม่พอกิน แม่ช่างไม่เห็นใจที่ตนพยายามทำงานเพื่อกอบกู้ฐานะของครอบครัว ทั้งความหิวและความโกรธจนลืมตัว หยิบได้ไม้ท่อนหนึ่งตีแม่ แล้วจึงกินข้าวจนอิ่มแต่ข้าวยังไม่หมดก่อง จึงหวนคิดว่าตนหิวจนตาลาย ได้กระทำร้ายมารดาไปเสียแล้ว รู้สึกเสียใจที่ตนเองได้ทำร้ายแม่จนถึงขั้นมาตุฆาต และได้เข้ามอบตัวสารภาพผิดต่อเจ้าเมือง และขอบวชเพื่อไถ่บาป เจ้าเมืองก็อนุญาต เมื่อบวชก็ได้ปฏิบัติเคร่งครัดในวินัย จนชาวบ้านตลอดจนเจ้าเมืองเลื่อมใสมาก จึงถวายไม่กวาดลานวัดทำด้วยด้ามทองคำ ภายหลังจึงเรียกชื่อหมู่บ้านนั้นว่า “บ้านตาดทอง” พระภิกษุรูปนี้ได้เจริญศีลภาวนาเป็นที่เลื่อมใสของคนทั่วไปทั้งประชาชนที่อยู่หมู่บ้านอื่น ๆ ท่านได้ตั้งจิตที่จะสร้างพระธาตุเจดีย์ สูงชั่วลำตาล จนสำเร็จบริบูรณ์ เรียกว่า “พระธาตุก่องข้าวน้อย” สืบมาจนทุกวันนี้

หมายเหตุ
1. พระธาตุก่องข้าวน้อย ตั้งอยู่ที่บ้านตาดทอง อำเภอเมือง จังหวัดยโสธร
2. ก่อง-ภาษาอีสาน หมายถึง ภาชนะใส่ข้าวทำด้วยไม้ไผ่สานมีฝาปิด
3. ตาด-ภาษาอีสาน หมายถึง ไม้กวาดด้ามยาว



นิทานพื้นบ้านภาคอีสาน เรื่อง กระต่ายเจ้าปัญญา

นิทานพื้นบ้านภาคอีสาน เรื่อง กระต่ายเจ้าปัญญา

คนในสมัยก่อนมักเชื่อเรื่องความฝัน ถ้าคืนไหนฝันอย่างไรตื่นขึ้นมาก็เป็นจริงจามที่ฝัน เช่น ฝันว่าได้กินอะไรพอตื่นขึ้นมาก็ได้กินของสิ่งนั้นดังที่ฝันไว้

ในคืนวันหนึ่ง เสือตัวหนึ่งได้ได้นอนหลับตลอดทั้งคืนอันยาวนานด้วยความสุข และฝันว่าได้กินช้าง ครั้นรุ่งเช้าเสือจึงได้เดินทางไปพบช้างแล้วเล่าความฝันของตนให้ช้างฟังว่า เมื่อคืนตนฝันว่าได้กินเนื้อช้าง ช้างได้ฟังดังนั้นรู้สึกตกใจเป็นอันมากเพราะกลัวจะถูกเสือจับกิน ช้างจึงเดินร้องไห้ไปอย่างไร้จุดหมาย จนกระทั่งได้พบกับกระต่าย กระต่ายรู้สึกสงสัยที่เห็นช้างเดินร้องไห้เช่นนี้ ซึ่งโดยปกติแล้วช้างจะเป็นผู้ที่มีความทรหดอดทน และมีเรี่ยวแรงมากมายมหาศาล ครั้งนี้คงมีเหตุการณ์ที่ไม่สู้ดีเกิดขึ้นกับช้างก็เป็นได้ กระต่ายจึงถามช้างว่า

กระต่าย : พี่ช้างเป็นอะไรถึงเดินร้องไห้มาเช่นนี้ พี่ช้างบอกกระต่ายได้ไหม
ช้าง : เสือเล่าว่า เสื่อฝันว่าได้กินช้าง ช้างกลัวตายจึงร้องไห้

กระต่ายได้ฟังนั้นจึงรีบกระโดดตามไปจนพบเสือ

กระต่าย : จริงหรือเปล่าที่เสือฝันว่าได้กินเนื้อช้าง
เสือตอบว่า : จริง จริงนะซิ ฝันเมื่อคืนเอง เป็นความฝันที่นำโชคลาภมาให้อย่างวิเศษที่สุดเลย

กระต่ายได้ฟังคำยืนยันจากปากเสือตัวที่ช้างเล่าให้ฟังแล้วรู้สึกสงสารช้างมาก กระต่ายคิดว่าจะทำอย่างไรจึงจะหาทางช่วยชีวิตช้างให้พันจากการเป็นอาหารของเสือได้ ในที่สุดกระต่ายจึงออกปากเชิญเสือกับช้างให้เดินทางไปพบเจ้าป่าด้วยกัน เพื่อจะให้เจ้าป่าเป็นผู้ตัดสินปัญหานี้ ในขณะที่เดินทางไปพบกับเจ้าป่านั้น ต่างก็เหนื่อยอ่อนจึงพากันหยุดพักใต้ต้นไม้ สักครู่หนึ่ง มีลมพัดมาอ่อน ๆ ทำให้กระต่าย ช้าง และเสือสดชื่น เพียงชั่วครู่กระต่ายก็เผลอหลับไปอย่างง่ายดาย มารู้สึกตัวอีกครั้งหนึ่งเมื่อกระต่ายได้พัดตกลงมาจากกิ่งไม้ พร้อมกับร้องตะโกนด้วยเสียงอันดังว่า ตอนที่กระต่ายนอนหลับไปเมื่อสักครู่นี้กระต่ายฝันดีมาก เจ้าป่าจึงถามกระต่ายว่า กระต่ายฝันว่าอะไร กระต่ายเล่าความฝันให้ฟังว่า ที่กระต่ายฝันไปนั้นได้ฝันว่ากระต่ายได้มีความสัมพันธ์กับบรรดาเมียของเจ้าป่าทุกตัวมาเป็นเมียของกระต่าย เจ้าป่ากำลังตกใจกับความฝันของกระต่าย ทันใดนั้นกระต่ายจึงได้ถามเจ้าป่าในทันทีว่า เจ้าป่าจะยอมยกเมียของเจ้าป่าให้มาเป็นเมียของกระต่ายหรือไม่

เจ้าป่าโกรธมาก ได้ตะคอกใส่หน้ากระต่ายว่า เมียทั้งหลายของข้าใครอย่าแตะต้องเป็นอันขาด ไม่เช่นนั้นต้องต่อสู้กันจนถึงชีวิต ถ้าข้าไม่ตายเอ็งอย่านึกฝันไปเลยเจ้ากระต่ายน้อย กระต่ายรีบต่อรองกับเจ้าป่าด้วยความรวดเร็วว่า ถ้าเจ้าป่าไม่ยอมยกเมียให้ข้า ข้าก็ไม่ยอมยกช้างให้เป็นอาหารเสือเช่นเดียวกัน ในที่สุดช้างก็รอดพ้นจากการเป็นอาหารของเสือ เพราะปัญญาอันแหลมคมของเจ้ากระต่ายน้อยตัวนี้

ที่มา : สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคอีสาน เล่ม 1(หน้า 68),5 ธันวาคม 2542

นิทานพื้นบ้านภาคอีสาน เรื่อง กบกินเดือน

นิทานพื้นบ้านภาคอีสาน เรื่อง กบกินเดือน

เป็นนิทานพื้นบ้านของชาวโคราช ที่ผูกขึ้นมาเพื่ออธิบายปรากฏการณ์ของธรรมชาติ เช่น การเกิดจันทรุปราคา หรือ สุริยุปราคา นิทานพวกนี้มีอยู่หลายแนว เรื่อง กบกินเดือน ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่มุ่งหวังให้ผู้ฟังเกิดความสนุกสนานเพลิดเพลินได้ดีทีเดียว เรื่องมีอยู่ดังนี้

ชายคนหนึ่งเป็นคนยากจน เที่ยวเตร็ดเตร่พเนจรเรื่อยเปลื่อย จนกระทั่งไปพบเห็น งูกับพังพอนกำลังต่อสู้กัน พองูกัดพังพอนตาย งูก็ไป แห่น(ขย้ำเขี้ยว) เปลือกไม้ต้นหนึ่ง แล้วพ่นใส่ร่างพังพอน พังพอนก็ฟื้น แล้วต่อสู้กันต่อไป จนกระทั่งงูตาย พังพอนก็ไป แห่น(ขย้ำเขี้ยว) เปลือกของต้นไม้ต้นนั้นมาพ่นใส่งู พองูฟื้นขึ้น ต่างก็แยกหนีไป ชายคนนั้นจึงได้นำเอาเปลือกไม้ต้นนั้นติดตัวไปด้วย เพื่อนำไปทำยา

เมื่อเดินทางต่อไป ได้พบร่างของกาตายตัวหนึ่ง ชายผู้นั้นทดลองใช้ยาเปลือกไม้มาเคี้ยวแล้วพ่นใส่กา กาตายตัวนั้นก็ฟื้นขึ้นมา และอาสารับใช้เพื่อตอบสนองบุญคุณ โดยการไปเที่ยว ฉก หม้อข้าวของชาวบ้านมาให้ชายผู้นั้นกินข้าวทุกวัน ต่อมาก็ไปพบกบตายตัวหนึ่ง จึงพ่นยาชุปชีวิตกบขึ้นมาได้อีก ช้างตัวหนึ่งเห็นความสามารถ ก็เลยรับอาสาให้ชายผู้นั้นขี่คอเดินทางไปพร้อมกันทั้งกาและกบ จนกระทั่งเดินทางมาถึงเมือง ๆ หนึ่ง ทั้งหมดได้ยินเสียงร้องห่มร้องไห้กันทั่วเมือง เลยไต่ถามเรื่องราวดู ได้ความว่าลูกสาวเจ้าเมืองถึงแก่ความตาย ถ้าหมอคนไหนรักษาให้ฟื้นได้ จะยกลูกสาวให้ และมอบบ้านเมืองให้ครอบครองครึ่งหนึ่ง ชายผู้นั้นก็รับอาสาลองดู ชาวเมืองจึงนำไปพบกับเจ้าเมือง เจ้าเมืองก็อนุญาติให้รักษาได้ ชายผู้นั้นรีบนำยาดีออกมาฝน แล้วพ่นไปพ่นมาที่ร่างของลูกสาวเจ้าเมือง จนกระทั่งฟื้นคืนชีวิตเช่นเดิม เจ้าเมืองดีใจมากจึงยกลูกสาวและบ้านเมืองครึ่งหนึ่งให้ครอบครองตามสัญญา ชายผู้นั้นก็มีความสุขเรื่อยมา

อยู่มาจนกระทั่งมีลูกเติบใหญ่ วันหนึ่งภรรยาและลูกก็ถามไถ่ว่าได้ยาดีมาจากไหนจะขอดูให้ได้ ชายผู้นั้นซุกซ่อนไว้ไม่ยอมนำออกมาให้ดู จนกระทั่งคืนเดือนหงายคืนหนึ่ง ชายผู้นั้นเกิดใจอ่อน นำยาออกมาจากที่ซ่อนมาให้ภรรยาและลูกดูที่นอกชาน พระจันทร์เห็นยาดีก็เลยคว้าเอาไปจ้อย ชายผู้นั้นก็เสียใจมาก กบอาสาจะไปนำมาคืนให้ พอกบเข้าไปใกล้พระจันทร์เมื่อใด ชาวบ้านก็นึกว่ากบจะกินพระจันทร์ เลยช่วยเหลือพระจันทร์โดยการตีฆ้องตีกลองกันเกรียวกราว กบเลยไม่สามารถนำยามาคืนให้เจ้านายของตนได้ แต่กบก็ยังคงพยายามอยู่เรื่อย ๆ จนกระทั่งทุกวันนี้

อธิบายศัพท์ – กบกินเดือน : จันทรุปราคา – แห่น : แทะ เล็ม ขย้ำเคี้ยว – ฉก : ขโมย – จ้อย : หายไปเลย

ที่มา : สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคอีสาน เล่ม 1(หน้า 6),5 ธันวาคม 2542