นิทานพื้นบ้านภาคกลาง เรื่อง เขารูปช้าง

นิทานพื้นบ้านภาคกลาง เรื่อง เขารูปช้าง

เขารูปช้าง เป็นชื่อเขา อยู่ในเขตตำบลดงป่าดำ อำเภอท่าหลวง จังหวัดพิจิตร มีนิทานประจำถิ่นเล่าถึงที่มาของชื่อดังนี้

ครั้งหนึ่งในอดีตกาล มีชายคนหนึ่งขี่ช้างเดินทางรอนแรมมาจากแดนไกล ได้รับความทุกข์ยากลำบากมากเพราะขณะนั้นเป็นหน้าแล้งน้ำหายาก จนกระทั่งมาถึงบริเวณแห่งหนึ่งเป็นที่กว้างขวางและกันดารน้ำกว่าที่แห่งใดที่เคยผ่านมา ทั้งช้างและคนไม่ได้ดื่มน้ำเป็นเวลา 3-5 วันแล้ว พยายามกัดฟันเดินทางต่อไป แต่ก็ไม่สามารถผ่านดินแดนแห่งนี้ไปได้ เนื่องจากขาดกำลังวังชา ในที่สุดก็ถึงแก่ความตายทั้งคนและช้าง

หลายปีต่อมามีพระธุดงค์รูปหนึ่งมาพบเข้าก็เกิดความประหลาดใจที่ซากช้างได้กลายเป็นก้อนหินไป เห็นเป็นสิ่งมหัศจรรย์จึงคิดริเริ่มที่จะสร้างวัดขึ้นข้าง ๆ ตัวช้างที่นอนตาย ชาวบ้านเมื่อทราบเรื่องก็ช่วยกันสร้างวัดขึ้นตามความประสงค์ของพระธุดงค์รูปนั้น เมื่อสร้างเสร็จก็ตั้งชื่อวัดว่า เขารูปช้าง



นิทานพื้นบ้านภาคกลาง เรื่อง เขาปู่เขาย่า

นิทานพื้นบ้านภาคกลาง เรื่อง เขาปู่เขาย่า

เขาปู่เขาย่า เป็นชื่อภูเขาในจังหวัดเพชรบูรณ์ ความเป็นมาของเขา 2 ลูกนี้มีนิทานประจำถิ่นเล่ากันในจังหวัดเพชรบูรณ์ศูนย์ศิลปวัฒนธรรม วิทยาลัยครูเพชรบูรณ์ เก็บรวบรวมนิทานเรื่องนี้ไว้เมื่อปี พ.ศ. 2535 มีเรื่องย่อดังนี้

แต่เดิมนั้นปู่กับย่าเป็นคู่ผัวเมียที่รักกันมาก ต่อมาเกิดผิดใจกันและด้วยทิฐิมานะของทั้งสองฝ่าย จึงได้แยกกันไปอยู่คนละทิศคนละทาง โดยปู่ไปอยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองเพชรบูรณ์ ทางบ้านน้ำเลาและบ้านตะเบาะ ส่วนย่านั้นไปอยู่ทางทิศตะวันตก ทางบ้านนางั่วและท่าพล เมื่อปู่และย่าตายก็กลายเป็นภูเขาชื่อเขาปู่และเขาย่า ตั้งอยู่ในบริเวณหมู่บ้านดังกล่าวทางทิศตะวันออกและทิศตะวันตกของจังหวัดเพชรบูรณ์ตามลำดับ



นิทานพื้นบ้านภาคกลาง เรื่อง กัณฑ์หลอน

นิทานพื้นบ้านภาคกลาง เรื่อง กัณฑ์หลอน

นิทานเรื่องกัณฑ์หลอน เป็นนิทานพื้นบ้านประเภทมุขตลกโดยมีตัวละครเป็นพระสงฆ์ นิยมเล่ากันในกลุ่มชาวแง้ว จังหวัดลพบุรี เนื้อเรื่องมีอยู่ว่า

ในวันงานบุญมหาชาติหรือที่ชาวบ้านหนองเมืองเรียกว่า บุญพระเวสสันดรชาดก เป็นงานเกี่ยวกับประเพณีใส่กระจาด บรรดาชาวบ้านจะพากันไปฟังเทศน์มหาชาติที่วัด แต่ละคนจะเตรียมข้าวปลาอาหารไปถวายพระ เมื่อชาวบ้านมารวมกันเต็มศาลาวัดแล้วมัคนายกกล่าวนำอาราธนาศีลอาราธนาธรรม เมื่อเจ้าอาวาสให้ศีลแล้วก็จะแสดงธรรมแก่ญาติโยม ต่อจากนั้นจึงเริ่มเทศมหาชาติ ขณะที่เจ้าอาวาสเทศน์ถึงวรรคหนึ่ง มีความว่า ตามโบราณท่านว่า ใครทานอ้อยทานกล้วยมันสายมันแหลม ซึ่งในภาษาไทยแง้วหมายความว่า การให้ทานกล้วยอ้อยเป็นการให้ทานที่ไม่ดี อาจจะทำให้เกิดวิบัติได้ ยายสีและลูกน้อยนั่งฟังพระเทศน์อยู่ และวันนั้นยายสีก็นำสิ่งของมาถวายเป็นทานบังเอิญสิ่งที่นำมาให้ทานคือกล้วยหอมหวีใหญ่ 3 หวี พอยายสีได้ยินก็กระซิบกับลูกสาวว่า เอ็งได้ยินหลวงปู่ท่านเทศน์ไหม เราเอากล้วยมาถวายคงจะไม่ดีแน่ เอ็งรีบเอากลับไปเถอะเปลี่ยนเอาอย่างอื่นมาแทน เจ้าอาวาสเหลือบไปเห็นสองแม่ลูกกระซิบกันและมองเห็นกล้วยหอมที่แม่ลูกนำมาถวายทานวางอยู่เบื้องหน้า จึงเทศน์ต่อว่า ส่วนกล้วยหอมนั้นบ่เป็นหยั่ง หมายความว่า กล้วยหอมนั้นไม่เป็นไร ทานไปก้ได้บุญเหมือนกับอย่างอื่น ๆ



นิทานพื้นบ้านภาคกลาง เรื่อง กลองเป็นเหตุ

นิทานพื้นบ้านภาคกลาง เรื่อง กลองเป็นเหตุ

นิทานเรื่อง กลองเป็นเหตุ เป็นนิทานคติที่มีลักษณะขำขันด้วย เป็นนิทานพื้นบ้านของชาวบ้านตำบลหนองกรด อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ เรื่องเล่าว่า มีกระทาชายคนหนึ่งเป็นนักตีกลองเรียกว่าไม่มีใครเทียบ พอรุ่งเช้าก็ออกไปตีกลอง เมื่อใครได้ยินเสียงกลองก็อดให้สตางค์เขาไม่ได้ เขาก็นำสตางค์นั้นมาเลี้ยงครอบครัว อยู่ต่อมามีลูกชายคนหนึ่ง เมื่อโตขึ้นก็หัดตีกลองให้เป็นอย่างพ่อ จนตีได้จังหวะจะโคนดี ทั้งสองพ่อลูกช่วยกันตีกลอง มีงานที่ไหนก็ไปตีกลองที่นั่น การช่วยกันตีทำให้เสียงกลองน่าฟังยิ่งขึ้น

วันหนึ่งมีงานนักขัตฤกษ์ ทั้งสองพ่อลูกก็ไปตีกลองประชาชนที่มาในงานได้ยินเสียงกลองดังขึ้นก็พากันมาแห่ห้อมล้อมดู และช่วยกันบริจาคเงิน ทั้งสองพ่อลูกได้เงินมากพอสมควรกว่าจะเสร็จงานก็ดึกแล้ว ในวันรุ่งขึ้นก็จะต้องไปตีกลองที่อื่นอีก ทั้งสองคนจึงเอาสตางค์ใส่ย่ามแล้วพากันเดินมาตามทาง

เส้นทางนั้นเป็นทางเปลี่ยว มีโจรผู้ร้ายคอยดักปล้นจี้อยู่เสมอ ระหว่างเดินมาสองพ่อลูกก็พากันตีกระหน่ำกลอง พ่อบอกว่า ลูกเอ๊ย ตีให้น่าฟัง ตีให้เป็นจังหวะจะโคน เราเดินป่าควรตีเป็นเพลงยกทัพถึงจะดี ตีมาได้ถึงครึ่งทางผู้ร้ายก็แปลกใจคิดว่าเป็นขบวนแห่ของพระราชาจึงชวนกันวิ่งหนี วิ่งไปก็ฟังไป ไอ้ลูกก็ตีกลองไม่เป็นจังหวะ นึกได้เพลงไหนก็ตีเพลงนั้น ผู้ร้ายฟังเสียงกลองแล้วคิดว่าไม่น่าจะใช่กลองยกทัพเสียแล้ว คงเป็นกลองสองพ่อลูกที่ไปตีกลองหาเงินนั่นเอง เราต้องพากันกลับไปดู พวกโจรก็พากันกลับไป เห็นว่าเป็นกลองสองพ่อลูกจริง ๆ ไม่ใช่กลองยกทัพของเจ้านาย จึงจี้เอาทรัพย์สินไปหมด เมื่อกลับมาถึงบ้าน พ่อก็สั่งสอนลูกว่า ลูกเอ๊ย ต่อจากนี้ไป ไม่ว่าพ่อหรือผู้หลักผู้ใหญ่คนไหนเขาตักเตือนว่าไม่ดีละก็ให้เชื่อฟังเขา นี่ที่เราสองคนโดนขโมยปล้นก็เพราะลูกไม่เชื่อฟังพ่อ ถ้าลูกเชื่อฟังพ่อสักหน่อยหนึ่ง ลูกไม่รั้นพ่อ ลูกก็จะตีเป็นเพลงเดิน พวกผู้ร้ายมันจะนึกว่าเจ้านายยกทัพมา มันก็จะหลบหนีไป แต่นี่แกตีไม่เป็นเพลงไม่เป็นจังหวะจะโคน ไม่เชื่อฟังผู้ใหญ่



นิทานพื้นบ้านภาคกลาง เรื่อง กระต่ายสามขา

นิทานพื้นบ้านภาคกลาง เรื่อง กระต่ายสามขา

เรื่องกระต่ายสามขา เป็นนิทานที่เล่าถึงที่มาของภาษิต กระต่ายสามขา

ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเด็กรุ่นหนุ่มคนหนึ่งชื่อม่วง เป็นลูกศิษย์วัดพุทไธศวรรย์ เป็นเด็กที่มีความอดทนและมั่นคงมาก เจรจาสิ่งใดแล้วก็ไม่ยอมเปลี่ยนคำพูดง่าย ๆ นายม่วงได้ฝากตัวกับอาจารย์คง วัดพุทไธศวรรย์ เพื่อจะศึกษาวิชาอาคมกับอาจารย์ แต่ก่อนที่จะเรียนคาถาอาคมจะต้องเรียนหนังสือขอมให้คล่องเสียก่อน เพราะคาถาอาคมเป็นตัวหนังสือขอมทั้งสิ้น เมื่อนายม่วงเรียนหนังสือขอมคล่องดีแล้ว อาจารย์ก็คิดจะทดลองศิษย์ว่าจะมีความอดทนเหมาะสมที่จะรับวิชาไว้หรือไม่

คราวหนึ่งมีผู้นำกระต่ายมาถวายอาจารย์คง อาจารย์จึงให้นายม่วงเอาไปย่างเก็บไว้สำหรับที่จะเป็นอาหารเพล นายม่วงก็เอาไปย่างไฟ แต่ในขณะที่กำลังย่างอยู่นั้นกลิ่นกระต่ายหอมหวนชวนกินมาก นายม่วงอดใจไม่ไหว จึงฉีกกระต่ายเอามากินเสียขาหนึ่งแล้วจึงเอาไปเก็บไว้

ครั้นถึงเวลาฉันเพล นายม่วงก็ยกเอากระต่ายย่างเข้าไปถวายพระอาจารย์ พออาจารย์เห็นกระต่ายย่างเหลือสามขาก็แปลกใจจึงคาดคั้นความจริงกับนายม่วง ซึ่งนายม่วงก็ไม่ยอมรับอาจารย์คงโกรธจัดจึงเฆี่ยนนายม่วงไปหลายครั้ง แต่นายม่วงก็ยืนกรานว่ากระต่ายมีสามขา อาจารย์สงสารจึงยกกระต่ายที่เหลือให้นายม่วงกินจนหมด และนึกนิยมว่านายม่วงเป็นคนหนักแน่นมั่นคง จึงถ่ายทอดวิชาอาคมให้ วันหนึ่งนายม่วงอยากจะเข้าพระราชวัง อาจารย์คงจึงเสกก้านพลูให้นายม่วงทัดหูไป โดยกำชับห้ามทำหล่น นายม่วงหายตัวเข้าไปในพระราชวังได้แอบไปขโมยกินของเสวยของพระเจ้าแผ่นดิน จนในที่สุดถูกจับได้จึงถูกสั่งประหารชีวิต อาจารย์คงทราบข่าวจึงแอบมาช่วยโดยเสกก้านพลูแทนตัวนายม่วง แล้วพากันออกมาโดยไม่มีใครเห็นจากนั้นจึงพากันหลบหนีไปทางเหนือ อยู่มาวันหนึ่งนายม่วงได้ขออนุญาตอาจารย์คงเพื่อไปเที่ยวอยุธยาอีก โดยกล่าวว่าจะไปแบบให้คนเคารพทั้งเมือง จึงให้อาจารย์คงเสกเป็นพระพุทธรูปลอยน้ำไป เมื่อลอยไปถึงหน้าพระราชวังจันทรเกษม ผู้คนจึงพากันมากราบไหว้บูชากันเนืองแน่นจนพระเจ้าแผ่นดินมีพระราชประสงค์อัญเชิญไว้ในกรุง หากแต่มีตาแก่วิชาดีคนหนึ่งกราบทูลว่ามิใช่พระพุทธรูปจริงแต่เป็นคนแกล้งทำมา และอาสาที่จะจัดการโดยทำสายสิญจน์ เครื่องเซ่น ข้าวเปลือก ข้าวสาร เสร็จแล้วก็ลงไปริมน้ำอ่านโองการ ซัดข้าวเปลือกข้าวสารและเอาสายสิญจน์ลากพระเข้าฝั่งแล้วรดด้วยน้ำมนต์ ทันใดก็กลายเป็นนายม่วงนั่งถือดาบอยู่ พระเจ้าแผ่นดินทรงจำได้ว่าเป็นนายม่วงคนเดิมจึงสั่งให้ราชมัลเฆี่ยนและถามความจริง ซึ่งนายม่วงก็ตอบวกวนตามเดิม จึงถามตาแก่ว่าจะทำประการใด ตาแก่จึงกราบทูลว่า ให้จับใส่ในท่อนซุง แล้วเสดให้ซุงจมน้ำ พระเจ้าแผ่นดินทรงอนุญาต ตาแก่จัดแจงจับนายม่วงเข้าไว้ในโพรงซุง เสกน้ำมนต์รด ซุงก็จมน้ำและแล่นทวนไปถึงหน้าวัด อาจารย์คงรู้ดีว่านายม่วงเสียทีมาอีกจึงออกไปช่วยนายม่วงตามเคย ตั้งแต่นั้นมานายม่วงก็อยู่ปรนนิบัติอาจารย์ไม่คิดจะกลับมากรุงศรีอยุธยาอีกเลย