นิทานธรรมะ เรื่อง กว่าจะรู้ได้ ก็เกือบสายไป

นิทานธรรมะ เรื่อง กว่าจะรู้ได้ ก็เกือบสายไป

ชายหนุ่มคนหนึ่งมีอาชีพจับปลาตามแม่น้ำมาขาย ทุกวันเขาจะต้องออกไปหาปลาเพื่อเลี้ยงชีพ จนกลายเป็นความคุ้นเคย กระทั่งชินชาในการอยู่กับอาชีพนี้ แม้วันไหนจะรู้สึกเบื่อหน่ายอย่างไร เขาก็ต้องฝันใจไปทำงานเช่นทุกวันที่ผ่านมา

เช้ามืดวันหนึ่ง เขาได้เดินไปตามริมตลิ่งของสายน้ำที่เขาใช้หาปลาทุกวัน เท้าของเขาไปสะดุดเข้ากับถุงใบหนึ่ง เมื่อคลำดูแล้วก็คล้ายกับมีก้อนหินอยู่ในถุงนั้น ชายหนุ่มจึงถือติดมือไปด้วย แต่ก็ไม่ได้ให้ความสำคัญว่าในถุงมีอะไรซ่อนอยู่

ในขณะที่รอคอยให้ฟ้าสางเพื่อจะได้กู้อุปกรณ์จับปลากได้อย่างสะดวก เขารู้สึกเบื่อหน่ายกับการรอคอยวันใหม่ที่จะมาถึง และเพื่อเป็นการแก้ความเบื่อหน่าย เขาจึงหยิบสิ่งที่อยู่ในถุงแล้วก็ปาลงไปในแม่น้ำ ท่ามกลางความมืดสลัว ๆ ของเช้ามืด

ชายหนุ่มได้นั่งปล่อยอารมณ์เพื่อให้ตัวเองรู้สึกผ่อนคลาย ขณะเดียวกันก็หยิบสิ่งที่อยู่ในถุงขว้างลงไปในแม่น้ำด้วย เขาคิดว่าเป็นการฆ่าเวลาอย่างหนึ่ง เพราะเขาเองก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไรได้ดีไปมากกว่านี้

เมื่อรอจนพระอาทิตย์ได้เคลื่อนตัวจนเห็นแสงสว่างของวันใหม่ เขาได้หยิบสิ่งที่อยู่ในถุงชิ้นสุดท้ายขึ้นมา ครั้นยกขึ้นเพื่อจะขว้างลงในแม่น้ำเช่นทุกครั้ง แสงของพระอาทิตย์ได้กระทบกับวัตถุนั้นแล้วเกิดเป็นประกายขึ้น เขาจึงได้ใช้สายตาเพ่งพินิจดูว่าสิ่งนั้นคืออะไร

เมื่อสายตาประกบกับวัตถุชิ้นสุดท้ายที่เหลืออยู่ ชายหนุ่มแทบช็อกผสมกับความรู้สึกดีใจอย่างยิ่ง เพราะสิ่งที่อยู่ในถุงที่เขาหยิบขึ้นมาก็คือ เพชร ที่มีมูลค่ามหาศาล เขาจึงได้เก็บเพชรเม็ดสุดท้ายไว้ด้วยความดีใจ

ชายหนุ่มคิดต่อไปว่าจะกระโดดลงไปงมเพชรที่เหลือในแม่น้ำ แต่ทุกอย่างสายเกินไปแล้ว เพราะแม่น้ำที่เชี่ยวกรากได้พัดเพชรเหล่านั้นหายไปกับสายน้ำเสียสิ้น ทำให้เขารู้สึกเสียใจเป็นอย่างมาก ที่ตนเองช่างไม่รู้จักพิจารณาสิ่งที่อยู่ใกล้ ๆ ตัว แต่พอตั้งสติได้ เขาก็ยังยิ้มได้ต่อสิ่งที่มีค่าชิ้นสุดท้ายที่เหลืออยู่ในมือ

ทว่าสิ่งสำคัญกว่าการได้เพชรเม็ดสุดท้ายมาครองก็คือ หลังจากวันนั้นเป็นต้นมา ไม่ว่าจะทำอะไรในแต่ละครั้ง ชายหนุ่มจะรู้จักคิดก่อนเสมอ พร้อมกับใช้ปัญญาไตร่ตรองในทุกสิ่งที่เขาได้เกี่ยวข้อง

จากคนที่เคยทำอะไรอย่างเบื่อหน่าย แต่หลังจากมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันมาเป็นครูสอนชีวิต เขาก็กลายเป็นคนที่รู้จักมองชีวิตในมุมมองใหม่ที่เปลี่ยนไป ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตของเขาดีขึ้นเรื่อย ๆ และมีความสุขที่เกิดจากใจที่รู้เท่าทัน

นิทานธรรมะ เรื่อง เมตตาธรรมค้ำจุนโลก

นิทานธรรมะ เรื่อง เมตตาธรรมค้ำจุนโลก

เล่าลือกันว่าหลวงปู่ท่านหนึ่งได้เข้าใจธรรมอย่างลึกซึ้งจนบรรลุเป็นพระอรหันต์ เวลาท่านจะทำอะไร ก็จะทำสิ่งนั้นด้วยความเอาใจใส่เสมอ ประหนึ่งว่าการกระทำแต่ละครั้งจะเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิตของท่าน ทำให้ลูกศิษย์ได้ใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติตามเรื่อยมา

ในยุคของหลวงปู่นั้น ถือว่าเป็นยุคสมัยที่บ้านเมืองมีความวุ่นวายด้วยสงคราม ทุกหัวระแหงเต็มไปด้วยการทำร้ายกันอยู่เนือง ๆ บางครั้งพระสงฆ์ก็ยังโดนทำร้ายเช่นกัน ศีลธรรมอันดีงามถือว่าเป็นสิ่งที่ถูกมองว่าเป็นเรื่องล้าสมัย จึงเป็นเหตุให้คำสอนของหลวงปู่ถูกมองข้ามไป

อยู่มาวันหนึ่ง มีทหารกลุ่มหนึ่งได้ดื่มเหล้าจนเมามาย ขณะที่รถวิ่งผ่านหน้าวัด ทหารที่เป็นหัวหน้าก็สั่งให้ขับรถเข้าไปในวัด พอมาถึงบริเวณที่พักของหลวงปู่ พวกเขาก็เข้าไปหาหลวงปู่ทันที แล้วกล่าวใส่ร้ายท่านว่า เป็นผู้ซ่องสุมกำลังเพื่อต่อต้านอำนาจรัฐ และด้วยความเมา พวกเขาจึงได้รุมทำร้ายหลวงปู่ทั้งเตะและต่อยอย่างคนที่ขาดสติ

เมื่อเห็นว่าท่านแน่นิ่งไปแล้ว พวกเขาก็ได้ขึ้นรถกลับที่พักของตน บรรดาลูกศิษย์ที่อยู่ในวัดต่างก็รีบนำหลวงปู่ไปรักษาตัวที่โรงพยาบาล โดยที่หลวงปู่เองก็ไม่ยอมที่จะมรณภาพ ทั้งที่ร่างกายของท่านบอบช้ำมาก เกินกว่าที่คนธรรมดาทั่วไปจะต้านความเจ็บปวดได้

ในขณะที่ทำการรักษาหลวงปู่ หมอที่มารักษาก็บอกว่าโอกาศรอดชีวิตแทบจะไม่มี จึงขอให้ลูกศิษย์ทำใจไว้ล่วงหน้า ทว่าเหตุการณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะแม้หลวงปู่จะอยู่ในอาการที่เสี่ยงต่อความตาย แต่ท่านก็ยังฝืนตัวเองไม่ยอมมรณภาพสักที

เมื่อหลวงปู่ดูอาการแล้วไม่น่ารอดพยายามทนความเจ็บปวดไว้ ประหนึ่งว่ากำลังรออะไรบางอย่าง ลูกศิษย์ที่รับใช้ใกล้ชิดจึงถามท่านว่า

หลวงปู่มีอะไรต้องห่วงอีกหรือครับ ถ้ายังมีเรื่องที่ต้องกังวลอยู่ หลวงปู่ฝากให้พวกผมสานต่อก็ได้นะครับ พวกผมต้องขออภัยที่ไม่สามารถช่วยอะไรหลวงปู่ได้มากกว่านี้

ไม่ใช่ความผิดของพวกเจ้าหรอก หลวงปู่เข้าใจข้อนั้นดี แต่ยังไม่ยอมมรณภาพ ก็เพราะสงสารพวกทหารหนุ่มที่มารุมทำร้ายหลวงปู่ต่างหาก

ทำไมครับหลวงปู่ ลูกศิษย์ถามด้วยความสงสัย

เพราะถ้าพวกทหารหนุ่มทำร้ายหลวงปู่ แล้วหลวงปู่ก็ตายทันที บาปหนักจะตกไปอยู่ที่พวกเขา แต่หลวงปู่เห็นว่า เพราะความเขลาและยังเยาว์วัยของทหารเหล่านั้น จึงทำให้ถูกคนอื่นล้างสมองให้เชื่อในทางที่ผิด หลวงปู่พยายามฝืนสังขารและรักษาตัวเองให้ดีขึ้น เผื่อบางทีพวกทหารเหล่านั้นจะสำนึกผิดกลับตัวกลับใจเป็นคนดี บาปที่ทำไว้ก็จะลดลงได้บ้าง

พวกลูกศิษย์ได้รับฟังสิ่งที่หลวงปู่กล่าว ต่างก็ซาบซึ้งในความเมตตาที่ท่านมี บางคนถึงกลับน้ำตาไหลด้วยความประทับใจ พวกลูกศิษย์ได้สัญญากับท่านว่า ไม่ว่าจะใช้ชีวิตอยู่ในบรรยากาศแบบใด พวกเขาก็จะขอใช้เมตตาธรรมมาเป็นคู่มือในการนำพาชีวิตให้เกิดสันติสุขตลอดไป

นิทานธรรมะ เรื่อง คุณค่าของความทุกข์

นิทานธรรมะ เรื่อง คุณค่าของความทุกข์

หญิงสาวคนหนึ่งป่วยเป็นอัมพาตที่ขาท่อนล่าง เป็นเหตุให้เธอต้องเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลเป็นนิจ ในขณะที่ป่วยอยู่นั้น คนที่อยู่รอบใกล้ตัวเธอ ก็รู้สึกเป็นทุกข์กับอาการป่วยของเธอด้วย เพราะไม่รู้ว่าจะช่วยให้คนที่ตนรักหายจากอาการนี้ได้อย่างไร

แต่ข้อดีของหญิงสาวก็คือ เป็นคนที่มีนิสัยร่าเริงอยู่เสมอ ที่สำคัญเธอเคยผ่านการฝึกจิตด้วยการปฏิบัติธรรมมาก่อน เมื่อถึงเวลาที่ร่างกายต้องตกอยู่ในภาวะที่ควบคุมไม่ได้ ก็สามารถรู้เท่าทันความจริงของชีวิตว่า ทุกอย่างไม่มีอะไรแน่นอน ในขณะที่จิตก็พร้อมจะรับรู้ปัญหาที่เกิดขึ้นด้วยความเข้าใจ

อาการป่วยเป็นอัมพาตของหญิงสาวนั้น เมื่อดูจากอาการแล้วเหมือนว่าจะหนักขึ้นเรื่อย ๆ เพราะเธอไม่สามารถที่จะประคองตัวเองให้ฝืนลุกขึ้นได้ อยู่ต่อมาอาการป่วยก็กำเริบขึ้นอีก จนต้องนำส่งไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลในเมือง

ในขณะที่นอนป่วยอยู่ที่โรงพยาบาล ญาติที่มาเยี่ยมต่างคิดว่าเธอช่างโชคร้ายยิ่งนัก คงมีความทุกข์ที่คอยรุมทำร้ายชีวิตของเธอเป็นแน่ แต่ตรงกันข้าม หญิงผู้ถูกโรคร้ายรุมเร้ากลับมีรอยยิ้มเปื้อนใบหน้าอยู่ตลอดเวลา จนพยาบาลหลายคนก็ประหลาดใจว่า ทำไมเธอถึงดูมีความสุขได้ทั้ง ๆ ที่กำลังเจอโรคร้ายรุมเร้าอยู่

อยู่มาวันหนึ่ง พยาบาลที่เฝ้าไข้ก็เกิดความสงสัยว่าทำไม จึงสามารถยิ้มอย่างมีความสุขได้ ในขณะที่อยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากเช่นนี้ จึงถามขึ้นว่า

ขอถามอะไรหน่อยได้ไหมคะ

ถามได้เลยค่ะ หากตอบได้ก็ยินดีที่จะตอบ หญิงสาวตอบรับด้วยความยินดีที่จะบอกในสิ่งที่พยาบาลสงสัย

ทำไมคุณดูยิ้มแย้มตลอดเวลา ทั้งที่กำลังป่วยอยู่เช่นนี้ ทำเหมือนว่าอาการป่วยที่เป็นอยู่นี้ เป็นสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตของคุณ

ฝ่ายหญิงสาวผู้ถูกโรคร้ายกัดกร่อนชีวิต เมื่อได้รับฟังเช่นนั้น แทนที่จะรู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกละลาบละล้วงความเป็นส่วนตัว กลับยิ้มอย่างเข้าใจในความสงสัยของพยาบาลสาว พร้อมกับให้คำตอบที่มาจากความรู้สึกของตัวเองว่า

ฉันคิดอยู่เสมอว่า วันหนึ่งโรคภัยไข้เจ็บต้องเกิดขึ้นแก่ตัวเองแน่นอน ไม่ป่วยวันนี้ วันข้างหน้าก็ต้องป่วยอยู่ดี แต่ที่ฉันดูมีความสุขในขณะที่ป่วย ก็เพราะฉันแบ่งกายกับจิตออกจากกัน แบ่งความทุกข์และความสุขให้อยู่คนละส่วน ความสุขจึงไม่ใช่เรื่องยากที่ฉันจะสร้างมันขึ้นมาได้

มันเป็นอย่างไรที่ว่า แบ่งกายและจิตออกจากกัน แบ่งความทุกข์และความสุขให้อยู่คนละส่วน พยาบาลซักต่อด้วยความอยากรู้

หญิงสาวผู้มีใบหน้าเปื้อนด้วยรอยยิ้ม จึงอธิบายให้พยาบาลได้รับทราบว่า

ในชีวิตของคนเรานั้น มีกายและจิตเป็นองค์ประกอบสำคัญในชีวิต ถ้าเราสามารถทำความเข้าใจว่า ร่างกายและจิตเป็นคนละส่วนกัน แม้จะอาศัยกันเกิดขึ้นแล้วเรียกว่าชีวิตก็จริง แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งที่อีกฝ่ายถูกทำร้าย เราต้องรู้จักถนอมอีกฝ่ายหนึ่งให้ดำรงอยู่อย่างปกติสุขให้ได้ เหมือนกายป่วย แต่เราต้องไม่ยอมให้จิตที่รับรู้อารมณ์ต่าง ๆ ป่วยไปตาม เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจึงยิ้มได้เสมอเมื่อต้องอยู่กับร่างกายที่ไม่สมบูรณ์

แล้วการแบ่งความสุขกับกับความทุกข์ ให้อยู่คนละส่วนละ พยายาลซักต่อในอีกประเด็นหนึ่ง

ในเรื่องของการแบ่งความทุกข์และความสุขให้อยู่คนละส่วนนั้น ที่จริงแล้ว ก็ไม่ได้แบ่งความทุกข์หรือความสุขออกจากกันหรอก เพียงแค่เราทำความเข้าใจในความทุกข์ ที่คนทั่วไปเรียกว่าปัญหาก็พอแล้ว เพราะเมื่อเข้าใจความทุกข์อย่างละเอียด เราก็จะอยู่กับความทุกข์นั้นได้ โดยเราจะย้ายความรู้สึกมาอยู่ฝั่งของความเข้าใจที่เรียกว่าความสุขแทน กระทั่งรู้จักที่จะอยู่เหนือความทุกข์และความสุขได้ในขณะต่อมา

หญิงสาวอธิบายด้วยรอยยิ้มแห่งความเข้าใจ

นิทานธรรมะ เรื่อง อยู่กับความจริงที่เป็น

นิทานธรรมะ เรื่อง อยู่กับความจริงที่เป็น

พระราชาองค์หนึ่ง หลงคิดว่าตัวเองเป็นคนที่หน้าตาดีกว่าใคร ๆ พระองค์เข้าใจว่าทุกสัดส่วนในร่างกายนี้ ช่างมีเสน่ห์ชวนน่าหลงไหลยิ่งนัก เหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะรอบกายของพระองค์มีแต่คนคอยกล่าวเยินยอถึงความหล่อไม่สร่างของพระองค์อยู่ตลอดเวลา จึงทำให้พระราชาเข้าใจตามคำชมนั้นจริง ๆ

เรื่องที่พระองค์ลุ่มหลงในร่างกายของตัวเอง เพราะถูกคนรอบข้างยุยงส่งเสริมดังไปทั่วเมือง ฝ่ายคณะราชบัณฑิตที่อยู่ในเมืองก็รู้สึกกังวลต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นยิ่งนัก แต่ก็ไม่มีใครกล้าที่จะกล่าวเตือนพระองค์ในเรื่องนี้

เมื่อเหตุการณ์ดำเนินมาเนิ่นนาน สิ่งที่ตามมาก็คือการบริหารบ้านเมืองของพระองค์ด้อยคุณภาพลง เพราะท่านมัวแต่หลงในคำเยินยอ ที่คนประจบสอพลอคอยป้อนคำหวานให้ เป็นเหตุให้บ้านเมืองที่เคยอยู่อย่างสงบสุข กลายเป็นเมืองที่ถูกแทนที่ด้วยความอ่อนแอในทุก ๆ ด้าน

ในที่สุด เมื่อเหตุการณ์มาถึงจุดที่ต้องตัดสินใจ เหล่าราชบัณฑิตที่เห็นว่าเหตุการณ์จะบานปลายไปเรื่อย ๆ จึงได้ไปเชิญนักปราชญ์เฒ่าท่านหนึ่ง ผู้ที่พระราชาให้เคารพศรัทธา เพื่อให้ท่านช่วยเหลือพระราชา และช่วยเมืองให้พ้นจากภัยในครั้งนี้

ฝ่ายชายชราผู้เป็นมหาปราชญ์ได้พิจารณาแล้วว่า สิ่งที่พระราชาทำลงไป เพราะหลงในคำของคนพาล จึงรับปากที่จะช่วยคลี่คลายปัญหาที่เกิดขึ้น บรรดาผู้ห่วงใยในบ้านเมืองทั้งหมด จึงขอเข้าเฝ้าพระราชาพร้อมกัน

เมื่อพระราชาได้เห็นบุคคลที่ตนเคารพมาเยี่ยมก็ดีใจ พระองค์ได้ตรัสสั่งให้บริวารต้อนรับอาจารย์ของตนเป็นอย่างดี เมื่อถึงเวลาประจวบเหมาะ ปราชญ์ผู้เฒ่าจึงกล่าวขึ้นว่า

ข้าแต่พระราชาผู้เป็นที่รักของปวงประชา ข้าได้ยินมาว่าพระองค์เอาแต่ลุ่มหลงในร่างกายของพระองค์เอง จนลืมบริหารบ้านเมืองให้ดำรงอยู่อย่งผาสุก ทำไมเหตุการณ์ถึงเป็นเช่นนี้ไปได้

ท่านอาจารย์ ที่มีคนชมว่าข้าเป็นผู้มีรูปโฉมที่งดงามนั้น เมื่อข้าพิจารณาตามคำของเหล่าอำมาตย์ที่ชมข้า ถ้อยคำดังกล่าวก็เป็นความจริงตามนั้น หรือท่านเห็นเป็นประการใด พระราชาตรัสโต้ตอบ

แต่ในสายตาของข้าแล้ว ไม่เห็นว่าพระองค์จะมีรูปโฉมที่งดงามเลย เพระนับวันอายุและร่างกายของพระองค์ก็มีแต่เสื่อมโทรมไปเรื่อย ๆ ทุกอย่างย่อมเปลี่ยนแปลงไปในทางที่เสื่อมตามกาลเวลา ขอให้พระองค์เข้าใจในความจริงข้อนี้ด้วย และได้โปรดตื่นจากความลุ่มหลงในร่างกายเสียเถิด

เมื่อได้ฟังถ้อยคำของอาจารย์กล่าวเช่นนั้น พระราชาก็รู้สึกไม่พอใจยิ่งนัก และเพื่อจะยืนยันในความงามของรูปโฉมของตน พระองค์จึงเรียกเหล่าอำมาตย์หน้าห้องเข้ามาพบ แล้วถามพวกเขาในเรื่องความงามในร่างกายของพระองค์ว่าเป็นเช่นใด

เหล่าอำมาตย์ผู้คอยรับใช้ใกล้ชิด ต่างก็ตอบเป็นเสียงเดียวกันทันทีว่า

พระองค์ช่างมีรูปโฉมที่งดงาม เกินกว่าจะหาใครมาเปรียบเทียบได้ในแผ่นดินนี้ จะหาใครมาเทียบเท่าความงามแห่งเรือนกายเท่าพระองค์นั้นไม่มีเลย

เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้ ปราชญ์เฒ่าจึงให้อำมาตย์นำน้ำมาชามหนึ่ง แล้วให้พวกเขาดูพร้อมกัน และสั่งให้ออกไปข้างนอกทั้งหมด หลังจากนั้นท่านผู้เฒ่าก็ให้พระราชาเทน้ำออกจากชามครึ่งหนึ่ง โดยไม่ให้อำมาตย์ขี้ประจบเหล่านั้นรู้เห็นด้วย

เมื่อเทน้ำออกแล้ว ก็ให้พระราชาเรียกคนเหล่านั้นเข้ามาอีกครั้ง พร้อมกับให้พระองค์ตรัสถามด้วยตนเอง ฝ่ายพระราชาจึงตรัสถามเหล่าอำมาตย์ผู้เฝ้าสรรเสริญพระองค์ว่า

หลังจากที่พวกเจ้าออกไปแล้วกลับเข้ามาใหม่ ชามน้ำที่วางอยู่นี้เหมือนตอนแรก หรือแตกต่างไปจากเดิม

เหมือนเดิมทุกประการพะยะค่ะ ที่ดูดีไปกว่านี้ก็คือน้ำนี้ช่างดูเหมือนน้ำศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก

เหล่าอำมาตย์ตอบพร้อมกันด้วยไม่ต้องคิดอะไรอีกครั้งหนึ่ง เพราะพวกเขาคิดว่า อย่างไรเสียพระราชาก็ต้องเชื่อในถ้อยคำของพวกตนอยู๋ดี

เมื่อการถามและตอบสิ้นสุดลง พระราชาก็ถึงกับตกใจในสิ่งที่ได้รับรู้ พระองค์จึงได้ตื่นขึ้นมาเพื่อรับรู้ความจริงในบัดดล เมื่อเป็นเช่นนี้พระองค์จึงตรัสสั่งเหล่าอำมาตย์ให้ออกไปข้างนอกทันที แล้วกล่าวกับอาจารย์ของตนด้วยความสลดใจว่า

ท่านอาจารย์ ทำไมถึงเป็นเช่นนี้ไปได้ พวกเขาล้วนแต่กล่าวคำโกหกกันทุกคนเลย

ฝ่ายปราชญ์เฒ่าผู้ผ่านการเรียนรู้ชีวิตมานาน เห็นพระราชามีอาการซึมเศร้าในทันทีที่ได้รับรู้ความจริง จึงกล่าวให้ข้อคิดแก่พระองค์ว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นที่รักของปวงประชา เหตุที่อำมาตย์เหล่านั้นกล่าวคำสรรเสริญพระองค์อยู่ตลอดเวลา ก็เพราะเขาต้องการเป็นที่โปรดปราน และหวังลาภสักการะที่พระองค์จะมอบให้กับเขา หากไม่มีหลักในการดำรงชีวิต พระองค์ก็จะตกเป็นทาสของความหลง ที่มีคนอื่นคอยป้อนให้อยู่เช่นนี้ตลอดไป

ข้าควรทำอย่างไรดีท่านอาจารย์ พระราชาตรัสถามเพื่อหาวิธีแก้ไขปัญหาที่พระองค์สั่งสมมานาน

อาจารย์ผู้ต้องการเห็นลูกศิษย์ตื่นขึ้นมาจากความหลงจึงกล่าวขึ้นว่า

ก็ไม่เห็นจะยากอะไรเลย ขอแค่พระองค์รู้จักตั้งสติในการรับฟังถ้อยคำจากคนอื่นในแต่ละครั้ง มีสติปัญญาเป็นคู่มือในการพิจารณา ทุกอย่างที่เกิดขึ้น ย่อมไม่สามารถครอบงำพระองค์ให้ลุ่มหลงได้อีกต่อไป

ข้าจะจดจำคำสอนของท่านไว้ และจะบริหารบ้านเมืองด้วยใจที่เป็นธรรม จะไม่ลุ่มหลงร่างกายของตนเหมือนอดึตที่ผ่านมาอีก ข้าขอสัญญา

พระราชาตรัสกับอาจารย์ของตนด้วยวาจาที่หนักแน่นประหนึ่งว่าสำนึกผิดในสิ่งที่เคยหลงใหลมาตลอด

เมื่อทุกอย่างถูกคลี่คลายในทางที่ดี พระราชาก็ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตให้เป็นไปในทางที่ถูกต้อง พระองค์ได้เข้าใจว่าร่างกายของคนเรานั้น ย่อมมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่เสื่อมลงเป็นธรรมดา ทำให้พระองค์ไม่หลงมัวเมาในรูปโฉมเหมือนเคย ที่สำคัญพระองค์ได้กลับมาใส่ใจบริหารบ้านเมืองยิ่งกว่าเดิม ทำให้ประชาชนของพระองค์มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

นิทานธรรมะ เรื่อง ความชัดเจนของเป้าหมาย

นิทานธรรมะ เรื่อง ความชัดเจนของเป้าหมาย

อาจารย์เซนท่านหนึ่งมีความสามารถในหลาย ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นการสอนธรรมะ การจัดดอกไม้ การชงชา และการยิงธนู ด้วยเหตุที่ท่านมีศิลปะในด้านต่าง ๆ มากมาย จึงทำให้ผู้คนมาขอฝากตัวเป็นลูกศิษย์ของท่านจำนวนมาก

อยู่มาวันหนึ่ง อาจารย์เซนต้องการที่จะสอนลูกศิษย์จึงได้เรียกให้พวกเขามารวมตัวกันที่ลานอันเป็นที่พัก ในวันนี้ท่านจะใช้การยิงธนูเป็นแนวทางในการสอนธรรมะแก่พวกเขา เมื่อลูกศิษย์มาพร้อมกันแล้ว อาจารย์ก็สาธิตการยิงธนูทันที

ลูกศรที่พุ่งออกไปแต่ละครั้ง ล้วนพุ่งไปที่เป้าตรงกลางอย่างแม่นยำ ไม่มีพลาดแม้แต่ลูกเดียว เหล่าลูกศิษย์ที่กำลังดูการสาธิตยิงธนู ต่างก็กล่าวชื่นชมในฝีมือของอาจารย์เป็นอย่างมาก พวกเขาพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่เคยเห็นใครยิงธนูแม่นเช่นนี้มาก่อนในชีวิต

เมื่อได้ฟังลูกศิษย์กล่าวสรรเสริญต่าง ๆ นา ๆ อาจารย์เซนจึงกล่าวขึ้นว่า

พวกเจ้าเงียบก่อน ต่อไปนี้ข้าจะสอนหลักสูตรพิเศษให้แก่พวกเจ้า โดยจะอาศัยการหลับตาแล้วยิงธนูให้ดู

ผมว่าไม่ว่าจะหลับตา หรืออยู่ในอริยาบถไหน อาจารย์ก็ยิงได้ตรงเป้าอยู่แล้วครับ

บรรดาลูกศิษย์ต่างกล่าวยืนยันเป็นเสียงเดียวกัน ในความเชื่อมั่นที่มีต่ออาจารย์ของตน

เมื่อลูกศิษย์กล่าวจบลง อาจารย์ก็เตรียมท่าในการยิงธนูอย่างดี ทุกอย่างดูเหมือนเตรียมความพร้อมหมด ท่านยืนในท่าที่สงบนิ่งประหนึ่งว่ากำลังฝึกจิตให้ตั้งมั่น เพื่อที่จะให้ลูกศรวิ่งไปสู้เป้าโดยไม่ผิดพลาด

ในขณะทีทุกอย่างเป็นใจ อาจารย์เซนก็ง้างธนูเต็มกำลัง พร้อมกับความหวังของลูกศิษย์ทุกคนว่า ลูกศรต้องเข้าเป้าตรงกลางเหมือนเดิม แต่เมื่ออาจารย์ปล่อยลูกศรออกไป ปรากฏว่าลูกศรได้วิ่งผ่านเลยเป้าไปอย่างน่าผิดหวัง ไม่เฉียดแม้แต่สิ่งที่ใช้ทำเป็นเป้าด้วยซ้ำ

ลูกศิษย์ทุกคนที่ยืนอยู่ในที่แห่งนั้น ต่างตกตะลึงต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะพวกเขาคิดว่าความผิดพลาดเช่นนี้ คงจะไม่เกิดขึ้นกับอาจารย์ของตน ด้วยว่าท่าทางนั้นดูสมบูรณ์แบบจนไม่น่าจะทำให้เป้าหมายของท่านพลาดไป

ฝ่ายอาจาาย์เมื่อปล่อยลูกศรออกไปแล้วก็เปิดผ้าที่ปิดตาทันที พร้อมกับสังเกตดูสีหน้าของความประหลาดใจของแต่ละคน ด้วยความรู้สึกไม่เชื่อสายตาตัวเองของบรรดาลูกศิษย์ ที่ได้เห็นความผิดพลาดที่เกิดขึ้นกับอาจารย์ของตน

เมื่ออาจารย์เห็นลูกศิษย์มีอาการประหลาดใจเช่นนั้น ก็ยิ้มให้กับพวกเขาเพื่อให้คลายความตกใจ พร้อมกับกล่าวขึ้นว่า

พวกเจ้ารู้ไหมว่า วันนี้อาจารย์ต้องการให้บทเรียนสำคัญอะไรแก่พวกเจ้า

ไม่รู้ครับ ลูกศิษย์ตอบด้วยอากัปกิริยาที่ยังดูมึนงง

อาจารย์ต้องการสอนเรื่องความไม่แน่นอนแก่พวกเจ้าไงล่ะ อาจารย์ตอบด้วยท่าทางที่ดูจริงจัง

หมายความว่าอย่างไรครับท่านอาจารย์ ลูกศิษย์คนหนึ่งถามด้วยความสงสัยใคร่อยากรู้

เมื่อลูกศิษย์ถามเช่นนี้ ท่านจึงอธิบายให้ลูกศิษย์ได้เข้าใจว่า

การที่อาจารย์ยิงพลาด แท้จริงแล้วอาจารย์ต้องการสอนเรื่องความไม่แน่นอนแก่พวกเธอ เพราะในความคิดเบื้องต้นที่พวกเธอมีต่ออาจารย์นั้น พวกเธอคิดว่าอาจารย์คงยิงไม่พลาดเป้าแน่นอน เพราะดูจากท่าทางที่อาจารย์แสดงออก คงจะทำให้การยิงธนูประสบความสำเร็จเป็นแน่ แต่นั่นพวกเธอกำลังเข้าใจคลาดเคลื่อน

ทุกอย่างที่ตาเราเห็นนั้น ไม่สามารถเชื่อถือได้ทั้งหมด ด้วยเหตุนี้ไม่ว่าเราจะเห็นอะไร ก็จงมองด้วยสายตาที่พยายามจะเข้าใจเพียงครึ่งหนึ่งก็พอ ส่วนที่เหลืออีกครึ่ง ขอให้ใช้สติปัญญาในการพิจารณาด้วย ที่สำคัญ ไม่ว่าจะทำสิ่งใด สิ่งที่พวกเธอควรใส่ใจทุกขณะก็คือ การจ้องมองไปที่เป้าหมายด้วยความมุ่งมั่นที่จะทำให้สำเร็จ ขณะเดียวกัน ก็ให้เรียนรู้ที่จะทำความเข้าใจในสิ่งนั้นให้ชัด ๆ เพื่อให้เห็นรายละเอียดในทุก ๆ ด้าน อันเป็นตัวแปรที่ซ่อนอยู่ในความคาดหวังนั้น เมื่อทำได้เช่นนี้ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นก็จะมอบความฉลาดให้แก่พวกเธอตลอดไป

พวกผมเข้าใจในสิ่งที่อาจารย์ต้องการสอนแล้วครับ

บรรดาลูกศิษย์ต่างกล่าวขอบคุณในสิ่งที่อาจารย์ได้สอนผ่านการยิงธนู พวกเขาได้เข้าใจว่าเป้าหมายที่พึงทำความเข้าใจให้มากนั้น ไม่ใช่แค่ใช้เพียงสายตามองให้เห็น แล้วตัดสินด้วยความรู้สึกของตนเท่านั้น แต่ต้องทำความเข้าใจให้รอบด้านในทุกรายละเอียดที่จะตามมา รวมทั้งความไม่แน่นอนที่เป็นจุดผันแปรของสิ่งต่าง ๆ ด้วย

นิทานธรรมะ เรื่อง วิธีปลูกรักให้งดงาม

นิทานธรรมะ เรื่อง วิธีปลูกรักให้งดงาม

หญิงสาวคนหนึ่งกลุ้มใจเรื่องสามีมาก เพราะหลังจากที่สามีของเธอถูกเกณฑ์เป็นทหารไปรบในสงคราม ครั้นกลับมายังบ้านเกิดของตัวเอง นิสัยใจคอก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างน่าใจหาย ไม่พูดจาเหมือนอย่างเคย เขาเอาแต่นั่งหลบมุมอยู่เงียบ ๆ คนเดียว และมีอาการซึมเศร้าอยู่ตลอดเวลา

แม้ภรรยาจะดูแลเอาใจใส่อย่างไร ทำทุกอย่างเพื่อให้สามีได้กลับมาเป็นชายหนุ่มที่มีความเบิกบานเหมือนครั้งก่อน แต่ไม่ว่าจะใช้วิธีการเช่นใด อาการของเขาก็ไม่ดีขึ้นแม้เพียงนิด ทำให้หญิงผู้เป็นภรรยาทุกข์ใจในเรื่องนี้อย่างมาก

อยู่มาวันหนึ่ง เมื่อเห็นว่าตัวเธอไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ร้าย ๆ นี้ได้ จึงไปขอคำปรึกษาจากหลวงพ่อที่เธอเคารพ ครั้นไปถึงวัด เธอได้พูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับสามีของตน พร้อมกับใบหน้าที่อาบไปด้วยน้ำตา หลังจากสงบสติอารมณ์ได้แล้ว เธอก็ขอคำแนะนำจากหลวงพ่อว่าตนเองควรทำอย่างไรดี

เมื่อหลวงพ่อได้รับฟังปัญหาจบลง ท่านกลับยิ้มอย่างมีความสุข เหมือนหนึ่งว่าเรื่องที่เกิดขึ้นนั้นไม่ใช่สิ่งที่ต้องทำให้ชีวิตเป็นทุกข์ได้เลย พร้อมกับให้คำแนะนำว่า

อาการที่สามีเธอเป็นนั้นสามารถรักษาให้หายได้ แต่ต้องอาศัยวัตถุสำคัญมาปรุงเป็นยาให้เขาดื่ม นั่นก็คือ หนวดของเสือโคร่ง

เสือโคร่งเป็นสัตว์ใช่ไหมคะหลวงพ่อ หญิงสาวถามด้วยอาการตกใจเมื่อได้รับฟังคำแนะนำจากหลวงพ่อ

แล้วเธอจะยอมรับที่จะไปหามาให้ไหมล่ะ

ได้ค่ะหลวงพ่อ หนูยอมรับที่จะปฏิบัติตามที่หลวงพ่อแนะนำ หญิงสาวกล่าวรับคำหลวงพ่ออย่างหนักแน่น ทั้งที่ตัวเองก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร

แต่ด้วยความรักที่มีต่อสามีเป็นล้นพ้น เธอจึงตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ก็จะช่วยเหลือให้สามีคืนมาเป็นคนที่ร่าเริ่งดังเดิม หญิงสาวจึงสร้างกำลังใจให้กับตัวเองเต็มที่ เพื่อที่จะไปหาหนวดเสือโคร่งมาให้ได้

นับว่าเป็นความโชคดีของเธอ เพราะในขณะที่ไปแสวงหาเสือที่ถ้ำแห่งหนึ่ง ก็ได้เจอเสือโคร่งตัวใหญ่อยู่ตัวหนึ่งพอดี ครั้นเสือโคร่งเห็นหญิงสาวมาหา ก็จ้องมองไปที่เธอเหมือนหนึ่งว่ากำลังตรวจสอบดูว่ามาดีหรือมาร้าย ฝ่ายหญิงสาวเองเมื่อเจอเหตุการณ์เช่นนี้ แทนที่จะแสดงอาการตกใจหรือหวาดกลัว กลับจ้องมองไปที่เสือโคร่งอย่างไม่ละสายตา

สายตาของเธอมองไปที่เสือโคร่ง และแผ่เมตตาแห่งความรักไปสู่เสือโคร่งนั้น ประหนึ่งว่าต้องการเป็นมิตร ในขณะที่เสือเองก็สัมผัสได้ว่าหญิงสาวมาดีไม่ใช่มุ่งร้ายต่อตน จึงนอนสงบนิ่งอยู่ในถ้ำแห่งนั้นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ครั้นหญิงสาวเห็นว่าเสือโคร่งไม่โมโหร้าย หรือแสดงกิริยาที่จะทำร้ายตนเอง ก็ขยับเข้าไปใกล้ทีละนิด ๆ ด้วยความอดทน เป็นความอดทนที่มากที่สุดเท่าที่เคยอดทนมา เพื่อสื่อให้เสือรู้ว่าเธอมาอย่างผู้เป็นมิตรไม่ใช่ศัตรู จนเสือรู้สึกคุ้นเคยและพร้อมที่จะให้เธออยู่ในถ้ำด้วย

เมื่อทำความคุ้นเคยกับเสือจนแน่ใจแล้วว่าคงไม่ถูกทำร้ายแน่นอน ในจังหวะที่เสือกำลังนอนหลับอยู่ เธอก็ได้ใช้มือไปกระตุกหนวดเสือ แล้วค่อย ๆ ถอยห่างออกมาด้วยอาการที่สงบนิ่ง และพร้อมที่จะเผชิญปัญหาทุกอย่างที่จะเกิดตามมา ทว่าทุกอย่างก็ดำเนินไปด้วยความปลอดภัย

ครั้นได้หนวดเสือโคร่งมาแล้ว หญิงสาวก็รีบไปหาหลวงพ่อที่วัดทันที ด้วยหวังในใจว่าสิ่งที่เธอทำ จะสามารถช่วยสามีที่เจอเรื่องร้าย ๆ ให้กลับมาเป็นคนที่อยู่กับครอบครัวได้อย่างเป็นสุขเช่นเดิมอีกครั้ง

เมื่อหลวงพ่อได้รับหนวดเสือโคร่งแล้ว แทนที่จะนำไปเป็นส่วนผสมของยารักษาโรค ท่านกลับวางหนวดเสือลงอย่างไม่ไยดี เหมือนกับว่าหนวดเสือนั้นไม่ใช่ส่วนผสมที่จะทำยารักษาโรคได้ พร้อมกับกล่าวว่า

เธอเอาหนวดเสือนั้นไปทิ้งซะ

ทำไมคะหลวงพ่อ หญิงสาวถามด้วยอาการตกใจ และประหลาดใจในคำตอบที่ได้รับ

หลวงพ่อจึงมองมาที่หญิงสาวผู้อาจหาญไปกระตุกหนวดเสือ พร้อมกับพูดให้ข้อคิดว่า

แท้จริงแล้ว คนที่สามารถเยียวยาให้สามีหายจากโรคร้ายได้ดีที่สุด ก็คือภรรยาของเขาเอง ขอให้เธอใช้วิธีการเดียวกันกับที่ไปหาหนวดเสือโคร่งมา เพราะกว่าที่จะได้หนวดมันมา ก็ต้องใช้ความอดทนในการรอคอย อดทนที่จะทำความรู้จักกับเสือ ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ต้องอาศัยความกล้าและการรอคอยที่ยาวนาน

การรักษาสามีให้กลับมาเป็นดั่งเดิมก็เช่นเดียวกัน เธอต้องมีความอดทน ต้องรู้จักรอคอยที่จะให้เขากลับมาเป็นเหมือนเดิมให้ได้ เธอต้องรักและเมตตาต่อเขาให้มาก ๆ เพราะสงครามที่เขาเจอมาโหดร้ายเกินกว่าที่จะเยียวยาให้หายดีได้ในเวลาที่สั้น ๆ ดังนั้น เธอจึงต้องใช้ความอดทนให้มากกว่าเดิมหลายเท่า และหมั่นปลูกความรักความเมตตาลงไปในใจของเขาด้วยความเข้าใจแล้ววันที่ทุกอย่างพร้อมบริบูรณ์ เขาก็จะกลับมาเป็นสามีที่ร่าเริงดังเดิม

หนูเข้าใจในคำแนะนำของหลวงพ่อแล้วค่ะ และรู้แล้วว่าต้องปฏิบัติตัวต่อเขาอย่างไร

หญิงสาวกล่าวขอบคุณในคำแนะนำของหลวงพ่อ การแสวงหาทางออกจากปัญหาในครั้งนี้ ทำให้เธอได้ปัญญา คือ ความเข้าใจมาช่วยปรับชีวิตจิตใจของตัวเองมากยิ่งขึ้น ทำให้รู้จักอยู่กับทุกเรื่องราวอย่างมีหลักการ และมีความสุขที่จะเรียนรู้เรื่องราวต่าง ๆ อย่างผู้เข้าใจในความจริงที่มีความเปลี่ยนแปลงเข้ามาเป็นตัวแปร

นิทานธรรมะ เรื่อง เพราะไร้คุณ จึงไร้ค่า

นิทานธรรมะ เรื่อง เพราะไร้คุณ จึงไร้ค่า

มหาเศรษฐีคนหนึ่งมีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก จนมีความต้องการที่จะออกบวช เพื่อศึกษาธรรมะอย่างจริงจังในชีวิต แต่ด้วยความที่มีทรัพย์สมบัติมาก เขาจึงต้องจัดการมรดกให้เรียบร้อยเสียก่อน แล้วค่อยออกบวชตามที่ใจมุ่งหวัง

ปัญหาหนักของมหาเศรษฐีก็คือ ท่านไม่มีทายาทไว้สืบสกุล จึงเป็นเหตุให้ท่านคิดจะสละสมบัติที่มีอยู่เพื่อผู้อื่น โดยเฉพาะคนที่ท่านเห็นว่า ยากจนที่สุดในเมืองที่อาศัยอยู่ ถ้าใครมีคุณสมบัติดังกล่าว ก็จะยกสมบัติให้ครอบครองทันที

เมื่อคิดเช่นนี้แล้ว มหาเศรษฐีจึงแจ้งข่าวแก่เพื่อน ๆ ของตนว่า จะออกเดินทางไกลเพื่อค้นหาคนที่ยากจนที่สุด และจะมองสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ทั้งหมดให้เขาคนนั้น โดยจะใช้เวลาในการค้นหาคนที่มีสมบัติตามที่ท่านวางไว้เป็นเวลา 1 ปี

หลังจากที่ใช้เวลาตามหาคนที่ยากจนที่สุดครบกำหนดที่ได้วางไว้แล้ว มหาเศรษฐีก็ได้เดินทางกลับมายังบ้านของตน พอกลับมาถึงบ้านและพักผ่อนพอสมควรแล้ว บรรดาเพื่อนที่มารอรับก็ถามถึงข่าวการเดินทางของเขาด้วยความอยากรู้ และถามถึงคนที่จะได้รับมรดกของมหาเศรษฐีว่า

เมื่อท่านเดินทางไปหาบุคคลที่จะมอบสมบัติให้ทั่วเมืองนี้แล้ว ท่านเจอคนที่ยากจนที่สุดหรือยัง

เราเจอแล้ว มหาเศรษฐีตอบรับด้วยอาการสงบนิ่ง

แล้วใครคือคนที่จะได้รับสมบัติมหาศาลจากท่าน?

เพื่อนของมหาเศรษฐีถามด้วยความอยากรู้ในคำตอบที่ตนสงสัยมานาน

เมื่อมหาเศรษฐีเห็นว่าพ้องเพื่อนและบริวารต้องการคำตอบและคำอธิบาย จึงตอบไปว่า

หลังจากที่ข้าออกเที่ยวตามหาคนที่ยากจนที่สุดแล้ว ข้าได้ตัดสินใจที่จะยกสมบัติให้กับพระราชาผู้อยู่ครองเมืองของพวกเรา

ทำไมถึงเป็นเช่นนี้ล่ะ มันไม่ใช่สิ่งที่ท่านตั้งใจไว้มิใช่หรือ

เศรษฐีท่านหนึ่งกล่าวทักท้วงในคำตอบที่ได้ยินจากปากของมหาเศรษฐีผู้เป็นเพื่อนของตน

ฝ่ายมหาเศรษฐีมองไปยังเหล่าผู้มาเฝ้ารอการกลับมาของเขา เพื่อจะเฉลยข้อข้องใจของญาติมิตร จึงกล่าวอธิบายว่า

การตัดสินใจในครั้งนี้ถูกต้องที่สุดแล้ว เพราะเท่าที่ข้าออกไปแสวงหาคนที่ยากจนที่สุด ตอนแรกก็คิดว่าน่าจะเป็นคนที่อยู่ตามชนบท ที่หาเช้ากินค่ำ อดมื้อกินมื้อ แต่พอได้ไปเจอพวกเขา ข้ากลับพบว่าแม้คนเหล่านั้นจะดูยากจนทรัพย์สมบัติที่เป็นเงินทอง แต่พวกเขากลับมีเมตตาต่อกัน มีความรักความเคารพ และอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ข้าจึงคิดว่าคนเหล่านี้ไม่ใช่คนที่ยากจนที่สุด เพราะอย่างน้อยเขาก็ไม่ต้องเป็นทุกข์ทางใจ

แต่พอกลับมาพิจารณาดูพระราชาผู้อยู่ในเมืองของเรา กลับพบว่าท่านมีแต่ความรู้สึก ขาดแคลน อยู่ตลอดเวลา จนต้องประกาศเก็บและขึ้นภาษีจากประชาชนอยู่บ่อย ๆ เหมือนดั่งว่าท่านไม่เคยอยู่อย่างพอดีและมีความสุขเลย หนำซ้ำก็ชอบทำสงครามกับบ้านเมืองอื่น เพื่อแย่งชิงสิ่งต่าง ๆ จากเขา หรือเพื่อขยายอาณาจักรให้กับเมืองของตน ข้าจึงสรุปได้ว่า คนที่ยากจนที่สุดก็คือพระราชา เพราะความรู้สึกของท่านไม่เคยเต็ม ไม่เคยพอ และขาดความสุขทางใจมากกว่าใคร ๆ

ถ้าท่านใช้เกณฑ์นี้เป็นตัวตัดสิน พวกข้าก็คงไม่อาจคัดค้านในเจตนารมณ์ของท่าน เพระเท่าที่พวกเราเห็น ก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ

เหล่าเพื่อนพ้องกล่าวยอมรับในการตัดสินใจของมหาเศรษฐี ผู้แสวงหาคนที่ยากจนที่สุดเพื่อรับสมบัติจากตน

นิทานธรรมะ เรื่อง เพราะเข้าถึง จึงเข้าใจ

นิทานธรรมะ เรื่อง เพราะเข้าถึง จึงเข้าใจ

ยายคนหนึ่งชอบไปวัดเป็นประจำ ไม่ว่าจะไปทำบุญ หรือไปปฏิบัติธรรม คุณยายถือว่าเป็นบุคคลต้นแบบในการนำพาลูกหลานให้รู้จักทำความดี จนลูกหลานก็มีจิตใจฝักใฝ่ในธรรมกันเป็นส่วนมาก

แต่ก็มีบ้างที่ยังสงสัยว่าทำไมยายต้องไปวัด หรือไปปฏิบัติธรรมทุกวันพระ โดยเฉพาะในช่วงเข้าพรรษา หรือวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ทำไมบางครั้งถึงกับไม่ยอมหลับนอนตลอดทั้งวันทั้งคืนก็มี คำถามนี้ติดอยู่ในใจของหลานชายคนหนึ่งตลอดมา

อยู่มาวันหนึ่งเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา คุณยายก็ได้ไปปฏิบัติธรรมที่วัดเช่นเคย ที่พิเศษกว่านั้นก็คือ ทุกคนที่ไปปฏิบัติธรรมได้ตั้งจิตอธิฐานว่าจะไม่ยอมนอนตลอดวันและคืน กิจกรรมในวันนั้นจะมีพระสงฆ์ผลัดเปลี่ยนกันมานำพาปฏิบัติ และขึ้นธรรมาสน์เทศน์สลับกันไปจนถึงรุ่งอรุณของวันต่อไป

พอรุ่งเช้าของวันใหม่ ผู้ปฏิบัติธรรมต่างก็กลับบ้านของตน ฝ่ายคุณยายก็ได้เดินทางกลับบ้านด้วยใบหน้าที่อิ่มเอิบประหนึ่งว่ามีความสุขเหลือเกิน แม้คืนที่ผ่านมาจะไม่ได้นอนเลยสักนิด แต่เพราะจิตที่อิ่มในธรรม จึงทำให้คุณยายรู้สึกเป็นสุขอย่างมาก

เมื่อกลับมาถึงบ้าน หลานชายช่างสงสัยก็วิ่งเข้าไปรับของจากยาย ครั้นยายนั่งพักเรียบร้อยแล้ว จึงถามด้วยความสงสัยว่า

ยายไปวัดมา เหนื่อยไหม?

ไม่เหนื่อยหรอก มันอิ่มใจ ก็เลยไม่เหนื่อย เพราะเมื่อคืนนี้ได้ฟังพระเทศน์ทั้งคืน แต่ละท่านเทศน์ได้สาระจับใจดีมาก ๆ

ยายพูดไปและยิ้มไป เหมือนกับว่าสิ่งที่ได้รับฟังจากพระนั้น ช่างเป็นสิ่งที่พิเศษยิ่งนัก

ด้วยความอยากรู้ที่มากกว่าปกติ หลานชายจึงถามยายต่อไปอีกว่า

แล้วพระท่านเทศน์เรื่องอะไรล่ะยาย?

ยายจำไม่ได้หรอก รู้แต่ว่าท่านเทศน์ดีมาก

เมื่อยายพูดเช่นนี้ หลานชายก็รู้สึกประหลาดใจในคำตอบนั้น เหมือนกับว่าคุณยายไปวัดฟังธรรมมา แต่กลับไม่ได้ความรู้อะไรติดตัวมาเลย หลานชายจึงกล่าวขึ้นว่า

ยายไปฟังธรรมมา และพูดว่าพระท่านเทศน์ดีมาก แต่พอถามว่าท่านเทศน์เรื่องอะไร และดีอย่างไร ยายก็ตอบให้ผมรับรู้ไม่ได้ แสดงว่ายายคงไม่ได้อะไรแน่นอน

คุณยายผู้ผ่านการใช้ชีวิตมานาน เมื่อได้ฟังถ้อยคำแห่งความสงสัยของหลานชาย ครั้นจะสอนให้หลานได้เข้าใจในสิ่งสำคัญที่ตามองไม่เห็น จึงกล่าวขึ้นว่า

ถ้าหลานอยากรู้ เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ให้หาตะกร้ามาใบหนึ่ง แล้วนำตะกร้านั้นไปตักน้ำมาให้ได้ แล้วยายจะบอกให้รู้ว่ายายได้อะไรมาบ้างจากการฟังธรรม

คุณยาย ตะกร้าจะตักน้ำได้อย่างไร? หลานแย้งในสิ่งที่คุณยายบอกให้ไปทำ

ลองไปทำตามที่ยายบอกก็แล้วกัน คุณยายยังยืนยันในเจตนาเดิม

ด้วยควมเคารพต่อผู้ใหญ่ หลานชายจึงได้ปฏิบัติตามคำกล่าวของยาย แต่ในขณะเดียวกัน ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าตะกร้าจะตัดน้ำได้อย่างไร เพราะเมื่อเขาจุ่มตะกร้าลงไปในน้ำแล้วยกขึ้นมา สิ่งที่ติดมาด้วยก็คือตะกร้าที่เปียกเท่านั้น แม้จะทำกี่ครั้ง เขาก็ไม่สามารถตักได้เลย

แต่เมื่อได้ปฏิบัติตามคำกล่าวของยายแล้ว หลานชายขี้สงสัยก็หิ้วตะกร้าใบที่เปียกนั้นมาหาคุณยาย แล้วบอกให้รับรู้ว่ามันไม่สามารถตักน้ำมาได้ คุณยายมองหน้าหลานชายด้วยความเมตตา แล้วกล่าวว่า

ถ้าอย่างนั้น หลานลองสลัดตะกร้าที่เปียกน้ำนั้นสิ

เมื่อได้รับคำสั่งจากยาย หลานชายก็สลัดตะกร้าที่เปียกน้ำเต็มแรง น้ำที่ติดอยู่กับตะกร้าก็กระเซ็นออกจากที่ยึดเกาะจำนวนมาก เมื่อเป็นเช่นนี้ ยายจึงยกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อสอนหลานชายให้เข้าใจในสิ่งสำคัญที่ตามองไม่เห็นว่า

หลานรัก การที่ยายให้หลานนำตะกร้าไปตักน้ำมาให้นั้นแท้จริงแล้ว ยายต้องการให้ลานรู้ว่า บางสิ่งที่เราบอกว่าไม่ได้อะไรเลยจากสิ่งนั้น ๆ ที่จริงแล้วก็มีบางสิ่งที่เราได้จากมัน เหมือนกับที่ยายบอกว่าไปฟังธรรมแล้วได้อะไร แม้ยายจะไม่สามารถบอกให้รู้ว่ามันเป็นอย่างไร แต่ใจที่ยายสัมผัสกับสิ่งที่ไม่มีตัวตนนั้น ก็บอกให้รู้ว่าจิตภายในของยายสัมผัสกับอะไรได้บ้าง จิตใจของยายเหมือนกับตะกร้า ยายพูดไม่ถูกหรอกว่าได้อะไรมาบ้าง เหมือนกับที่ตะกร้าไม่สามารถอุ้มน้ำได้ แต่จิตใจของยายก็บอกให้รู้ว่า มีสิ่งดี ๆ คอยหล่อเลี้ยงให้ยายมีความสงบสุขอยู่ภายใน เป็นความสุขที่รับรู้ได้เฉพาะตนเอง บอกใครให้รับรู้ก็ไม่กระจ่างชัดเหมือนกับที่เราสัมผัสเอง

ผมเข้าใจแล้วครับคุณยาย

หลานชายช่างสงสัยเริ่มมองเห็นภาพของความดีงามที่ยายไปประสบพบเจอมา อย่างน้อยเขาก็เห็นคุณค่าจากสิ่งที่ยายเฝ้าเพียรทำให้ดู อยู่ให้เห็น และเพียรบอกให้ลูกหลานได้ปฏิบัติตาม ทำให้เขาทิ้งความสงสัยที่มีอยู่ในใจได้มากกว่าเดิมหลายเท่าตัว

นิทานธรรมะ เรื่อง มากกว่าที่ควรจะเป็น

นิทานธรรมะ เรื่อง มากกว่าที่ควรจะเป็น

ครอบครัวหนึ่งมีอาชีพทำนาสำหรับเลี้ยงชีพ ทำให้บ้านของเขามีสิ่งต่าง ๆ เต็มไปหมด หนึ่งในนั้นก็มีหนูจำนวนมากมาอยู่อาศัยด้วย และมีแนวโน้มว่าจะมากขึ้นเรื่อย ๆ ทุกวัน เมื่อชาวนาเห็นว่าหนูจะทำให้บ้านมีปัญหา จึงได้คิดวิธีจัดการกับหนู สามีและภรรยาได้ข้อสรุปว่าจะไปซื้อกับดักมาดักหนู

ในขณะที่ชาวนาและภรรยาปรึกษากันถึงเรื่องกำจัดหนูอยู่นั้น เผอิญหนูเกิดได้ยินสิ่งที่เจ้าของบ้านหารือกันพอดี ทำให้เกิดความรู้สึกกังวลใจยิ่งนัก เพราะกลัวจะถูกชาวนาฆ่า

หนูตัวหนึ่งมีความเฉลียวฉลาดกว่าเพื่อน ๆ จึงรีบไปบอกพวกพ้องของตนให้ระวังภัยที่จะเกิดขึ้น แล้วก็รีบไปบอกให้ไก่รับรู้ในเรื่องนี้ พร้อมกับขอคำแนะนำและความช่วยเหลือ แต่ไก่กลับพูดอย่างไม่ใยดีว่า

เจ้าหนูเอย ข้าเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เจ้ากำลังเจอด้วย แต่ข้าก็คงไม่สามารถจะช่วยอะไรได้ ที่สำคัญ กับดักนั้นคงไม่มีผลอะไรกับข้าแน่นอน ขอให้เจ้าโชคดีก็แล้วกัน

หนูได้ฟังดังนั้น ก็ไม่ท้อถอยต่อถ้อยคำที่ไก่พูดแต่อย่างใด มันยังคงวิ่งไปหาหมูที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังนั้น เพื่อขอความช่วยเหลือให้ตนและพวกพ้องพ้นภัย หมูก็พูดตัดกำลังใจเช่นกันว่า

สิ่งที่เจ้าพูดมา ข้าคงช่วยอะไรไม่ได้หรอก อย่างไรก็ตามขอให้เจ้าระวังตัวก็แล้วกัน ข้าอยู่ทางนี้จะสวดมนต์ให้ ที่สำคัญกับดักที่เจ้าว่าอันตรายทั้งต่อเจ้าและผู้อื่นนั้น มันคงไม่มีผลใด ๆ กับข้าแน่นอน

เมื่อขอคำปรึกษาจากหมูแต่ไม่มีความคืบหน้า หนูน้อยก็ยังไม่ยอมลดละความพยายามที่จะหาที่พึ่ง มันได้มุ่งหน้าไปหาวัวที่อยู่อีกที่หนึ่งในบริเวณบ้าน ซึ่งเป็นวัวที่ชาวนานำมาเลี้ยงไว้ใช้งาน เมื่อวัวได้ฟังเรื่องเล่าของหนูก็ได้แต่ส่ายหน้า เพราะไม่รู้จะช่วยอย่างไรดี พร้อมกับพูดว่า

เรื่องที่เจ้าพูดมา จริง ๆ ข้าก็อยากจะช่วยเหมือนกัน แต่ก็จนปัญญาที่จะช่วยได้ ข้าว่าปัญหาของหนู พวกหนูนั่นแหละควรจะช่วยกันแก้ไข วัวอย่างข้าคงได้แต่อวยพรขอให้พวกเจ้าพ้นจากอันตรายก็แล้วกัน

เมื่อหนูได้ปรึกษากับสัตว์ที่อยู่อาศัยร่วมบ้านอย่างไก่ หมู และวัว แต่ไม่มีใครแยแสต่อเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น เพราะทุกตัวมองว่าไม่ใช่ธุระอะไรของตนเอง จึงไม่คิดที่จะหาทางออกช่วยกัน

ในที่สุด เมื่อพวกหนูไม่สามารถพึ่งใครได้ สิ่งเดียวที่พวกมันสามารถทำได้ก็คือ การเฝ้าเตือนให้พรรคพวกของตนรู้จักระวังตัวในขณะที่วิ่งไปมา หรือเมื่อต้องออกไปหาอาหาร

อยู่ต่อมาในค่ำคืนหนึ่ง ก็มีบางสิ่งมาติดที่กับดักของชาวนา พวกไก่ หมู และวัว ที่อยู่ใกล้ ๆ ได้ยินเสียงของกับดักก็คิดว่าหนูคงติดกับดักแล้วล่ะ ฝ่ายเจ้าของบ้านก็เข้าใจเช่นนั้นเหมือนกัน

เมื่อภรรยาของชาวนาได้ยินเสียงกับดัก ก็คิดว่าหนูคงติดอยู่ในนั้นแน่นอน จึงเดินเข้าไปในที่วางกับดักไว้ เพื่อจะนำหนูไปทิ้งนอกบ้าน แต่สิ่งที่ติดอยู่ที่กับดักกลับไม่ใช่หนู แต่มันคืองูชนิดหนึ่งที่มีพิษร้ายแรงมาก มันถูกกับดักหนีบเข้าที่หาง จึงไม่สามารถเลื้อยหนีไปไหนได้

เมื่อภรรยาของชาวนาเข้าไปยังที่เกิดเหตุโดยไม่ทันระวังตัว เพราะมีความมืดของเวลากลางคืนปกคลุม งูพิษจึงฉกภรรยาของชาวนา เป็นเหตุให้นางล้มลงทันที

พอชาวนาได้ยินเสียงก็รีบไปดูเหตุการณ์ เขาจึงได้ฆ่างูพิษนั้นเสีย แล้วก็รีบนำภรรยาไปส่งที่โรงพยาบาล โชคยังดีที่หมอสามารถช่วยชีวิตไว้ทัน ทำให้นางรอดจากความตายได้หวุดหวิด แต่ถึงกระนั้นก็ยังอยู่ในขั้นที่ไม่ปลอดภัยเท่าใดนัก เพราะยังต้องรอดูอาการอีกทีหนึ่ง

หมอได้แนะนำให้ชาวนาทำซุปไก่ให้ภรรยารับประทานเพื่อบำรุงให้เธอมีร่างกายที่แข็งแรงในเร็ววัน สิ่งที่ตามมาหลังจากนั้นก็คือ ชาวนาได้นำไก่ที่มีอยู่ในบ้านมาทำเป็นอาหาร เพื่อให้ภรรยาและทุกคนในครอบครัวได้รับประทานกัน สิ่งที่ไก่บอกกับหนูว่าไม่ใช่ธุระของตน ก็กลับกลายเป็นเหตุให้ไก่ต้องตายในที่สุด

ในช่วงที่ภรรยารักษาตัวอยู่ เพื่อนบ้านและญาติ ๆ ได้ทราบข่าวก็มาเยี่ยม ชาวนาไม่รู้จะหาอะไรมาทำกับข้าวให้เพื่อน ๆ ได้รับประทาน จึงตัดสินใจฆ่าหมูที่เคยบอกกับหนูว่า ไม่ใช่กงการอะไรที่จะเข้าไปช่วยหนูให้รอดจากกับดัก จึงทำให้หมูต้องตายตามไก่ไปอีกตัว

ในขณะที่การรักษากำลังดำเนินไปด้วยดี จู่ ๆ ก็มีเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น ภรรยาของชาวนามีไข้ขึ้นสูงมาก จนเป็นเหตุให้เธอถึงกับช็อก และถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา

เมื่อต้องจัดงานศพให้แก่ภรรยา สิ่งที่ต้องเตรียมอย่างหนึ่งก็คืออาหารสำหรับเลี้ยงแขกผู้มาร่วมงาน สุดท้ายชาวนาก็ตัดสินใจฆ่าวัวที่เคยพูดกับหนูว่า การแก้ปัญหาเรื่องกับดักหนูนั้น ก็ควรเป็นหน้าที่ของหนู ไม่ใช่ธุระของวัว

เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น บรรดาหนูที่รอดพ้นจากความตาย ก็ได้แต่มองสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยความสลดใจ พร้อมกับได้ข้อคิดว่า

หากเราสามัคคีกันไว้ รู้จักช่วยเหลือกัน แม้ปัญหาที่เกิดขึ้นอาจจะไม่ถูกแก้ไขให้หมดไปได้ แต่อย่างน้อยเพราะความสามัคคีที่เรามีอยู่และที่เราได้ช่วยเหลือกัน ก็คงไม่ทำให้ปัญหาลุกลามได้มากถึงเพียงนี้

นิทานธรรมะ เรื่อง เรียนรู้จากความกลัว

นิทานธรรมะ เรื่อง เรียนรู้จากความกลัว

พระราชาองค์หนึ่งต้องการเสด็จไปปฏิบัติภารกิจยังต่างเมือง พระองค์จึงเรียกเสนาบดีคู่ใจร่วมเดินทางไปด้วยหนึ่งคน เส้นทางที่พระองค์เสด็จไปนั้น ต้องอาศัยเรือโดยสารข้ามแม่น้ำไป

พระราชาไม่ต้องการให้เกิดความสับสนวุ่นวายในขณะเดินทาง จึงพร้อมใจกันกับเสนาบดีปลอมตัวเป็นชาวบ้านทั่วไปเพื่อที่จะหลบสายตาผู้อื่น เมื่อมาถึงแม่น้ำที่ต้องโดยสารเรือข้ามฟาก พระราชาได้ลงเรือไปพร้อมกับชายหนุ่มคนหนึ่ง ที่ดูอาการแล้วมีความหวาดกลัวต่อการข้ามแม่น้ำเป็นอย่างมาก

ยิ่งเมื่อเรือเริ่มห่างออกจากฝั่ง ชายหนุ่มก็แสดงความรู้สึกหวาดกลัวขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงกับร้องไห้โฮออกมาอย่างน่าสงสาร แม้จะมีคนบอกให้หยุดร้อง แต่ชายหนุ่มก็ไม่ยอมหยุดสักที

ชายหนุ่มที่นั่งร้องไห้ด้วยความกลัวนั้น นั่งอยู่ใกล้กับพระราชาพอดี ครั้นพระองค์เตือนเขาให้รู้จักสงบสติอารมณ์ ทว่าเขาก็ไม่ยอมหยุดร้องไห้สักที พระองค์จึงได้แต่นิ่ง ๆ ไว้ เพราะไม่รู้จะแก้ไขให้เขาหายจากอาการนั้นอย่างไร

เผอิญว่า กะลาสีคนดูแลเรือรู้จักว่าพระองค์เป็นใคร จึงเข้ามากราบทูลขออนุญาตที่จะทำหน้าที่ดูแลการเดินเรือให้เกิดความสงบ

ข้าแต่พระราชา ข้าพระองค์ขออนุญาตช่วยแก้ปัญหานี้ให้สงบเอง

แล้วแต่ท่านเห็นว่าเหมาะสมก็แล้วกัน พระราชาตรัสอนุญาตให้กะลาสีตัดสินใจ

เมื่อขออนุญาตพระราชาแล้ว กระลาสีผู้ดูแลการเดินเรือก็เรียกลูกน้องมา แล้วสั่งให้จับชายหนุ่มที่ร้องไห้ด้วยความกลัว โยนลงไปในแม่น้ำทันที

ชายหนุ่มที่ถูกโยนลงไปในแม่น้ำ เมื่อเจอเหตุการณ์เช่นนั้นก็ร้องด้วยเสียงที่ดังมากกว่าเดิม แม้เขาจะว่ายน้ำไม่เป็น ก็ยังตะเกียกตะกายที่จะขึ้นมาบนเรือให้ได้ โดยมีพวกลูกเรือคอยดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ชายหนุ่มตะเกียกตะกายดำผุดดำว่ายอยู่ชั่วครู่ จึงได้รับการช่วยเหลือจากพนักงานเดินเรือ หลังจากขึ้นมาจากน้ำแล้ว สิ่งที่เปลี่ยนไปก็คือ เขาไม่ร้องไห้เลย ได้แต่นั่งตัวสั่นหลบอยู่ที่มุมหนึ่งของเรือ โดยไม่ยอมปริปากบ่นอะไร

เมื่อพระราชาเห็นเหตุการณ์สงบลงได้ ก็รู้สึกประหลาดใจว่าทำไมกะลาสีถึงใช้วิธีรุนแรงกับชายหนุ่มขี้กลัวคนนี้ เมื่อเวลาประจวบเหมาะ พระองค์จึงตรัสถามกะลาสีผู้คุมเรือว่า

ทำไมเจ้าถึงทำอย่างนั้นล่ะ?

ข้าแต่พระราชา เหตุที่หนุ่มคนนี้ร้องไห้ด้วยความหวาดกลัว เพราะว่าเขาไม่เคยได้ชิมรสของความกลัวจริง ๆ เขาจึงแสดงความรู้สึกหวาดหวั่นออกมาให้เห็น แต่เมื่อใดที่เขาได้สัมผัสกับความกลัวจริง ๆ แล้ว ด้วยปัญญาที่แต่ละคนมีอยู่ เขาจะรู้จักเรียนรู้เองว่าเขาควรทำอย่างไร จึงจะอยู่กับความหวาดกลัวอย่างสงบได้

แล้วการที่ท่านโยนเขาลงไปในน้ำ จะช่วยแก้ไขอะไรให้แก่เขา

ข้าแต่พระราชา เมื่อชายหนุ่มถูกพวกข้าพระองค์โยนลงไปในแม่น้ำ ใหม่ ๆ เขาอาจจะตกใจจนทำอะไรไม่ถูก แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งที่เป็นความกลัวสุดขีด เขาจะรู้จักวางตัววางใจในสถานการณ์ที่ตัวเองต้องเกี่ยวข้องกับมัน เห็นได้จากว่าเมื่อถูกโยนลงไปในแม่น้ำแล้ว พอขึ้นมาจากน้ำ เขาได้เรียนรู้ว่า การที่เขาร้องไห้ไม่เป็นผลดีต่อตัวเอง แต่การเลือกที่จะรู้จักสงบสติอารมณ์ แล้วอยู่อย่างผู้รู้จักปรับตัวให้ได้ต่างหาก จึงจะทำให้สถานการณ์ที่เลวร้ายผ่อนคลายลงได้

มันเป็นอย่างนี้เองหรือ พระราชาตรัสอุทานอย่างเข้าใจ ในสิ่งที่กะลาสีได้ตัดสินทำลงไป