NITHAN TUBE – แหล่งรวมนิทาน

แหล่งรวมนิทานดี ๆ นิทานแปลก ๆ นิทานไม่เหมือนใคร มีนิทานครบอยู่ที่นี่

นิทานธรรมะ เรื่อง กว่าจะรู้ได้ ก็เกือบสายไป

นิทานธรรมะ เรื่อง กว่าจะรู้ได้ ก็เกือบสายไป ชายหนุ่มคนหนึ่งมีอาชีพจับปลาตามแม่น้ำมาขาย ทุกวันเขาจะต้องออกไปหาปลาเพื่อเลี้ยงชีพ จนกลายเป็นความคุ้นเคย กระทั่งชินชาในการอยู่กับอาชีพนี้ แม้วันไหนจะรู้สึกเบื่อหน่ายอย่างไร เขาก็ต้องฝันใจไปทำงานเช่นทุกวันที่ผ่านมา เช้ามืดวันหนึ่ง เขาได้เดินไปตามริมตลิ่งของสายน้ำที่เขาใช้หาปลาทุกวัน เท้าของเขาไปสะดุดเข้ากับถุงใบหนึ่ง เมื่อคลำดูแล้วก็คล้ายกับมีก้อนหินอยู่ในถุงนั้น ชายหนุ่มจึงถือติดมือไปด้วย แต่ก็ไม่ได้ให้ความสำคัญว่าในถุงมีอะไรซ่อนอยู่ ในขณะที่รอคอยให้ฟ้าสางเพื่อจะได้กู้อุปกรณ์จับปลากได้อย่างสะดวก เขารู้สึกเบื่อหน่ายกับการรอคอยวันใหม่ที่จะมาถึง และเพื่อเป็นการแก้ความเบื่อหน่าย เขาจึงหยิบสิ่งที่อยู่ในถุงแล้วก็ปาลงไปในแม่น้ำ ท่ามกลางความมืดสลัว ๆ ของเช้ามืด ชายหนุ่มได้นั่งปล่อยอารมณ์เพื่อให้ตัวเองรู้สึกผ่อนคลาย ขณะเดียวกันก็หยิบสิ่งที่อยู่ในถุงขว้างลงไปในแม่น้ำด้วย เขาคิดว่าเป็นการฆ่าเวลาอย่างหนึ่ง เพราะเขาเองก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไรได้ดีไปมากกว่านี้ เมื่อรอจนพระอาทิตย์ได้เคลื่อนตัวจนเห็นแสงสว่างของวันใหม่ เขาได้หยิบสิ่งที่อยู่ในถุงชิ้นสุดท้ายขึ้นมา ครั้นยกขึ้นเพื่อจะขว้างลงในแม่น้ำเช่นทุกครั้ง แสงของพระอาทิตย์ได้กระทบกับวัตถุนั้นแล้วเกิดเป็นประกายขึ้น เขาจึงได้ใช้สายตาเพ่งพินิจดูว่าสิ่งนั้นคืออะไร เมื่อสายตาประกบกับวัตถุชิ้นสุดท้ายที่เหลืออยู่ ชายหนุ่มแทบช็อกผสมกับความรู้สึกดีใจอย่างยิ่ง เพราะสิ่งที่อยู่ในถุงที่เขาหยิบขึ้นมาก็คือ เพชร ที่มีมูลค่ามหาศาล เขาจึงได้เก็บเพชรเม็ดสุดท้ายไว้ด้วยความดีใจ ชายหนุ่มคิดต่อไปว่าจะกระโดดลงไปงมเพชรที่เหลือในแม่น้ำ แต่ทุกอย่างสายเกินไปแล้ว เพราะแม่น้ำที่เชี่ยวกรากได้พัดเพชรเหล่านั้นหายไปกับสายน้ำเสียสิ้น ทำให้เขารู้สึกเสียใจเป็นอย่างมาก ที่ตนเองช่างไม่รู้จักพิจารณาสิ่งที่อยู่ใกล้ ๆ ตัว แต่พอตั้งสติได้ เขาก็ยังยิ้มได้ต่อสิ่งที่มีค่าชิ้นสุดท้ายที่เหลืออยู่ในมือ ทว่าสิ่งสำคัญกว่าการได้เพชรเม็ดสุดท้ายมาครองก็คือ หลังจากวันนั้นเป็นต้นมา ไม่ว่าจะทำอะไรในแต่ละครั้ง ชายหนุ่มจะรู้จักคิดก่อนเสมอ พร้อมกับใช้ปัญญาไตร่ตรองในทุกสิ่งที่เขาได้เกี่ยวข้อง จากคนที่เคยทำอะไรอย่างเบื่อหน่าย แต่หลังจากมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันมาเป็นครูสอนชีวิต เขาก็กลายเป็นคนที่รู้จักมองชีวิตในมุมมองใหม่ที่เปลี่ยนไป […]

Continue Reading

นิทานธรรมะ เรื่อง เมตตาธรรมค้ำจุนโลก

นิทานธรรมะ เรื่อง เมตตาธรรมค้ำจุนโลก เล่าลือกันว่าหลวงปู่ท่านหนึ่งได้เข้าใจธรรมอย่างลึกซึ้งจนบรรลุเป็นพระอรหันต์ เวลาท่านจะทำอะไร ก็จะทำสิ่งนั้นด้วยความเอาใจใส่เสมอ ประหนึ่งว่าการกระทำแต่ละครั้งจะเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิตของท่าน ทำให้ลูกศิษย์ได้ใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติตามเรื่อยมา ในยุคของหลวงปู่นั้น ถือว่าเป็นยุคสมัยที่บ้านเมืองมีความวุ่นวายด้วยสงคราม ทุกหัวระแหงเต็มไปด้วยการทำร้ายกันอยู่เนือง ๆ บางครั้งพระสงฆ์ก็ยังโดนทำร้ายเช่นกัน ศีลธรรมอันดีงามถือว่าเป็นสิ่งที่ถูกมองว่าเป็นเรื่องล้าสมัย จึงเป็นเหตุให้คำสอนของหลวงปู่ถูกมองข้ามไป อยู่มาวันหนึ่ง มีทหารกลุ่มหนึ่งได้ดื่มเหล้าจนเมามาย ขณะที่รถวิ่งผ่านหน้าวัด ทหารที่เป็นหัวหน้าก็สั่งให้ขับรถเข้าไปในวัด พอมาถึงบริเวณที่พักของหลวงปู่ พวกเขาก็เข้าไปหาหลวงปู่ทันที แล้วกล่าวใส่ร้ายท่านว่า เป็นผู้ซ่องสุมกำลังเพื่อต่อต้านอำนาจรัฐ และด้วยความเมา พวกเขาจึงได้รุมทำร้ายหลวงปู่ทั้งเตะและต่อยอย่างคนที่ขาดสติ เมื่อเห็นว่าท่านแน่นิ่งไปแล้ว พวกเขาก็ได้ขึ้นรถกลับที่พักของตน บรรดาลูกศิษย์ที่อยู่ในวัดต่างก็รีบนำหลวงปู่ไปรักษาตัวที่โรงพยาบาล โดยที่หลวงปู่เองก็ไม่ยอมที่จะมรณภาพ ทั้งที่ร่างกายของท่านบอบช้ำมาก เกินกว่าที่คนธรรมดาทั่วไปจะต้านความเจ็บปวดได้ ในขณะที่ทำการรักษาหลวงปู่ หมอที่มารักษาก็บอกว่าโอกาศรอดชีวิตแทบจะไม่มี จึงขอให้ลูกศิษย์ทำใจไว้ล่วงหน้า ทว่าเหตุการณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะแม้หลวงปู่จะอยู่ในอาการที่เสี่ยงต่อความตาย แต่ท่านก็ยังฝืนตัวเองไม่ยอมมรณภาพสักที เมื่อหลวงปู่ดูอาการแล้วไม่น่ารอดพยายามทนความเจ็บปวดไว้ ประหนึ่งว่ากำลังรออะไรบางอย่าง ลูกศิษย์ที่รับใช้ใกล้ชิดจึงถามท่านว่า หลวงปู่มีอะไรต้องห่วงอีกหรือครับ ถ้ายังมีเรื่องที่ต้องกังวลอยู่ หลวงปู่ฝากให้พวกผมสานต่อก็ได้นะครับ พวกผมต้องขออภัยที่ไม่สามารถช่วยอะไรหลวงปู่ได้มากกว่านี้ ไม่ใช่ความผิดของพวกเจ้าหรอก หลวงปู่เข้าใจข้อนั้นดี แต่ยังไม่ยอมมรณภาพ ก็เพราะสงสารพวกทหารหนุ่มที่มารุมทำร้ายหลวงปู่ต่างหาก ทำไมครับหลวงปู่ ลูกศิษย์ถามด้วยความสงสัย เพราะถ้าพวกทหารหนุ่มทำร้ายหลวงปู่ แล้วหลวงปู่ก็ตายทันที บาปหนักจะตกไปอยู่ที่พวกเขา แต่หลวงปู่เห็นว่า เพราะความเขลาและยังเยาว์วัยของทหารเหล่านั้น […]

Continue Reading

นิทานธรรมะ เรื่อง คุณค่าของความทุกข์

นิทานธรรมะ เรื่อง คุณค่าของความทุกข์ หญิงสาวคนหนึ่งป่วยเป็นอัมพาตที่ขาท่อนล่าง เป็นเหตุให้เธอต้องเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลเป็นนิจ ในขณะที่ป่วยอยู่นั้น คนที่อยู่รอบใกล้ตัวเธอ ก็รู้สึกเป็นทุกข์กับอาการป่วยของเธอด้วย เพราะไม่รู้ว่าจะช่วยให้คนที่ตนรักหายจากอาการนี้ได้อย่างไร แต่ข้อดีของหญิงสาวก็คือ เป็นคนที่มีนิสัยร่าเริงอยู่เสมอ ที่สำคัญเธอเคยผ่านการฝึกจิตด้วยการปฏิบัติธรรมมาก่อน เมื่อถึงเวลาที่ร่างกายต้องตกอยู่ในภาวะที่ควบคุมไม่ได้ ก็สามารถรู้เท่าทันความจริงของชีวิตว่า ทุกอย่างไม่มีอะไรแน่นอน ในขณะที่จิตก็พร้อมจะรับรู้ปัญหาที่เกิดขึ้นด้วยความเข้าใจ อาการป่วยเป็นอัมพาตของหญิงสาวนั้น เมื่อดูจากอาการแล้วเหมือนว่าจะหนักขึ้นเรื่อย ๆ เพราะเธอไม่สามารถที่จะประคองตัวเองให้ฝืนลุกขึ้นได้ อยู่ต่อมาอาการป่วยก็กำเริบขึ้นอีก จนต้องนำส่งไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลในเมือง ในขณะที่นอนป่วยอยู่ที่โรงพยาบาล ญาติที่มาเยี่ยมต่างคิดว่าเธอช่างโชคร้ายยิ่งนัก คงมีความทุกข์ที่คอยรุมทำร้ายชีวิตของเธอเป็นแน่ แต่ตรงกันข้าม หญิงผู้ถูกโรคร้ายรุมเร้ากลับมีรอยยิ้มเปื้อนใบหน้าอยู่ตลอดเวลา จนพยาบาลหลายคนก็ประหลาดใจว่า ทำไมเธอถึงดูมีความสุขได้ทั้ง ๆ ที่กำลังเจอโรคร้ายรุมเร้าอยู่ อยู่มาวันหนึ่ง พยาบาลที่เฝ้าไข้ก็เกิดความสงสัยว่าทำไม จึงสามารถยิ้มอย่างมีความสุขได้ ในขณะที่อยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากเช่นนี้ จึงถามขึ้นว่า ขอถามอะไรหน่อยได้ไหมคะ ถามได้เลยค่ะ หากตอบได้ก็ยินดีที่จะตอบ หญิงสาวตอบรับด้วยความยินดีที่จะบอกในสิ่งที่พยาบาลสงสัย ทำไมคุณดูยิ้มแย้มตลอดเวลา ทั้งที่กำลังป่วยอยู่เช่นนี้ ทำเหมือนว่าอาการป่วยที่เป็นอยู่นี้ เป็นสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตของคุณ ฝ่ายหญิงสาวผู้ถูกโรคร้ายกัดกร่อนชีวิต เมื่อได้รับฟังเช่นนั้น แทนที่จะรู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกละลาบละล้วงความเป็นส่วนตัว กลับยิ้มอย่างเข้าใจในความสงสัยของพยาบาลสาว พร้อมกับให้คำตอบที่มาจากความรู้สึกของตัวเองว่า ฉันคิดอยู่เสมอว่า วันหนึ่งโรคภัยไข้เจ็บต้องเกิดขึ้นแก่ตัวเองแน่นอน ไม่ป่วยวันนี้ วันข้างหน้าก็ต้องป่วยอยู่ดี แต่ที่ฉันดูมีความสุขในขณะที่ป่วย ก็เพราะฉันแบ่งกายกับจิตออกจากกัน […]

Continue Reading

นิทานธรรมะ เรื่อง อยู่กับความจริงที่เป็น

นิทานธรรมะ เรื่อง อยู่กับความจริงที่เป็น พระราชาองค์หนึ่ง หลงคิดว่าตัวเองเป็นคนที่หน้าตาดีกว่าใคร ๆ พระองค์เข้าใจว่าทุกสัดส่วนในร่างกายนี้ ช่างมีเสน่ห์ชวนน่าหลงไหลยิ่งนัก เหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะรอบกายของพระองค์มีแต่คนคอยกล่าวเยินยอถึงความหล่อไม่สร่างของพระองค์อยู่ตลอดเวลา จึงทำให้พระราชาเข้าใจตามคำชมนั้นจริง ๆ เรื่องที่พระองค์ลุ่มหลงในร่างกายของตัวเอง เพราะถูกคนรอบข้างยุยงส่งเสริมดังไปทั่วเมือง ฝ่ายคณะราชบัณฑิตที่อยู่ในเมืองก็รู้สึกกังวลต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นยิ่งนัก แต่ก็ไม่มีใครกล้าที่จะกล่าวเตือนพระองค์ในเรื่องนี้ เมื่อเหตุการณ์ดำเนินมาเนิ่นนาน สิ่งที่ตามมาก็คือการบริหารบ้านเมืองของพระองค์ด้อยคุณภาพลง เพราะท่านมัวแต่หลงในคำเยินยอ ที่คนประจบสอพลอคอยป้อนคำหวานให้ เป็นเหตุให้บ้านเมืองที่เคยอยู่อย่างสงบสุข กลายเป็นเมืองที่ถูกแทนที่ด้วยความอ่อนแอในทุก ๆ ด้าน ในที่สุด เมื่อเหตุการณ์มาถึงจุดที่ต้องตัดสินใจ เหล่าราชบัณฑิตที่เห็นว่าเหตุการณ์จะบานปลายไปเรื่อย ๆ จึงได้ไปเชิญนักปราชญ์เฒ่าท่านหนึ่ง ผู้ที่พระราชาให้เคารพศรัทธา เพื่อให้ท่านช่วยเหลือพระราชา และช่วยเมืองให้พ้นจากภัยในครั้งนี้ ฝ่ายชายชราผู้เป็นมหาปราชญ์ได้พิจารณาแล้วว่า สิ่งที่พระราชาทำลงไป เพราะหลงในคำของคนพาล จึงรับปากที่จะช่วยคลี่คลายปัญหาที่เกิดขึ้น บรรดาผู้ห่วงใยในบ้านเมืองทั้งหมด จึงขอเข้าเฝ้าพระราชาพร้อมกัน เมื่อพระราชาได้เห็นบุคคลที่ตนเคารพมาเยี่ยมก็ดีใจ พระองค์ได้ตรัสสั่งให้บริวารต้อนรับอาจารย์ของตนเป็นอย่างดี เมื่อถึงเวลาประจวบเหมาะ ปราชญ์ผู้เฒ่าจึงกล่าวขึ้นว่า ข้าแต่พระราชาผู้เป็นที่รักของปวงประชา ข้าได้ยินมาว่าพระองค์เอาแต่ลุ่มหลงในร่างกายของพระองค์เอง จนลืมบริหารบ้านเมืองให้ดำรงอยู่อย่งผาสุก ทำไมเหตุการณ์ถึงเป็นเช่นนี้ไปได้ ท่านอาจารย์ ที่มีคนชมว่าข้าเป็นผู้มีรูปโฉมที่งดงามนั้น เมื่อข้าพิจารณาตามคำของเหล่าอำมาตย์ที่ชมข้า ถ้อยคำดังกล่าวก็เป็นความจริงตามนั้น หรือท่านเห็นเป็นประการใด พระราชาตรัสโต้ตอบ แต่ในสายตาของข้าแล้ว ไม่เห็นว่าพระองค์จะมีรูปโฉมที่งดงามเลย เพระนับวันอายุและร่างกายของพระองค์ก็มีแต่เสื่อมโทรมไปเรื่อย […]

Continue Reading

นิทานธรรมะ เรื่อง ความชัดเจนของเป้าหมาย

นิทานธรรมะ เรื่อง ความชัดเจนของเป้าหมาย อาจารย์เซนท่านหนึ่งมีความสามารถในหลาย ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นการสอนธรรมะ การจัดดอกไม้ การชงชา และการยิงธนู ด้วยเหตุที่ท่านมีศิลปะในด้านต่าง ๆ มากมาย จึงทำให้ผู้คนมาขอฝากตัวเป็นลูกศิษย์ของท่านจำนวนมาก อยู่มาวันหนึ่ง อาจารย์เซนต้องการที่จะสอนลูกศิษย์จึงได้เรียกให้พวกเขามารวมตัวกันที่ลานอันเป็นที่พัก ในวันนี้ท่านจะใช้การยิงธนูเป็นแนวทางในการสอนธรรมะแก่พวกเขา เมื่อลูกศิษย์มาพร้อมกันแล้ว อาจารย์ก็สาธิตการยิงธนูทันที ลูกศรที่พุ่งออกไปแต่ละครั้ง ล้วนพุ่งไปที่เป้าตรงกลางอย่างแม่นยำ ไม่มีพลาดแม้แต่ลูกเดียว เหล่าลูกศิษย์ที่กำลังดูการสาธิตยิงธนู ต่างก็กล่าวชื่นชมในฝีมือของอาจารย์เป็นอย่างมาก พวกเขาพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่เคยเห็นใครยิงธนูแม่นเช่นนี้มาก่อนในชีวิต เมื่อได้ฟังลูกศิษย์กล่าวสรรเสริญต่าง ๆ นา ๆ อาจารย์เซนจึงกล่าวขึ้นว่า พวกเจ้าเงียบก่อน ต่อไปนี้ข้าจะสอนหลักสูตรพิเศษให้แก่พวกเจ้า โดยจะอาศัยการหลับตาแล้วยิงธนูให้ดู ผมว่าไม่ว่าจะหลับตา หรืออยู่ในอริยาบถไหน อาจารย์ก็ยิงได้ตรงเป้าอยู่แล้วครับ บรรดาลูกศิษย์ต่างกล่าวยืนยันเป็นเสียงเดียวกัน ในความเชื่อมั่นที่มีต่ออาจารย์ของตน เมื่อลูกศิษย์กล่าวจบลง อาจารย์ก็เตรียมท่าในการยิงธนูอย่างดี ทุกอย่างดูเหมือนเตรียมความพร้อมหมด ท่านยืนในท่าที่สงบนิ่งประหนึ่งว่ากำลังฝึกจิตให้ตั้งมั่น เพื่อที่จะให้ลูกศรวิ่งไปสู้เป้าโดยไม่ผิดพลาด ในขณะทีทุกอย่างเป็นใจ อาจารย์เซนก็ง้างธนูเต็มกำลัง พร้อมกับความหวังของลูกศิษย์ทุกคนว่า ลูกศรต้องเข้าเป้าตรงกลางเหมือนเดิม แต่เมื่ออาจารย์ปล่อยลูกศรออกไป ปรากฏว่าลูกศรได้วิ่งผ่านเลยเป้าไปอย่างน่าผิดหวัง ไม่เฉียดแม้แต่สิ่งที่ใช้ทำเป็นเป้าด้วยซ้ำ ลูกศิษย์ทุกคนที่ยืนอยู่ในที่แห่งนั้น ต่างตกตะลึงต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะพวกเขาคิดว่าความผิดพลาดเช่นนี้ คงจะไม่เกิดขึ้นกับอาจารย์ของตน […]

Continue Reading

นิทานธรรมะ เรื่อง วิธีปลูกรักให้งดงาม

นิทานธรรมะ เรื่อง วิธีปลูกรักให้งดงาม หญิงสาวคนหนึ่งกลุ้มใจเรื่องสามีมาก เพราะหลังจากที่สามีของเธอถูกเกณฑ์เป็นทหารไปรบในสงคราม ครั้นกลับมายังบ้านเกิดของตัวเอง นิสัยใจคอก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างน่าใจหาย ไม่พูดจาเหมือนอย่างเคย เขาเอาแต่นั่งหลบมุมอยู่เงียบ ๆ คนเดียว และมีอาการซึมเศร้าอยู่ตลอดเวลา แม้ภรรยาจะดูแลเอาใจใส่อย่างไร ทำทุกอย่างเพื่อให้สามีได้กลับมาเป็นชายหนุ่มที่มีความเบิกบานเหมือนครั้งก่อน แต่ไม่ว่าจะใช้วิธีการเช่นใด อาการของเขาก็ไม่ดีขึ้นแม้เพียงนิด ทำให้หญิงผู้เป็นภรรยาทุกข์ใจในเรื่องนี้อย่างมาก อยู่มาวันหนึ่ง เมื่อเห็นว่าตัวเธอไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ร้าย ๆ นี้ได้ จึงไปขอคำปรึกษาจากหลวงพ่อที่เธอเคารพ ครั้นไปถึงวัด เธอได้พูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับสามีของตน พร้อมกับใบหน้าที่อาบไปด้วยน้ำตา หลังจากสงบสติอารมณ์ได้แล้ว เธอก็ขอคำแนะนำจากหลวงพ่อว่าตนเองควรทำอย่างไรดี เมื่อหลวงพ่อได้รับฟังปัญหาจบลง ท่านกลับยิ้มอย่างมีความสุข เหมือนหนึ่งว่าเรื่องที่เกิดขึ้นนั้นไม่ใช่สิ่งที่ต้องทำให้ชีวิตเป็นทุกข์ได้เลย พร้อมกับให้คำแนะนำว่า อาการที่สามีเธอเป็นนั้นสามารถรักษาให้หายได้ แต่ต้องอาศัยวัตถุสำคัญมาปรุงเป็นยาให้เขาดื่ม นั่นก็คือ หนวดของเสือโคร่ง เสือโคร่งเป็นสัตว์ใช่ไหมคะหลวงพ่อ หญิงสาวถามด้วยอาการตกใจเมื่อได้รับฟังคำแนะนำจากหลวงพ่อ แล้วเธอจะยอมรับที่จะไปหามาให้ไหมล่ะ ได้ค่ะหลวงพ่อ หนูยอมรับที่จะปฏิบัติตามที่หลวงพ่อแนะนำ หญิงสาวกล่าวรับคำหลวงพ่ออย่างหนักแน่น ทั้งที่ตัวเองก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร แต่ด้วยความรักที่มีต่อสามีเป็นล้นพ้น เธอจึงตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ก็จะช่วยเหลือให้สามีคืนมาเป็นคนที่ร่าเริ่งดังเดิม หญิงสาวจึงสร้างกำลังใจให้กับตัวเองเต็มที่ เพื่อที่จะไปหาหนวดเสือโคร่งมาให้ได้ นับว่าเป็นความโชคดีของเธอ เพราะในขณะที่ไปแสวงหาเสือที่ถ้ำแห่งหนึ่ง ก็ได้เจอเสือโคร่งตัวใหญ่อยู่ตัวหนึ่งพอดี ครั้นเสือโคร่งเห็นหญิงสาวมาหา ก็จ้องมองไปที่เธอเหมือนหนึ่งว่ากำลังตรวจสอบดูว่ามาดีหรือมาร้าย ฝ่ายหญิงสาวเองเมื่อเจอเหตุการณ์เช่นนี้ แทนที่จะแสดงอาการตกใจหรือหวาดกลัว กลับจ้องมองไปที่เสือโคร่งอย่างไม่ละสายตา […]

Continue Reading

นิทานธรรมะ เรื่อง เพราะไร้คุณ จึงไร้ค่า

นิทานธรรมะ เรื่อง เพราะไร้คุณ จึงไร้ค่า มหาเศรษฐีคนหนึ่งมีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก จนมีความต้องการที่จะออกบวช เพื่อศึกษาธรรมะอย่างจริงจังในชีวิต แต่ด้วยความที่มีทรัพย์สมบัติมาก เขาจึงต้องจัดการมรดกให้เรียบร้อยเสียก่อน แล้วค่อยออกบวชตามที่ใจมุ่งหวัง ปัญหาหนักของมหาเศรษฐีก็คือ ท่านไม่มีทายาทไว้สืบสกุล จึงเป็นเหตุให้ท่านคิดจะสละสมบัติที่มีอยู่เพื่อผู้อื่น โดยเฉพาะคนที่ท่านเห็นว่า ยากจนที่สุดในเมืองที่อาศัยอยู่ ถ้าใครมีคุณสมบัติดังกล่าว ก็จะยกสมบัติให้ครอบครองทันที เมื่อคิดเช่นนี้แล้ว มหาเศรษฐีจึงแจ้งข่าวแก่เพื่อน ๆ ของตนว่า จะออกเดินทางไกลเพื่อค้นหาคนที่ยากจนที่สุด และจะมองสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ทั้งหมดให้เขาคนนั้น โดยจะใช้เวลาในการค้นหาคนที่มีสมบัติตามที่ท่านวางไว้เป็นเวลา 1 ปี หลังจากที่ใช้เวลาตามหาคนที่ยากจนที่สุดครบกำหนดที่ได้วางไว้แล้ว มหาเศรษฐีก็ได้เดินทางกลับมายังบ้านของตน พอกลับมาถึงบ้านและพักผ่อนพอสมควรแล้ว บรรดาเพื่อนที่มารอรับก็ถามถึงข่าวการเดินทางของเขาด้วยความอยากรู้ และถามถึงคนที่จะได้รับมรดกของมหาเศรษฐีว่า เมื่อท่านเดินทางไปหาบุคคลที่จะมอบสมบัติให้ทั่วเมืองนี้แล้ว ท่านเจอคนที่ยากจนที่สุดหรือยัง เราเจอแล้ว มหาเศรษฐีตอบรับด้วยอาการสงบนิ่ง แล้วใครคือคนที่จะได้รับสมบัติมหาศาลจากท่าน? เพื่อนของมหาเศรษฐีถามด้วยความอยากรู้ในคำตอบที่ตนสงสัยมานาน เมื่อมหาเศรษฐีเห็นว่าพ้องเพื่อนและบริวารต้องการคำตอบและคำอธิบาย จึงตอบไปว่า หลังจากที่ข้าออกเที่ยวตามหาคนที่ยากจนที่สุดแล้ว ข้าได้ตัดสินใจที่จะยกสมบัติให้กับพระราชาผู้อยู่ครองเมืองของพวกเรา ทำไมถึงเป็นเช่นนี้ล่ะ มันไม่ใช่สิ่งที่ท่านตั้งใจไว้มิใช่หรือ เศรษฐีท่านหนึ่งกล่าวทักท้วงในคำตอบที่ได้ยินจากปากของมหาเศรษฐีผู้เป็นเพื่อนของตน ฝ่ายมหาเศรษฐีมองไปยังเหล่าผู้มาเฝ้ารอการกลับมาของเขา เพื่อจะเฉลยข้อข้องใจของญาติมิตร จึงกล่าวอธิบายว่า การตัดสินใจในครั้งนี้ถูกต้องที่สุดแล้ว เพราะเท่าที่ข้าออกไปแสวงหาคนที่ยากจนที่สุด ตอนแรกก็คิดว่าน่าจะเป็นคนที่อยู่ตามชนบท ที่หาเช้ากินค่ำ อดมื้อกินมื้อ แต่พอได้ไปเจอพวกเขา ข้ากลับพบว่าแม้คนเหล่านั้นจะดูยากจนทรัพย์สมบัติที่เป็นเงินทอง แต่พวกเขากลับมีเมตตาต่อกัน […]

Continue Reading

นิทานธรรมะ เรื่อง เพราะเข้าถึง จึงเข้าใจ

นิทานธรรมะ เรื่อง เพราะเข้าถึง จึงเข้าใจ ยายคนหนึ่งชอบไปวัดเป็นประจำ ไม่ว่าจะไปทำบุญ หรือไปปฏิบัติธรรม คุณยายถือว่าเป็นบุคคลต้นแบบในการนำพาลูกหลานให้รู้จักทำความดี จนลูกหลานก็มีจิตใจฝักใฝ่ในธรรมกันเป็นส่วนมาก แต่ก็มีบ้างที่ยังสงสัยว่าทำไมยายต้องไปวัด หรือไปปฏิบัติธรรมทุกวันพระ โดยเฉพาะในช่วงเข้าพรรษา หรือวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ทำไมบางครั้งถึงกับไม่ยอมหลับนอนตลอดทั้งวันทั้งคืนก็มี คำถามนี้ติดอยู่ในใจของหลานชายคนหนึ่งตลอดมา อยู่มาวันหนึ่งเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา คุณยายก็ได้ไปปฏิบัติธรรมที่วัดเช่นเคย ที่พิเศษกว่านั้นก็คือ ทุกคนที่ไปปฏิบัติธรรมได้ตั้งจิตอธิฐานว่าจะไม่ยอมนอนตลอดวันและคืน กิจกรรมในวันนั้นจะมีพระสงฆ์ผลัดเปลี่ยนกันมานำพาปฏิบัติ และขึ้นธรรมาสน์เทศน์สลับกันไปจนถึงรุ่งอรุณของวันต่อไป พอรุ่งเช้าของวันใหม่ ผู้ปฏิบัติธรรมต่างก็กลับบ้านของตน ฝ่ายคุณยายก็ได้เดินทางกลับบ้านด้วยใบหน้าที่อิ่มเอิบประหนึ่งว่ามีความสุขเหลือเกิน แม้คืนที่ผ่านมาจะไม่ได้นอนเลยสักนิด แต่เพราะจิตที่อิ่มในธรรม จึงทำให้คุณยายรู้สึกเป็นสุขอย่างมาก เมื่อกลับมาถึงบ้าน หลานชายช่างสงสัยก็วิ่งเข้าไปรับของจากยาย ครั้นยายนั่งพักเรียบร้อยแล้ว จึงถามด้วยความสงสัยว่า ยายไปวัดมา เหนื่อยไหม? ไม่เหนื่อยหรอก มันอิ่มใจ ก็เลยไม่เหนื่อย เพราะเมื่อคืนนี้ได้ฟังพระเทศน์ทั้งคืน แต่ละท่านเทศน์ได้สาระจับใจดีมาก ๆ ยายพูดไปและยิ้มไป เหมือนกับว่าสิ่งที่ได้รับฟังจากพระนั้น ช่างเป็นสิ่งที่พิเศษยิ่งนัก ด้วยความอยากรู้ที่มากกว่าปกติ หลานชายจึงถามยายต่อไปอีกว่า แล้วพระท่านเทศน์เรื่องอะไรล่ะยาย? ยายจำไม่ได้หรอก รู้แต่ว่าท่านเทศน์ดีมาก เมื่อยายพูดเช่นนี้ หลานชายก็รู้สึกประหลาดใจในคำตอบนั้น เหมือนกับว่าคุณยายไปวัดฟังธรรมมา แต่กลับไม่ได้ความรู้อะไรติดตัวมาเลย หลานชายจึงกล่าวขึ้นว่า ยายไปฟังธรรมมา และพูดว่าพระท่านเทศน์ดีมาก แต่พอถามว่าท่านเทศน์เรื่องอะไร […]

Continue Reading

นิทานธรรมะ เรื่อง มากกว่าที่ควรจะเป็น

นิทานธรรมะ เรื่อง มากกว่าที่ควรจะเป็น ครอบครัวหนึ่งมีอาชีพทำนาสำหรับเลี้ยงชีพ ทำให้บ้านของเขามีสิ่งต่าง ๆ เต็มไปหมด หนึ่งในนั้นก็มีหนูจำนวนมากมาอยู่อาศัยด้วย และมีแนวโน้มว่าจะมากขึ้นเรื่อย ๆ ทุกวัน เมื่อชาวนาเห็นว่าหนูจะทำให้บ้านมีปัญหา จึงได้คิดวิธีจัดการกับหนู สามีและภรรยาได้ข้อสรุปว่าจะไปซื้อกับดักมาดักหนู ในขณะที่ชาวนาและภรรยาปรึกษากันถึงเรื่องกำจัดหนูอยู่นั้น เผอิญหนูเกิดได้ยินสิ่งที่เจ้าของบ้านหารือกันพอดี ทำให้เกิดความรู้สึกกังวลใจยิ่งนัก เพราะกลัวจะถูกชาวนาฆ่า หนูตัวหนึ่งมีความเฉลียวฉลาดกว่าเพื่อน ๆ จึงรีบไปบอกพวกพ้องของตนให้ระวังภัยที่จะเกิดขึ้น แล้วก็รีบไปบอกให้ไก่รับรู้ในเรื่องนี้ พร้อมกับขอคำแนะนำและความช่วยเหลือ แต่ไก่กลับพูดอย่างไม่ใยดีว่า เจ้าหนูเอย ข้าเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เจ้ากำลังเจอด้วย แต่ข้าก็คงไม่สามารถจะช่วยอะไรได้ ที่สำคัญ กับดักนั้นคงไม่มีผลอะไรกับข้าแน่นอน ขอให้เจ้าโชคดีก็แล้วกัน หนูได้ฟังดังนั้น ก็ไม่ท้อถอยต่อถ้อยคำที่ไก่พูดแต่อย่างใด มันยังคงวิ่งไปหาหมูที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังนั้น เพื่อขอความช่วยเหลือให้ตนและพวกพ้องพ้นภัย หมูก็พูดตัดกำลังใจเช่นกันว่า สิ่งที่เจ้าพูดมา ข้าคงช่วยอะไรไม่ได้หรอก อย่างไรก็ตามขอให้เจ้าระวังตัวก็แล้วกัน ข้าอยู่ทางนี้จะสวดมนต์ให้ ที่สำคัญกับดักที่เจ้าว่าอันตรายทั้งต่อเจ้าและผู้อื่นนั้น มันคงไม่มีผลใด ๆ กับข้าแน่นอน เมื่อขอคำปรึกษาจากหมูแต่ไม่มีความคืบหน้า หนูน้อยก็ยังไม่ยอมลดละความพยายามที่จะหาที่พึ่ง มันได้มุ่งหน้าไปหาวัวที่อยู่อีกที่หนึ่งในบริเวณบ้าน ซึ่งเป็นวัวที่ชาวนานำมาเลี้ยงไว้ใช้งาน เมื่อวัวได้ฟังเรื่องเล่าของหนูก็ได้แต่ส่ายหน้า เพราะไม่รู้จะช่วยอย่างไรดี พร้อมกับพูดว่า เรื่องที่เจ้าพูดมา จริง ๆ ข้าก็อยากจะช่วยเหมือนกัน แต่ก็จนปัญญาที่จะช่วยได้ […]

Continue Reading

นิทานธรรมะ เรื่อง เรียนรู้จากความกลัว

นิทานธรรมะ เรื่อง เรียนรู้จากความกลัว พระราชาองค์หนึ่งต้องการเสด็จไปปฏิบัติภารกิจยังต่างเมือง พระองค์จึงเรียกเสนาบดีคู่ใจร่วมเดินทางไปด้วยหนึ่งคน เส้นทางที่พระองค์เสด็จไปนั้น ต้องอาศัยเรือโดยสารข้ามแม่น้ำไป พระราชาไม่ต้องการให้เกิดความสับสนวุ่นวายในขณะเดินทาง จึงพร้อมใจกันกับเสนาบดีปลอมตัวเป็นชาวบ้านทั่วไปเพื่อที่จะหลบสายตาผู้อื่น เมื่อมาถึงแม่น้ำที่ต้องโดยสารเรือข้ามฟาก พระราชาได้ลงเรือไปพร้อมกับชายหนุ่มคนหนึ่ง ที่ดูอาการแล้วมีความหวาดกลัวต่อการข้ามแม่น้ำเป็นอย่างมาก ยิ่งเมื่อเรือเริ่มห่างออกจากฝั่ง ชายหนุ่มก็แสดงความรู้สึกหวาดกลัวขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงกับร้องไห้โฮออกมาอย่างน่าสงสาร แม้จะมีคนบอกให้หยุดร้อง แต่ชายหนุ่มก็ไม่ยอมหยุดสักที ชายหนุ่มที่นั่งร้องไห้ด้วยความกลัวนั้น นั่งอยู่ใกล้กับพระราชาพอดี ครั้นพระองค์เตือนเขาให้รู้จักสงบสติอารมณ์ ทว่าเขาก็ไม่ยอมหยุดร้องไห้สักที พระองค์จึงได้แต่นิ่ง ๆ ไว้ เพราะไม่รู้จะแก้ไขให้เขาหายจากอาการนั้นอย่างไร เผอิญว่า กะลาสีคนดูแลเรือรู้จักว่าพระองค์เป็นใคร จึงเข้ามากราบทูลขออนุญาตที่จะทำหน้าที่ดูแลการเดินเรือให้เกิดความสงบ ข้าแต่พระราชา ข้าพระองค์ขออนุญาตช่วยแก้ปัญหานี้ให้สงบเอง แล้วแต่ท่านเห็นว่าเหมาะสมก็แล้วกัน พระราชาตรัสอนุญาตให้กะลาสีตัดสินใจ เมื่อขออนุญาตพระราชาแล้ว กระลาสีผู้ดูแลการเดินเรือก็เรียกลูกน้องมา แล้วสั่งให้จับชายหนุ่มที่ร้องไห้ด้วยความกลัว โยนลงไปในแม่น้ำทันที ชายหนุ่มที่ถูกโยนลงไปในแม่น้ำ เมื่อเจอเหตุการณ์เช่นนั้นก็ร้องด้วยเสียงที่ดังมากกว่าเดิม แม้เขาจะว่ายน้ำไม่เป็น ก็ยังตะเกียกตะกายที่จะขึ้นมาบนเรือให้ได้ โดยมีพวกลูกเรือคอยดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ชายหนุ่มตะเกียกตะกายดำผุดดำว่ายอยู่ชั่วครู่ จึงได้รับการช่วยเหลือจากพนักงานเดินเรือ หลังจากขึ้นมาจากน้ำแล้ว สิ่งที่เปลี่ยนไปก็คือ เขาไม่ร้องไห้เลย ได้แต่นั่งตัวสั่นหลบอยู่ที่มุมหนึ่งของเรือ โดยไม่ยอมปริปากบ่นอะไร เมื่อพระราชาเห็นเหตุการณ์สงบลงได้ ก็รู้สึกประหลาดใจว่าทำไมกะลาสีถึงใช้วิธีรุนแรงกับชายหนุ่มขี้กลัวคนนี้ เมื่อเวลาประจวบเหมาะ พระองค์จึงตรัสถามกะลาสีผู้คุมเรือว่า ทำไมเจ้าถึงทำอย่างนั้นล่ะ? ข้าแต่พระราชา […]

Continue Reading