นิทานธรรมะ เรื่อง ใช่ว่าจะมีแค่เรา

นิทานธรรมะ เรื่อง ใช่ว่าจะมีแค่เรา

กระต่ายฝูงหนึ่งอาศัยอยู่ด้วยกันในป่าใหญ่ ในความรู้สึกของกระต่ายนั้น พวกเขาคิดว่าชีวิตของตนช่างเต็มไปด้วยอันตรายเหลือเกินไม่ว่าจะเป็นการถูกไล่ล่าจากสัตว์ที่กินเนื้อ หรือจากนายพรานผู้ต้องการล่าไปทำเป็นอาหาร

ด้วยความที่ในแต่ละวันทั้งขณะออกหากิน หรือขณะหลบซ่อนตัวอยู่ในที่อยู่ของตัวเอง ก็ยังเกิดความรู้สึกหวาดกลัวต่ออันตรายอยู่เป็นนิจ จึงทำให้บรรดากระต่ายเกิดความรู้สึกเบื่อหน่ายที่จะใช้ชีวิตอยู่แบบนี้

วันหนึ่งหัวหน้าฝูงได้เรียกประชุมเพื่อหาทางออกจากความหวาดกลัว ที่พวกตนต้องเผชิญอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ทว่าเมื่อมีการขอความคิดเห็นเพื่อหาทางแก้ไข แต่ก็ไม่มีกระต่ายตัวใดฉลาดพอที่จะช่วยให้พวกพ้องของตนปลอดภัยจากอันตรายรอบข้างได้ หัวหน้ากระต่ายจึงตัดสินใจทันทีว่า

เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ในเมื่อชีวิตของพวกเราช่างอยู่ด้วยความหวาดกลัวเหลือเกิน พวกเราพากันไปกระโดดเหวตายให้มันรู้แล้วรู้รอดจะดีกว่า ข้าเองก็เบื่อหน่ายที่จะอยู่อย่างนี้เต็มทนแล้ว มีเพียงความตายเท่านั้นที่จะช่วยเยียวยาความหวาดกลัวของพวกเราได้

ครั้นหัวหน้าประกาศเช่นนั้น บรรดากระต่ายน้อยใหญ่ก็ไม่กล้าคัดค้านแต่อย่างใด หัวหน้าว่าอย่างไรก็ต้องปฏิบัติตามนั้น ทั้งหมดจึงพากันเดินทางไปยังหน้าผาสูง ซึ่งจะเป็นสถานที่สำหรับกระโดดฆ่าตัวตาย

ในขณะที่พวกกระต่ายพากันเดินบ้าง วิ่งบ้าง ไปตามเส้นทางที่จะไปสู่หน้าผาสูง ปรากฏว่าในเส้นทางนั้นก็มีทั้งหนองน้ำอันเป็นที่อยู่ของกบน้อยใหญ่ เมื่อกระต่ายแห่ขบวนไป พวกกบที่กำลังนอนและนั่งอาบแดดอยู่อย่างสบาย ก็พากันกระโจนลงน้ำด้วยความเร็วสุดขีด เหมือนหนึ่งว่ากำลังหวาดกลัวต่ออันตรายที่ใหญ่หลวงยิ่ง

เมื่อหัวหน้ากระต่ายเจอเหตุการณ์เช่นนั้น ก็ได้สติฉุกคิดจึงพูดกับลูกน้องของตนว่า

พวกเราหยุดก่อน จงมองไปยังฝูงกบที่กระโดดลงไปในน้ำนั่นสิ พวกมันเหมือนกำลังหวาดกลัวพวกเราเหลือเกิน พวกเจ้ารู้สึกเช่นนั้นไหม

ใช่แล้วครัวหัวหน้า พวกผมก็รู้สึกเช่นนั้น ฝูงกระต่ายต่างสนับสนุนสิ่งที่หัวหน้าของตนคิด

เมื่อหัวหน้ากระต่ายและบริวารเจอเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับฝูงกบ จึงได้แง่คิดว่า แท้จริงแล้วก็ยังมีสัตว์ประเภทอื่น ๆ ที่ตื่นตกใจกลัวต่อสิ่งที่เข้ามาใกล้ หรือเข้ามาคุกคามชีวิตของตนเองอยู่เป็นจำนวนมาก ไม่ใช่มีเฉพาะฝูงกระต่ายเท่านั้นที่เป็นเช่นนี้ หัวหน้ากระต่ายจึงพูดกับลูกน้องว่า

ข้าคิดว่า ตัวเองเห็นทางออกแล้ว ในโลกนี้ไม่ใช่จะมีเฉพาะพวกเราเท่านั้นที่อยู่ด้วยความหวาดกลัว ตื่นตระหนก ตกใจง่าย อย่างน้อยก็มีกบละที่มีความเกรงกลัวต่อการมาของพวกเรา จนกระทั่งต้องรีบกระโจนลงไปอยู่ในน้ำ

นายท่านต้องการบอกอะไรแก่พวกเรา? กระต่ายตัวหนึ่งถามเจ้านายของตนด้วยความสงสัย

คืออย่างนี้ ข้าจะไม่พาพวกเจ้าไปฆ่าตัวตายแล้วล่ะ เราจะกลับไปยังที่อยู่ของเราเหมือนเดิม ไปอยู่ในที่ที่เราคุ้นเคย และพยายามอยู่อย่างกระต่ายผู้มีความสุขให้มากที่สุด แม้ว่าจะต้องอยู่อย่างผู้เฝ้าระวังอันตราย แต่พวกเจ้าโปรดจำไว้ว่า ยังมีสัตว์อื่น ๆ ที่ต้องอยู่อย่างระวังเช่นเรา พวกเรายังมีเพื่อนร่วมชะตากรรมเช่นนี้อยู่ จงอย่าน้อยใจและเบื่อหน่ายที่จะต่อสู้กับปัญหาอีกเลย แต่จงเรียนรู้ที่จะอยู่กับปัญหา เพื่อที่จะให้ปัญญาได้เข้ามาแทนที่ แม้วันหนึ่งเราอาจจะต้องประสบกับอันตราย แต่อย่างน้อยช่วงเวลาที่มีชีวิตอยู่ ก็ควรรู้จักที่จะอยู่อย่างผู้เห็นคุณค่าของตัวเอง

ใช่ ท่านพูดถูกแล้ว

บรรดากระต่ายต่างสรรเสริญในสิ่งที่หัวหน้ากล่าว และแสดงอาการดีใจเพราะจะได้มีชีวิตอยู่ต่อไป พร้อมกันนั้นก็ได้เรียนรู้ที่จะหลบภัยจากอันตรายต่าง ๆ อย่างผู้รู้จักระวัง เพื่อให้ตัวเองมีชีวิตรอด โดยมีคำสอนเรื่อง กบที่กลัวกระต่าย มาเป็นกำลังใจให้พวกตนกล้าที่จะเผชิญหน้ากับปัญหาที่รออยู่

นิทานธรรมะ เรื่อง ความเคยชิน

นิทานธรรมะ เรื่อง ความเคยชิน

ชายหนุ่มคนหนึ่งมีอาชีพทำงานล้างท่อ ทุกวันหลังจากตื่นตอนเช้า เขาจะต้องนำสิ่งที่เป็นของสกปรกที่ติดอยู่ในท่อไปทิ้งนอกเมือง แล้วก็จะกลับมาทำความสะอาดท่อระบายน้ำให้สะอาด

เขาทำงานอย่างนี้วันแล้ววันเล่า ปีแล้วปีเล่า จนรู้สึกว่ากลิ่นเหม็นนั้นเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ชายหนุ่มจึงไม่รู้สึกรังเกียจกลิ่นเหม็นที่ติดตัวมาแต่อย่างใด ในขณะที่คนอื่นกลับรู้สึกว่า ช่างเป็นกลิ่นที่น่ารังเกียจยิ่งนัก

วันหนึ่งหลังจากที่ทำงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว เขาได้เดินผ่านตลาดเพื่อจะกลับบ้าน ชายหนุ่มได้เห็นคนยืนมุงดูเพื่อซื้อน้ำหอมที่ทำจากดอกกุหลาบ ผู้คนต่างกล่าวชื่นชมในสินค้าของพ่อค้าว่า ช่างมันกลิ่นหอมและมีคุณภาพดีเหลือเกิน

ฝ่ายพ่อค้าก็ต้องการยืนยันว่า สินค้าของตัวเองมีคุณภาพเพียงพอที่จะให้ทุกคนซื้อไปใช้ และไม่ทำให้ผิดหวังแน่นอน จึงเปิดขวดน้ำหอมให้ทุกคนทดลองดมดู เพื่อจะได้รับรู้ถึงสรรพคุณของมันจริง ๆ

ชายหนุ่มที่เนื้อตัวมอมแมมเห็นเช่นนั้น ก็อยากจะทดลองดมดูบ้าง จึงเข้าไปอยู่ในกลุ่มผู้ซื้อขายด้วย เมื่อมาถึงคิวที่ต้องทดลองดม เขาก็สูดน้ำหอมเข้าไปเต็มปอด แต่แทนที่จะรู้สึกหอมเหมือนคนทั่วไป เขากลับมีอาการวิงเวียนศีรษะอย่างแรงและเริ่มอาเจียนประหนึ่งว่าแพ้น้ำหอมนั้นมาก สักพัก็ถึงกับเป็นลมล้มลงในทันที

ในขณะที่ผู้คนกำลังตกใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก็มีหมอคนหนึ่งเดินผ่านมา ชาวบ้านจึงเรียกคุณหมอให้มาช่วยรักษาชายหนุ่มให้ฟื้น ฝ่ายหมอจึงได้เข้าไปดูเพื่อหวังจะรักษาเขาให้ฟื้นโดยเร็วพลัน

เมื่อเห็นสภาพคนป่วย และรู้ถึงสาเหตุที่เขาเป็นลมนั้นเพราะเหตุใด แทนที่หมอจะหายาดม หรือสิ่งอื่น ๆ ที่จัดว่าเป็นยาสำหรับรักษาคนไข้มารักษาเขา หมอกลับเดินไปหยิบโคลนเละ ๆ ที่มีกลิ่นเหม็นมาให้ชายหนุ่มดมแทน

ทันทีที่กลิ่นปะทะเข้าจมูก ชายหนุ่มที่นอนแน่นิ่งก็ฟื้นขึ้นมาทันที เขาลุกขึ้นมาด้วยความรู้สึกว่าเหมือนหลับแล้วตื่น ประหนึ่งว่าไม่เคยเจอเหตุร้ายใด ๆ มาก่อนเลย

หลังเหตุการณ์ชุลมุนผ่านไป ชาวบ้านคนหนึ่งที่สงสัยในวิธีรักษาของคุณหมอ ที่ใช้วิธีที่แปลกประหลาดกว่าเหตุการณ์ทั่ว ๆ ไป ก็ถามถึงเหตุที่คุณหมอรักษาเขาด้วยวิธีเช่นนั้น คุณหมอจึงได้อธิบายให้รับทราบว่า

จริง ๆ แล้ว ที่ชายหนุ่มเป็นลมนั้น ไม่ใช่เพราะเขาหมดแรงหรือป่วยเป็นอะไรมาก่อนหรอก แต่เขาแพ้น้ำหอมที่ทดลองดมต่างหาก

มันเป็นไปได้ถึงขนาดนั้นเลยหรือคุณหมอ? ชาวบ้านถามด้วยความอยากรู้

เป็นไปได้สิ เพราะว่าชีวิตของเขาเคยชินกับกลิ่นที่เหม็นจนคุ้นชินที่จะอยู่กับกลิ่นเช่นนั้นมากกว่า พอมาเจอกลิ่นที่ไม่คุ้นเคย มันจึงมีปฏิกิริยาต่อร่างกายของเขา จึงทำให้เขาเป็นลมได้

แล้วทำไมคุณหมอต้องใช้โคลนที่มีกลิ่นเหม็นมาให้เขาดมด้วยละ? ชาวบ้านถามต่อ

การนำโคลนมาให้เขาดม ก็เพื่อจะให้เขาได้ปรับร่างกายที่ผิดปกติ มาสู่ความเป็นปกติที่เขาเคยชิน เพราะกลิ่นหอมเปรียบเสมือนของแสลงสำหรับเขา แต่กลิ่นเหม็นนั้นเป็นเหมือนยาหอมที่จะใช้รักษาเขาได้ การจะรักษาให้หายจากความผิดปกติ จึงต้องใช้สิ่งที่เขาคุ้นชินมาช่วยปรับสภาพ จึงจะทำให้เขาฟื้นขึ้นมาได้

เป็นอย่างนี้นี่เอง ชาวบ้านพยักหน้ารับทราบถึงเหตุผลที่หมอใช้ปฏิบัติต่อชายหนุ่มที่เป็นลม

นิทานธรรมะ เรื่อง สิ่งที่ติดตามมา

นิทานธรรมะ เรื่อง สิ่งที่ติดตามมา

ครอบครัวหนึ่งประกอบไปด้วยพ่อ แม่ และลูก ที่เพิ่งเกิดได้ไม่นาน สามีและภรรยาคู่นี้มีความขยันในการทำงานและมีนิสัยใจคอที่ดีมาก เวลาคนทั้งสองเห็นใครทำอะไร หากไม่เหลือบ่ากว่าแรง พวกเขาต้องเข้าไปช่วยเหลือทุกครั้ง ทำให้ทั้งคู่เป็นที่รักของคนในหมู่บ้านเป็นอย่างยิ่ง

อยู่มาวันหนึ่ง ในขณะที่สามีและภรรยากำลังเตรียมตัวรับประทานอาหารเย็นอยู่นั้น ก็มีชายชรา 3 คนมายืนอยู่หน้าบ้าน ฝ่ายเจ้าของบ้านเห็นชายชราทั้งสามมาแสดงตัว ก็คิดที่จะเชิญผู้เฒ่าทั้งสามเข้ามาในบ้านเพื่อรับประทานอาหารด้วยกัน ซึ่งเป็นการแสดงน้ำใจที่ครอบครัวนี้ทำอยู่เป็นประจำ แต่เมื่อเอ่ยปากชวน ก็มีชายชราคนหนึ่งกล่าวขึ้นว่า

หากเจ้าจะเชิญพวกเราเข้าบ้าน มีข้อแม้อยู่ว่า พวกเราจะไม่เข้าบ้านไปพร้อมกัน

ทำไมล่ะ? หญิงสาวถามด้วยความรู้สึกแปลกใจ

พวกเรา 3 คนนี้มีความเป็นไปที่ต่างกัน คนแรกชื่อว่า ความมั่งคั่ง คนที่สองชื่อว่า ความสำเร็จ และตัวข้ามีชื่อว่า ความรัก หากเจ้าจะเชิญใครเข้าไปในบ้าน ก็พิจารณาให้ดี ๆ เพราะสิ่งที่ทำครั้งนี้ จะมีผลต่อครอบครัวของเจ้า

ถ้าอย่างนั้น ขอให้เราทั้งสองปรึกษากันก่อนได้ไหม?

ตามสบาย ผู่เฒ่าคนหนึ่งกล่าวเปิดทางให้แก่สามีและภรรยาได้มีโอกาสคิดไตร่ตรอง

เวลาผ่านไปสักครู่ คราวนี้สามีและภรรยาได้เดินมาที่หน้าบ้าน แล้วกล่าวขึ้นว่า

เราทั้งสองขอเชิญท่านผู้มีนามว่า ความรัก เข้ามาในบ้านก็แล้วกัน

เมื่อคำเชิญสิ้นสุดลง แทนที่จะมีเฉพาะผู้เฒ่าที่ชื่อว่าความรักเดินเข้าไปในบ้าน แต่ชายทั้งสามคนกลับเดินเข้าไปพร้อมกัน ใขณะที่สามีภรรยาก็อดแปลกใจไม่ได้ว่า ในเมื่อเชิญคนเดียว แต่ทำไมชายชราทั้งสามจึงพร้อมใจกันเดินเข้าไปในบ้าน เหมือนกับว่าคนที่ถูกเชิญนั้นเป็นคนเดียวกัน เมื่อผู้เฒ่าทั้งสามนั่งลงในทีรับรองเรียบร้อยแล้ว ชายผู้เป็นสามีจึงถามขึ้นว่า

ครั้งแรกที่พวกเราเชิญพวกท่านเข้ามาพร้อมกัน พวกท่านก็บอกให้คิดให้ดีเสียก่อน แต่พอเราตัดสินใจเชิญผู้เฒ่าที่มีนามว่าความรัก พวกท่านกลับพร้อมใจกันเดินเข้ามา ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?

เมื่อถูกถามเช่นนี้ ผู้เฒ่านามว่าความรักจึงยิ้มตอบรับด้วยใบหน้าที่แจ่มใส พร้อมกับอธิบายว่า

พวกเราทั้งสามคนไม่ใช่คนทั่วไป แต่ได้ชื่อว่าเป็นเทพแห่งความโชคดี หากใครเชิญสิ่งใดสิ่งหนึ่งเข้าบ้าน เขาคนนั้นก็จะได้ในสิ่งที่เชิญแต่เพียงสิ่งเดียวเท่านั้น ทว่าในการเชิญแต่ละครั้ง ก็มีหลักสำคัญอยู่ว่า หากเชิญสิ่งที่เป็นหัวใจหลักของโชคลาภ เขาก็จะได้ทั้งหมดที่เหลือเพิ่มมาด้วย

หมายความว่าอย่างไร ช่วยอธิบายที? สามีและภรรยาตั้งข้อสงสัย

หมายความว่าคนเรานั้น บางคนอาจประสบกับความร่ำรวยเงินทอง แต่ใช่ว่าจะได้มีโอกาสพบกับความสำเร็จในทุกเรื่อง หรืออาจจะโชคร้ายในเรื่องของความรักอีด้วย ชีวิตของเขาก็จะไม่มีความสุขที่สมบูรณ์พร้อมอยู่ดี

ส่วนคนที่พบกับความสำเร็จ เขาอาจจะได้บางสิ่งที่ต้องการเท่านั้น แต่ความมั่งคั่งร่ำรวยอาจจะหายไป ยิ่งหากไร้ความรักมาคอยช่วยเหลือ ความสำเร็จที่ได้มาก็จะมีค่าไม่สมบูรณ์ เพราะเขาจะได้พบเพียงสิ่งใดสิ่งหนึ่งเท่านั้น

แต่เมื่อใดที่เขามีความรัก เขาได้ชื่อว่ามีทั้งหมดไว้ในครอบครอง โอกาสที่ความมั่งคั่งจะเกิดขึ้นก็ง่าย เพราะเขารักที่จะแสดงหา โอกาสที่ความสำเร็จในทุกเรื่องจะเกิดขึ้นก็มีอยู่เสมอเพราะเขารักที่จะใฝ่หาสิ่งที่ชีวิตต้องการ แม้ว่าสุดท้ายที่สุดเขาจะไม่ได้สิ่งต่าง ๆ มามากมาย แต่เพราะอำนาจของความรักที่มีอยู่ ก็จะช่วยทำสิ่งที่เล็กน้อยให้กลายเป็นสิ่งที่มีค่าที่ยิ่งใหญ่ได้ ทำให้ความสำเร็จที่คนอื่นมองว่าด้วยค่า กลายเป็นสิ่งที่ทรงคุณค่าในชีวิตได้ด้วยเหตุนี้ ความรักจึงชื่อว่าเป็นหัวใจหลักของการมีชีวิตอยู่และเป็นบ่อเกิดของสิ่งทั้งปวงที่จะตามมา

เมื่อผู้เฒ่าแห่งโชคทั้งสามได้อยู่สนทนา และให้พรอันประเสริฐแก่ครอบครัวคนดีนี้ด้วยเวลาที่พอเหมาะ พวกเขาก็ได้ลาจากไป พร้อมกับมอบความโชคดีไว้เป็นรางวัลตอบแทนน้ำใจที่ชายและหญิงคู่นี้ได้สร้างมา ทำให้ครอบครัวของเขามีทั้งความมั่งคั่งทางวัตถุ และมีความสำเร็จในหลาย ๆ เรื่องที่ทำ เพราะพวกเขาเลือกที่จะให้ความรักนำทาง

นิทานธรรมะ เรื่อง หยุดได้แล้วดีเอง

นิทานธรรมะ เรื่อง หยุดได้แล้วดีเอง

ชายหนุ่มคนหนึ่งเป็นคนขยันมาก ไม่ว่าจะทำงานหนักเพียงใด เขาก็ไม่รู้สึกย่อท้อต่อสิ่งที่ทำ ปัญหาที่คนอื่นมองว่าหนักแต่เขากลับมองว่าเป็นความท้าทายใหม่ ที่ชีวิตต้องเรียนรู้ที่จะผ่านมันไปได้ เพื่อที่จะได้พบกับความสำเร็จที่รออยู่ข้างหน้า

แต่ในความเป็นคนขยันของเขา ก็มีสิ่งหนึ่งที่ถือว่าเป็นข้อบกพร่องอยู่เช่นกันคือ เขาเป็นคนที่โกรธง่าย มีอารมณ์ฉุนเฉียวง่าย เมื่อมีสิ่งใดเข้ามากระทบที่ใจ ซึ่งชายหนุ่มถือว่าเป็นปัญหาใหญ่หลวงที่สุดในชีวิตเขา

ทว่าในความโชคร้ายที่เป็นคนโกรธง่าย ชายผู้ใฝ่ค้นหาหนทางแก้ไขให้กับชีวิตก็ยังมีความโชคดีซ่อนอยู่ คือเขาเป็นคนที่ฉลาดต่อการเยียวยาปัญหาได้เร็ว รวมทั้งการรู้จักสร้างเคล็ดลับในการดับความโกรธที่เกิดขึ้นในใจของตนเองด้วย

เพราะเมื่อรู้สึกโกรธครั้งใด ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในขณะทำงานหรือมีเรื่องบาดหมางใจกับคนอื่น วิธีที่ใช้ปัดเป่าความโกรธให้หายไปก็คือ เขาเลือกที่จะหยุดสิ่งที่กำลังทำนั้นไว้ก่อน แล้วก็จะวิ่งรอบบ้านและที่นาของตนเอง 3 รอบทุกครั้ง ครั้นวิ่งได้ครบ 3 รอบก็จะรู้สึกเหนื่อยล้า และทำให้รู้สึกโกรธนั้นหยุดทำงานลงได้

อยู่ต่อมานานปีเข้า ด้วยความที่ชายหนุ่มเป็นคนขยันเขาจึงมีที่ดินมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม แม้จะมีที่ดินมากมายเพียงใด แต่เมื่อใดที่มีความรู้สึกโกรธเกิดขึ้นในใจเขาก็จะใช้วิธีวิ่งรอบที่ดินกว้าง ๆ นั้น 3 รอบทุกครั้งเช่นเดิม

การกระทำของเขาสร้างความสงสัยให้ผู้ที่พบเห็นยิ่งนัก แม้จะมีคนถามถึงเหตุผลที่ต้องทำเช่นนี้ แต่ชายผู้หาวิธีพิชิตความโกรธก็ไม่ยอมที่จะตอบให้ผู้คนได้รับทราบ เขายังคงตั้งใจทำงาน และวิ่งรอบที่ดิน 3 รอบทุกครั้งเมื่อความโกรธเล่นงาน แม้ว่าที่ดินของเขาจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ก็ตาม

เมื่อกาลเวลาผ่านไป เขาก็มีครอบครัว และมีลูกหลานไว้สืบสกุลต่อ ๆ กันมา จนชายที่เคยเป็นคนหนุ่มได้กลายเป็นคนที่แก่เฒ่าไปตามวัย แต่ถึงกระนั้น เมื่อเกิดความรู้สึกโกรธ เขาก็ยังใช้วิธีเดิม คือการวิ่งรอบที่ดินของตัวเอง แม้ต่อมาจะไม่สามารถวิ่งได้ดั่งเดิม เขาก็ใช้ไม้เท้าเพื่อค้ำยันกาย แล้วเดินรอบ ๆ ที่ดินของตัวเองแทน

อยู่มาวันหนึ่ง หลานที่โตเป็นหนุ่มได้คะยั้นคะยอถามเพื่อจะรู้ในสิ่งที่ปูของตนได้ทำเป็นหนุ่มได้คะยั้นคะยอถามเพื่อจะรู้ในสิ่งที่ปูของตนได้ทำ ฝ่ายชายชราเห็นว่าถึงเวลาที่จะบอกเล่าสิ่งที่ตัวเองได้ปฏิบัติมาให้ลูกหลานได้รับรู้ เผื่อบางทีอาจเป็นแรงจูงใจให้หลานของตนได้ใช้เป็นแนวทางดำเนินชีวิตต่อไป จึงกล่าวกับหลานรักว่า

หลานรัก การที่ปู่วิ่งรอบที่ดินของตัวเอง 3 รอบนั้น เหตุผลก็เพื่อต้องการเอาชนะความโกรธที่เกิดขึ้นในใจของปู่เอง

เอาชนะอย่างไรคับปู่? หลานถามด้วยความใคร่รู้ในคำตอบที่ได้รับ

หลานรัก เมื่อใดที่ปู่รู้สึกว่าตัวเองกำลังโกรธ ปู่จะวิ่งรอบที่ดินของตัวเอง 3 รอบ เพราะในขณะที่วิ่งนั้น ความเหนื่อยล้าจะเข้ามาแทนที่ความโกรธ ทำให้ความโกรธที่มีอยู่ในใจจืดจางหายไปได้

แม้ว่าความโกรธจะหายไป แต่ก็ไม่เห็นว่าจะได้ปัญญาจากการแก้ไขด้วยวิธีที่หนักหน่วงเช่นนี้เลย รังแต่จะเหนื่อยเปล่าและเป็นการทรมานร่างกายด้วยซ้ำไป

หลานชายกล่าวแย้งในวิธีที่ปู่คุณปู่นำเสนอให้รับทราบ

ฝ่ายชายชราเห็นว่า สิ่งที่หลานถามนั้นต้องการคำอธิบายที่มีรายละเอียดมากพอสมควร จึงได้กล่าวถ้อยคำเพื่อเพิ่มเติมความเข้าใจอีกว่า

คนอื่นอาจจะไม่ได้ปัญญาในเรื่องนี้ แต่สำหรับปู่แล้ววิธีนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่ช่วยชีวิตปู่ได้ เพราะทุกครั้งที่โกรธ แล้วต้องวิ่งรอบที่ดินของตัวเอง สิ่งที่ปู่ได้เรียนรู้ก็คือ แรก ๆ เราจะรู้สึกเหนื่อยล้า แต่พอวิ่งไปได้สักระยะ เราก็จะเริ่มเห็นใจของตัวเองว่ารู้สึกอย่างไรกับชีวิตที่ผ่านมาของตน เราจะเริ่มมองเห็นว่า แท้จริงแล้วชีวิตของคนเรานั้น ล้วนตกเป็นทาสของอารมณ์ทั้งสิ้นหากไม่สามารถเอาชนะใจตัวเองได้ ความรู้สึกโลภ โกรธ หลง ก็จะยังวนเวียนเข้ามาเพื่อทำร้ายเราอยู่เสมอ…

อีกอย่างหนึ่ง เมื่อปู่ได้เห็นใจของตัวเองแล้ว ปัญญาที่มองเห็นสิ่งที่มีอยู่ก็จะชัดขึ้น เช่นเรื่องที่ดินและบ้านของเรา แต่ก่อนปู่ทำงานทุกอย่างเพื่อจะได้สิ่งเหล่านี้มา แต่เมื่อวันหนึ่งได้เข้าใจในความจริงของชีวิต ปู่ได้เห็นว่าจริง ๆ แล้วปัญหาที่เกิดขึ้นกับเราก็มากพออยู่แล้ว จึงไม่ควรเสียเวลาที่จะไปโกรธคนอื่นทะเลาะกับคนอื่น หรือใช้เวลาที่มีอยู่ไปกับเรื่องไร้สาระอย่างอื่นเลย เราควรใช้เวลาที่มีอยู่อย่างจำกัดในชีวิตนี้อย่างระมัดระวังไม่ว่าจะคิด พูด หรือทำสิ่งใด ควรเรียนรู้ที่จะสร้างความรักต่อกัน มากกว่าที่จะให้ความเกลียดชังฝังลงไปในใจของเรา แล้วเราจะมีความสุขเสมอ ทั้งในขณะที่มีสิ่งต่าง ๆ เพียงน้อยนิด หรือมีสมบัติที่เพิ่มพูนทวี

นิทานธรรมะ เรื่อง อยู่ที่มองเห็นว่าเป็นเช่นไร

นิทานธรรมะ เรื่อง อยู่ที่มองเห็นว่าเป็นเช่นไร

ชายชราคนหนึ่งอาศัยอยู่กับครอบครัวที่แสนอบอุ่น บ้านของเขาตั้งอยู่ใกล้ถนนที่ผู้คนเดินทางผ่านไปมา ทำให้ครอบครัวนี้ได้พบปะกับผู้คนอยู่เป็นเนืองนิจ สิ่งที่ชายชราทำอยู่เป็นประจำก็คือการนั่งทำกิจธุระต่าง ๆ ที่หน้าบ้านของตน

อยู่มาวันหนึ่ง ในขณะที่ชายชรากำลังทำงานอยู่ที่หน้าบ้าน และมีหลานนั่งอยู่ใกล้ ๆ นั้น ก็มีชายคนหนึ่งได้ขับรถม้าผ่านมา เหมือนหนึ่งว่ากำลังย้ายบ้านเพื่อไปหาที่ตั้งรกรากใหม่เมื่อเห็นชายชรา ชายหนุ่มจึงหยุดรถแล้วถามว่า

ท่านลุง ผมกำลังหาที่อยู่ใหม่ จึงต้องเดินทางแรมรอนไปในที่ต่าง ๆ เพื่อจะหาที่อยู่ดี ๆ ให้กับครอบครัวของผม เมืองที่ท่านอยู่นี้เป็นอย่างไรบ้าง

เมื่อชายชราถูกถามเช่นนี้ ก็มองมาที่เจ้าของคำถาม แล้วถามตอบกลับไปว่า

แล้วเมืองที่เจ้าจากมาละเป็นอย่างไร เหตุใดจึงย้ายที่อยู่ใหม่?

เพื่อจะให้ผู้เฒ่าได้รับรู้ถึงถิ่นฐานเดิมที่ตนเคยอยู่อาศัยและเพื่อระบายความรู้สึกไม่สบายใจที่ตนได้เจอมา ชายหนุ่มจึงกล่าวอย่างมีอารมณ์ที่ผสมด้วยความทุกข์ว่า

เมืองที่ผมเคยอยู่นั้น ผู้คนไม่ค่อยมีระเบียบวินัยมารยาทในการแสดงออกต่อกันไม่ดีเลย ทุกคนล้วนเอาแต่ใจตัวเอง เห็นแก่ตัว ผมเลยไม่รู้สึกว่าเมืองนั้นน่าอยู่แม้เพียงนิด จึงเป็นเหตุให้ต้องย้ายที่อยู่ใหม่ เพื่อจะหนีให้ไกลจากผู้คนเหล่านั้น

พอชายชราฟังชายหนุ่มกล่าวถึงที่ที่เขาเคยอยู่มา ก็ได้แต่พยักหน้ารับทราบ พร้อมกับกล่าวตอบว่า

ที่เมืองนี้ก็คงไม่ต่างจากเมืองที่เจ้าเคยอยู่มาหรอก

เมื่อได้รับคำตอบเช่นนั้น ชายหนุ่มก็ไม่คิดจะถามต่อ เขาได้ลาชายชราแล้วออกเดินทางต่อไป เพื่อค้นหาสิ่งที่ตัวเองต้องการ

อยู่ต่อมาสักครู่ ก็มีชายหนุ่มอีกคนกำลังเดินทางด้วยรถเทียมม้าที่ขนของพะรุงพะรัง บนรถม้ายังมีภรรยาและลูก ๆ เดินทางมาด้วย ดูเหมือนว่าพวกเขากำลังจะไปหาที่อยู่ใหม่เช่นชายคนแรกที่ผ่านไป

เมื่อชายที่อยู่บนรถม้าเห็นชายชรานั่งอยู่หน้าบ้านพร้อมกับหลาน ก็ได้เข้าไปทักทายด้วยกิริยาที่สุภาพ พร้อมกับถามในสิ่งที่ตัวเองต้องการรู้ว่า

ท่านลุง ผมและครอบครัวกำลังจะไปหาที่อยู่ใหม่ ไม่ทราบว่าเมืองที่ท่านอยู่นี้เป็นอย่างไรบ้าง มีที่ไหนที่ผมพอจะใช้เป็นที่อาศัยได้บ้าง?

เมื่อชายชราถูกถามเช่นนี้ เพื่อต้องการทดสอบมุมมองของชายหนุ่ม จึงย้อนถามกลับไปว่า

แล้วเมืองที่เจ้าจากมาละเป็นอย่างไร เหตุใดจึงต้องย้ายที่อยู่ใหม่ด้วย?

เมื่อชายหนุ่มถูกถามเช่นนี้ เขาได้แต่หลับตาเหมือนกำลังนึกย้อนกลับไปในอดึตของตน ประหนึ่งสิ่งที่เคยเกี่ยวข้องนั้นมีความหมายต่อชีวิตเหลือเกิน พร้อมกับเอื้อนเอ่ยให้ผู้เฒ่าฟังอย่างมีความสุขว่า

ท่านลุง ผมไม่อยากจากที่ที่เคยอยู่เลย แต่เพราะมีความจำเป็นในเรื่องการงานที่ต้องโยกย้ายตามวาระหน้าที่ จึงเป็นเหตุให้ต้องย้ายมาที่นี่ เมืองที่ผมเคยอยู่นั้น ผู้คนล้วนมีน้ำใจ มีความเอื้อเฟื้อต่อกันอย่างมาก มีกิริยาที่สุภาพเรียบร้อยเมื่อแสดงออกต่อกัน ทุกอย่างในเมืองนั้นล้วนเป็นบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยมิตรภาพ ผมคิดว่าจะหาเมืองที่น่าอยู่เช่นนี้คงยากเต็มทน

ฝ่ายชายชราเมื่อฟังเขาพรรณนาถึงเมืองที่จากมาด้วยความประทับใจ ก็ยิ้มรับและพยักหน้ารับรู้ในสิ่งที่เขาเล่าให้ฟังพร้อมกับตอบคำถามที่ชายหนุ่มถามไว้ว่า

ข้าว่าเจ้ามาถูกที่แล้วล่ะ เมืองที่ข้าอยู่นี้ก็เป็นเช่นดั่งที่เจ้าเคยอยู่มา ทุกอย่างที่เจ้าเคยได้รับจากเมืองที่จากมา ข้าว่าเมืองนี้มีสิ่งที่เจ้าต้องการเช่นกัน

เมื่อการสนทนาจบลง ชายหนุ่มที่ถามทางจึงตกลงที่จะตั้งรกรากอยู่ในเมืองนั้นทันที เขาและครอบครัวกล่าวลาพ่อเฒ่าเพื่อไปหาที่ดินสำหรับสร้างบ้านต่อไป ด้วยความหวังที่จะได้สัมผัสกับมิตรภาพใหม่ที่กำลังจะมาถึง

เมื่อชายหนุ่มจากไป หลานชายที่อยู่ใกล้ ๆ พ่อเฒ่าก็รู้สึกประหลาดใจในคำตอบที่ตนเองได้ยิน จึงถามขึ้นว่า

คุณปู่ครับ ทำไมเมื่อมีคน 2 คนมาถามในเรื่องเดียวกัน คุณปู่กลับตอบไม่เหมือนกัน เพราะอะไรครับ?

ชายชราได้ฟังหลานรักถามเช่นนั้น ก็มองมายังต้นเสียงพร้อมกับใช้มือลูบหัวหลานเบา ๆ แล้วจึงเฉลยข้อสงสัยนั้นว่า

หลานรัก เหตุที่ปู่ตอบคำถามเรื่องเดียวกันของชาย 2 คนต่างกัน เพราะปู่ได้ไตร่ตรองดูแล้วว่า ทุก ๆ ที่บนโลกใบนี้ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบ โดยเฉพาะในเรื่องของคนเรานั้น ยิ่งมีความแตกต่างกันเป็นอย่างมาก ทั้งวิธีคิด อุปนิสัย ตลอดถึงการกระทำ ทุกอย่างไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบหรอก แต่สิ่งหนึ่งที่เราสามารถค้นหา และมองให้เห็นถึงความดีงามได้มากหรือน้อยต่างกันก็คือ การสร้างมุมมองที่ดีให้กับตนเอง เพราะหากเรามีมุมมองที่เลวร้าย ไม่ว่าจะอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีเพียงใด ใจของเราก็จะเฝ้ามองแต่สิ่งที่ร้ายเสมอ ตรงกันข้าม หากสร้างมุมมองที่ดีให้กับใจ ไม่ว่าเราจะอยู่ในสิ่งแวดล้อมแบบใด เราก็สามารถที่จะมองเห็นแต่ความงดงามในสิ่งเหล่านั้นได้ไม่ยากนัก

เมื่อหลานชายได้ฟังถ้อยแถลงจากปู่ของตน จึงพยักหน้าเห็นด้วยกับสิ่งที่ปู่เฉลย เด็กชายได้เรียนรู้บทเรียนสำคัญว่า หากมีมุมมองของใจที่ดีแล้ว ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นล้วนมีดีทั้งสิ้น และมีคุณค่าให้เราได้ค้นหาเสมอดั่งเดียวกัน

นิทานธรรมะ เรื่อง มองโลกในแง่ดี มีผล

นิทานธรรมะ เรื่อง มองโลกในแง่ดี มีผล

มีกบอยู่ฝูงหนึ่งอาศัยอยู่ด้วยกันในที่แห่งหนึ่ง ทุก ๆ วันพวกมันจะต้องออกไปหาอาหารพร้อมกัน อยู่มาวันหนึ่งมีกบ 2 ตัวพี่และน้อง คิดที่จะออกไปหาอาหารก่อนเพื่อน เพราะต้องการความท้าทายใหม่ ๆ ในชีวิต จึงได้ชวนกันออกเดินทางไปล่วงหน้าก่อนกบตัวอื่น

ด้วยความที่ติดสนุก ในขณะที่กำลังกระโดดไปเรื่อย ๆ กบน้อยทั้งสองได้หล่นลงไปในหลุมที่ลึกพอสมควร โอกาสที่จะกระโดดขึ้นมาจากหลุมลึกนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่ทั้งสองก็ไม่ย่อท้อที่จะปีนป่ายขึ้นมาจากหลุม

ในขณะที่กบสองพี่น้องกำลังพยายามกระโดดขึ้นจากหลุม บรรดากบที่ตามมาทีหลังก็มาถึงหลุมแห่งนั้น พอพวกเขาได้เห็นกบสองพี่น้องกำลังพยายามอย่างสุดกำลังที่จะขึ้นจากหลุมก็พากันไปมุงดูที่ปากหลุม และกระตุ้นให้พวกเขาสู้

ใหม่ ๆ กบทุกตัวก็พากันให้กำลังใจ เพื่อให้พวกพ้องของตนขึ้นมาจากหลุมลึกให้ได้ แต่พอเวลาผ่านไปสักระยะ จากน้ำเสียงให้กำลังก็เปลี่ยนไป กลายเป็นเสียงบอกให้ทั้งสองยอมแพ้ต่อโชคชะตา เพื่อให้กบที่อยู่ก้นหลุมทำใจยอมรับความจริงที่ว่า เป็นไปได้ยากที่จะขึ้นจากหลุมนั้น

บรรดากบต่างยืนอยู่ที่ปากหลุม แล้วเปลี่ยนจากการส่งเสียงให้กำลังใจ มาเป็นตะโกนด้วยเสียงที่ดังกว่าเดิม เพื่อให้กบที่อยู่ในหลุมทำใจให้ได้ คิดเสียว่าเป็นความโชคร้ายของทั้งสองก็แล้วกัน

กบผู้เป็นพี่ แม้ใหม่ ๆ จะไม่ยอมรับในคำกล่าวของพวกพ้องที่กล่าวเช่นนั้น แต่พอได้ยินนาน ๆ เข้าก็หมดกำลังใจที่จะปีนป่ายขึ้นจากหลุม จึงได้แต่นอนหมดอาลัยอยู่ที่ก้นหลุมเหมือนยอมรับชะตากรรมที่จะตามมา โดยมีความตายเป็นคำตอบสุดท้ายที่ต้องพบเจอ

ส่วนกบผู้เป็นน้อง ครั้นได้เห็นพี่ ๆ และเพื่อน ๆ ตะโกนอยู่เช่นนั้น ก็ยิ่งฮึกเหิมที่จะกระโดดให้หลุดพ้นจากปากหลุมให้ได้ จึงพยายามรวบรวมกำลังที่มีอยู่ทั้งหมด แล้วกระโดดอย่างสุดกำลัง ในที่สุดก็สามารถขึ้นมาจากหลุมได้

เมื่อกบน้อยขึ้นมาจากหลุมได้สำเร็จ บรรดากบต่างมารายล้อมด้วยความดีใจ พร้อมกับถามด้วยความประหลาดใจว่า

ทำไมเจ้าถึงกระโดขึ้นมาจากหลุมได้ ทั้ง ๆ ที่หลุมนั้นลึกมาก ๆ และพี่ของเจ้าก็ยอมแพ้แล้วด้วย

กบน้อยมองไปยังพรรคพวก แล้วจึงตอบสิ่งที่ตนได้แสดงออกไปด้วยความภาคภูมิใจ

ข้านั้นหูไม่ค่อยดีนัก ตอนอยู่ก้นหลุม ข้าเห็นแต่พวกท่านยืนทำปากเหมือนกำลังตะโกนบอกอะไรสักอย่างหนึ่ง ก็เลยคิดเอาเองว่าพวกท่านกำลังส่งเสียงให้กำลังใจอยู่ จึงรวบรวมกำลังที่มีอยู่ทั้งหมด เพื่อที่จะกระโดดขึ้นมาให้ได้ ให้สมกับที่พวกท่านคอยลุ้น

บรรดากบที่มารายล้อม เมื่อได้ฟังคำตอบจากกบน้อยก็ถึงกับอึ้งในวิธีคิดของเขา กบรุ่นพี่ตัวหนึ่งจึงกล่าวขึ้นว่า

เจ้าคิดเช่นนั้นหรือ ตรงกันข้าม พวกเราไม่ได้ให้กำลังใจอะไรเลย แต่บอกให้เจ้าทั้งสองที่อยู่ในหลุม ยอมรับความจริงเสียเถิดว่า มันเป็นไปไม่ได้ที่จะกระโดดขึ้นมาจากหลุมที่ลึกเช่นนั้น

ฝ่ายกบน้อยผู้หนักแน่นในความคิดเห็นของตน เมื่อได้ฟังถ้อยคำที่พวกพ้องกล่าวเช่นนั้น แทนที่จะเสียใจ กลับกล่าวด้วยน้ำเสียงที่บ่งบอกถึงการมองโลกในแง่ดีว่า

ก็ไม่เห็นจะเป็นไรเลย ก็ข้ามองว่าเป็นการให้กำลังใจจากพวกท่าน อีกอย่างหนึ่ง แค่เห็นพวกท่านมายืนอยู่ที่ปากหลุมก็มีแรงฮึดที่จะกระโดดขึ้นมาแล้ว แม้พวกท่านจะพูดอย่างไร แต่ข้าก็ไม่ได้ยิน และแม้ได้ยินสิ่งที่พวกท่านพูด ข้าก็ไม่คิดที่จะท้อถอยต่ออุปสรรคนั้นอยู่แล้ว

เจ่านี่ช่างรู้จักมองโลกในแง่ดีจริง ๆ ขอบใจที่เจ้าให้สติแก่พวกเรา และทำให้พวกเราได้รู้จักที่จะมองเห็นแต่สิ่งดี ๆ

บรรดากบน้อยใหญ่ต่างกล่าวขอบคุณกบน้อย ผู้ที่ถึงแม้หูจะไม่ค่อยดีนักในการรับฟังเสียง แต่ใจที่ดีของเขานั้นกลับมีค่ามากพอ ที่จะทำให้กบตัวอื่น ๆ นำเอาไปเป็นตัวอย่างที่ดีได้ในการใช้ชีวิตให้มีแต่ความสุข

นิทานธรรมะ เรื่อง บ่อเกิดของความสุข

นิทานธรรมะ เรื่อง บ่อเกิดของความสุข

พระราชาองค์หนึ่งมั่งคั่งไปด้วยทรัพย์สมบัติ ในบรรดาพระราชาที่อยู่เมืองใกล้เคียงกัน พระองค์ถือว่าโชคดีที่สุดแล้ว เพราะมีความสมบูรณ์ไปด้วยทรัพย์นานัปการ และมีบริวารคอยรับใช้มากกว่าราชาองค์อื่น

แต่ในความโชคดีก็มีความโชคร้ายแฝงอยู่ คือพระองค์มีโรคประจำตัวอย่างหนึ่งคือ โรคขาดความสุข แม้จะมีทุกอย่างที่มนุษย์คนหนึ่งบนโลกใบนี้พึงได้ แต่ในใจพระองค์กลับรุ่มร้อน กระวนกระวายอยู่ตลอดเวลา ซึ่งพระองค์เองก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด

เมื่ออาการของโรครุมเร้ามากเข้า พระราชาถึงกลับต้องนอนซมอยู่ที่เตียงนอน และต้องห่มผ้าไหมที่มีความประณีตและแพงที่สุดที่มีอยู่ในเมืองแห่งนั้น เพื่อจะทำให้พระองค์ได้นอนอย่างเป็นสุข

พวกอำมาตย์และบริวารทั้งหลายต่างก็พยายามสรรหาสิ่งที่ดีเลิศที่สุดมาให้พระองค์ได้ใช้สอย ไม่ว่าจะเป็นอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค และหมอที่คิดว่าดีเยี่ยมที่สุดในเมือง เพื่อทำให้พระองค์หายป่วยจากโรคที่กำลังเป็นอยู่ แต่ทว่าก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นแต่อย่างใด

เมื่อแสวงหาหมอที่ดีที่สุดมาให้การรักษา ก็ไม่ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีเลย พวกอำมาตย์จึงใช้วิธีแจ้งข่าวไปทั่วเมืองเพื่อหาหมอมารักษาพระราชาให้หายป่วย หลังการประกาศก็มีหมอมาขอดูอาการของพระองค์เป็นจำนวนมาก แต่ทุกคนก็ต้องเดินทางกลับบ้านอย่างจนปัญญา เพราะวินิจฉันไม่ถูกว่าพระองค์ป่วยเป็นโรคอะไรกันแน่

จนกระทั่งมาถึงหมอท่านหนึ่งที่เลื่องลือว่าเป็นหมอเทวดาเพราะสามารถวินิจฉันและตรวจโรคได้อย่างแม่นยำ พอหมอตรวจดูอาการของพระราชาเรียบร้อยแล้ว ก็แจ้งให้พระองค์รับทราบว่า

อาการประชวรของพระองค์นั้น ต้องให้คนที่โชคดีที่สุดในเมืองนี้มารักษา โดยการนำเสื้อของเขามาวางที่เตียงนอนของพระองค์ แล้วโรคที่เป็นอยู่ก็จะได้รับการเยียวยาให้หายดี

เมื่อทราบเช่นนี้ เหล่าอำมาตย์ก็ให้ทหารออกไปตามหาคนที่โชคดีที่สุดทันที โดยการตั้งคำถามที่ว่า เขามีความสุขไหม? ถ้าใครตอบว่า มีความสุขที่สุดในชีวิต ก็ให้ขอเสื้อของคนนั้นมา เพื่อนำมาสู่ขั้นตอนรักษาพระราชาต่อไป

เหล่าทหารได้เที่ยวตามหาคนที่มีคุณสมบัติดังกล่าวทั่วเมือง แต่สิ่งที่ได้รับรู้คือ ทุกคนล้วนแต่ มีความทุกข์ กันทั้งนั้น ไม่ทุกข์เพราะญาติพี่น้องตาย ก็ทุกข์เพราะคนในครอบครัวมีปัญหา ทุกข์เพราะไม่มีอาหารการกิน ทุกข์เพราะความเป็นอยู่ในชีวิตไม่สมหวัง สรุปก็คือ เท่าที่พวกทหารไปเจอ ทุกคนต่างมีความทุกข์ด้วยกันทั้งสิ้น

ผู้ออกติดตามหาคนโชคดีจึงพากันคิดว่า คนที่มีความโชคดีและมีความสุข คงมีแต่ในนิทานและในจินตนาการเท่านั้น ทำให้พวกเขาตกลงกันว่าจะยุติการค้นหาบุคคลดังกล่าว แต่ในขณะที่กำลังสิ้นหวัง เหล่าทหารก็ได้ยินชายเลี้ยงแพะคนหนึ่งที่ไม่มีเสื้อสวมใส่ร้องเพลงด้วยอารมณ์ที่เปี่ยมสุขยิ่งนัก เหมือนไม่มีความทุกข์ใด ๆ มารบกวน

พวกทหารจึงได้เรียกให้ชายเลี้ยงแพะเข้ามาพบ แล้วถามว่า

ท่านมีความทุกข์ในชีวิตบ้างไหม?

ชายเลี้ยงแพะมองหน้าเหล่าทหารด้วยความรู้สึกประหลาดใจในคำถามนี้ พร้อมกับตอบด้วยใบหน้าเปี่ยมสุขและมีรอยยิ้มที่เบิกบานว่า

เท่าที่ผ่านมา ข้าคิดว่าตัวเองเป็นคนที่โชคดีและมีความสุขที่สุดในโลก เพราะการได้ชีวิตมาก็ถือว่าโชคดีอยู่แล้ว ยิ่งได้ตื่นเช้ามาเห็นดวงอาทิตย์ขึ้นและตกในแต่ละวัน ก็ถือว่าเป็นความโชคดีอย่างยิ่ง ได้ยินเสียงนกร้องเพลง ได้เห็นธรรมชาติที่สวยงามในแต่ละวัน แค่นี้ก็เพียงพอต่อการที่จะทำให้ชีวิตมีความสุขได้แล้ว ไม่เห็นจะต้องมีอะไรมากมายเกินความจำเป็น

เมื่อทหารได้ฟังคำพรรณานาของชายเลี้ยงแพะ พวกเขาได้ตกลงใจร่วมกันว่า นี่แหละคือคนที่โชคดีที่สุด ตัวแทนทหารจึงได้เล่าถึงการที่พวกตนได้ออกตามหาคนที่โชคดีที่สุดว่าเพื่ออะไร พร้อมกับเอ่ยปากขอเสื้อจากชายเลี้ยงแพะ ฝ่ายชายเลี้ยงแพะได้ฟังเช่นนั้น ก็ตอบด้วยใบหน้าที่เปื้อนรอยยิ้มอีกครั้งว่า

ถึงแม้ข้าจะมีความสุข แต่ท่านรู้ไหมว่า ข้าเองก็ไม่มีเสื้อสวมใส่เลย เพราะในตระกูลคนเลี้ยงแพะนั้นมีแต่คนยากจน

เมื่อเหล่าทหารได้ฟังเช่นนั้น ก็รู้สึกผิดหวังเป็นอย่างมากที่ไม่สามารถขอเสื้อจากชายเลี้ยงแพะได้ พวกเขาจึงกลับเข้าเมืองแล้วกราบทูลสิ่งที่เกิดขึ้นให้พระราชารับทราบ ครั้นองค์ราชาได้ฟังเรื่องดังกล่าว ก็ถึงกับต้องอุทานว่า

ข้าไม่นึกเลยว่าคนที่มีความสุข กลับเป็นคนที่ไม่มีแม้แต่เสื้อผ้าสวมใส่ ส่วนข้าแม้มีทุกอย่าง กลับอยู่อย่างไร้ความสุขสิ้นดี พวกเขานั่นแหละมีชีวิตที่น่าอิจฉามากกว่าข้า

ว่าดังนั้นแล้ว พระองค์ก็ขอให้เหล่าบริวารออกไปจากห้อง เพื่อที่จะได้มีเวลาอยู่กับตัวเอง และคิดไตร่ตรองถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับชาวเมืองผู้อยู่ใต้การปกครองของพระองค์ สุดท้ายพระราชาคิดได้ว่า ตรวบใดที่ชาวเมืองยังขาดแคลนอยู่ หน้าที่ของพระองค์ก็คือการรู้จักแบ่งปันให้แก่พวกเขา

ในที่สุด พระราชาก็ประกาศให้ข้าราชบริพารทั้งหลายช่วยกันนำสิ่งของต่าง ๆ ไปแจกแก่ประชาชน เพื่อให้การเป็นอยู่ของพวกเขาดีขึ้น พระราชาได้ทำหน้าที่เป็น ผู้ให้ อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ทว่าสิ่งที่น่าประหลาดใจก็เกิดขึ้นคือ พระองค์ได้หายจากโรคขาดความสุขอย่างน่าอัศจรรย์ เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้ พระราชาฉุกคิดได้ว่า

การที่คนเราจะมีความสุขนั้น ไม่ใช่อยู่ที่ว่าเรามีอะไรหรือเป็นอะไร มีมากหรือมีน้อย แต่สิ่งสำคัญ อยู่ที่ว่าเรารู้จักแบ่งปันสิ่งที่มีอยู่ให้กับคนอื่นหรือไม่ เพราะความสุขไม่ได้อยู่ที่การรอรับอย่างเดียว แต่อยู่ที่การรู้จักเป็นผู้ให้ด้วย

นับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา พระราชาผู้เคยเป็นโรคขาดแคลนความสุข ก็ไม่เคยว่างเว้นจากความสุขอีกเลย เพราะพระองค์ได้ค้นพบแล้วว่า บ่อเกิดของความสุขนั้นอยู่ที่ใด

นิทานธรรมะ เรื่อง อย่ามองข้ามสิ่งเล็กน้อย

นิทานธรรมะ เรื่อง อย่ามองข้ามสิ่งเล็กน้อย

เมืองแห่งหนึ่งเพียบพร้อมไปด้วยนักรบเก่ง ๆ จำนวนมาก ที่สำคัญพระราชาเองก็มีความชำนาญในการรบเป็นอย่างมาก จึงไม่มีใครกล้ามารุกรานเป็นเวลาช้านาน ไม่ว่าจะรบครั้งใดก็สามารถเอาชนะศัตรูได้ตลอดมาจึงเป็นที่เกรงขามของเมืองอื่น ๆ

ด้วยความที่พระราชาเชี่ยวชาญในการรบ จึงมีคนกล่าวชมในความสามารถของพระองค์ยิ่งนัก แม้ใหม่ ๆ จะไม่รู้สึกยินดีต่อคำชื่นชมนั้น แต่พอนานวันเข้า คำชมกลับมีผลต่อการบริหารบ้านเมืองของพระองค์ เพราะพระราชาเกิดหลงไหลในคำป้อยอของคนอื่น สิ่งที่ขาดหายไปหลังจากนั้นก็คือ พระองค์สั่งให้มีการซ้อมรับมือกับข้าศึกศัตรูรองเมืองเหมือนอย่างเคย

เมื่อหลงในคำชมมากเข้า จึงเป็นเหตุให้พระองค์เกิดความเลินเล่อในการบริหารบ้านเมือง เพราะหลงคิดว่าการมีกองทัพที่ดีอยู่แล้ว และความสามารถที่พระองค์มีอยู่ ก็เพียงพอที่จะเอาชนะศัตรูได้ทุกหมู่เหล่าในแผ่นดินนี้ ไยเล่าจะต้องกังวลต่อภัยที่จะเกิดขึ้นด้วย

ครั้นกาลเวลาดำเนินมาพอสมควร พร้อมกับความประมาทก็เริ่มฝังลงไปในใจของพระราชา แม้เหล่าอำมาตย์และทหารใกล้ชิดจะคอยชี้แนะ เพื่อให้พระองค์ใส่ใจในการปกครองบ้านเมืองเพียงใด แต่พระราชาก็ไม่ใส่ใจในถ้อยคำเหล่านั้น พระองค์ก็ยังทำตัวสนุกสนานไปวัน ๆ โดยไม่คิดระแวงภัยที่จะตามมาภายหลัง

ฝ่ายเจ้าเมืองที่เคยถูกพระราชารุกรานได้ทราบว่า พระราชาได้ใช้ชีวิตด้วยความประมาท ไม่สนใจบริหารบ้านเมืองเหมือนแต่ก่อน จึงสั่งให้เหล่ากองทัพเตรียมเข้าบุกเมืองของพระราชาผู้ประมาททันที เพื่อยึดมาเป็นเมืองขึ้นของตนให้ได้ และเพื่อเป็นการแก้แค้นที่เมืองของตนถคยถูกกระทำมาก่อน

เสียงปี่และแตรรบดังกังวานไปทั่วอาณาเขต พร้อมกับมีหนังสือท้ารบจากอีกเมืองหนึ่ง โดยประสงค์ที่จะประจันหน้ากับพระราชาผู้หลงตัวเอง ฝ่ายราชาผู้เชื่อมั่นในตนเอง เมื่อรู้ว่าข้าศึกมาท้ารบ ก็ได้สั่งการให้เหล่าทหารทุกคนเตรียมความพร้อมโดยที่พระองค์จะเป็นทัพหน้าไปปราบปรามก่อน

การเดินทางไปรบของพระราชาในครั้งนี้ เป็นการไปรบโดยการใช้พาหนะคือ ม้าศึก พระองค์จึงสั่งให้คนไปเตรียมม้าศึกที่เคยใช้ในการรบดั่งที่เคยเป็นมา แต่ด้วยความที่ไม่ได้ออกรบมานาน และไม่มีการเตรียมพร้อมในเรื่องนี้เลย คนดูแลม้าและตีเกือกม้าจึงไม่ได้เตรียมการไว้เช่นแต่ก่อน

การจะรีบตีเกือกม้าให้ทันการณ์ จึงไม่พร้อมเสียเลยในคราวครั้งนี้ เพราะช่างยังเหลือตะปูอีกตัวหนึ่งที่จะใช้ตีล็อกเกือกม้าให้ยึดแน่น ๆ ในขณะที่ม้าออกเดินและวิ่ง ช่างตีเกือกม้าจึงแสดงอาการกระวนกระวายต่อการแก้ไขสถานการณ์ในครั้งนี้เป็นอย่างยิ่ง

ฝ่ายพระราชาเมื่อเห็นว่าการเตรียมความพร้อมช่างเนิ่นช้าเสียจริง จึงเสด็จไปหาคนเตรียมม้าด้วยตัวเอง พร้อมกับถามว่า

มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมชักช้าจัง ไม่เห็นหรือไงว่าข้ารีบ

ทหารผู้เตรียมม้าศึกจึงกราบทูลให้พระองค์ได้ทราบว่า

ข้าแต่พระราชา ตะปูสำหรับยึดเกือกม้ายังขาดอยู่ 1 ตัว ข้าพระองค์กำลังให้นายช่างตีอยู่ เพื่อจะให้เกือกม้ามีความแน่นหนาถาวรในขณะที่ม้ากำลังวิ่ง

พระราชาได้ฟังดังนั้น ก็รู้สึกไม่พอใจในคำรายงานยิ่งนัก จึงตรัสด้วยอารมโมโหว่า

แค่นี้ก็ทำเป็นเรื่องมากไปได้ แค่ตะปู 1 ตัว ไม่มีผลต่อการสู้รบของข้าหรอก ข้ามีฝีมือดีพอที่จะกำราบคนที่มาบุกรุกเมืองของข้าได้ โดยไม่ต้องพึ่งตะปูเพียงดอกเดียวหรอก

ว่าแล้วพระองค์ก็ขึ้นหลังม้า และรีบบึ่งออกไปสู่สนามประลองตามที่ตกลงกับเจ้าเมืองที่มาท้ารบในทันที

เมื่อพระราชาทั้งสองเมืองมาเผชิญหน้ากัน และชี้แจงกฎแห่งการต่อสู้กันเรียบร้อยแล้ว ทั้งสองพระองค์ก็เริ่มสู้รบกัน เหมือนหนึ่งว่าเกลี่ยดกันมาหลายร้อยหลายพันชาติ ในขณะที่การสู้รบกำลังเป็นไปอย่างดุเดือด ทันใดนั้นม้าศึกของพระราชาที่ไม่ได้ตอกตะปูอีก 1 ดอกที่เกือกม้าเกิดสะดุดล้มลง เพราะเกือกที่หุ้มเท้าของม้าหลุด

ฝ่ายพระราชาผู้มาท้ารบเมื่อเห็นเช่นนั้น ก็เข้าจู่โจมอย่างสุดกำลัง ทำให้เป็นฝ่ายกำชัยชนะและยึดเมืองแห่งนั้นมาเป็นเมืองขึ้นของตน โดยที่พระราชาผู้หลงตัวเองได้แต่ตัดพ้อว่า เพราะความประมาทแท้ ๆ ตนจึงแพ้ในศึกครั้งนี้

นิทานธรรมะ เรื่อง มีสติ อย่าประมาท

นิทานธรรมะ เรื่อง มีสติ อย่าประมาท

มีชาวเผ่าเอสกิโมที่คนส่วนมากรู้จักว่า พวกเขาคือคนที่อาศัยอยู่ในถิ่นที่ปกคลุมไปด้วยน้ำแข็งจากขั้วโลกเหนือ ในขั้วโลกเหนือนั้นมีสัตว์ประเภทหนึ่งที่ชาวเอสกิโมนิยมนำมาทำเป็นอาหารก็คือหมี เพราะเนื้อของมันจะช่วยทำให้ร่างกายอบอุ่น สามารถที่จะทำให้มีชีวิตอยู่ต่อไปได้ท่ามกลางอากาศที่เหน็บหนาว

แต่การจะล่าหมีขั้วโลกเหนือไม่ใช่เรื่องง่ายนัก เพราะว่ามันเป็นสัตว์ตัวใหญ่ เวลามีศัตรูมารุกราน มันก็จะแสดงความดุร้ายเพื่อปกป้องตัวเองให้พ้นภัย น้อยนักที่จะเพลี่ยงพล้ำให้กับสัตว์ชนิดอื่น ๆ

ทว่าธรรมชาติก็ให้ความแตกต่างระหว่างคนกับสัตว์เดรัจฉาน เพราะแม้สัตว์จะมีพละกำลังเป็นของตัวเอง แต่มนุษย์ก็มีปัญญาเป็นอาวุธติดตัวมาเพื่อป้องกันตัวเอง หากฝึกฝนการใช้งานอยู่บ่อย ๆ ความฉลาดหลักแหลม ย่อมช่วยเหลือให้มนุษย์อยู่รอดปลอดภัยได้

เมื่อใช้กำลังแต่ไม่สามารถเอาชนะหมีขั้วโลกเหนือได้ง่าย ๆ ชนเผ่าเอสกิโมจึงเฝ้าสังเกตว่าหมีนั้นชอบกินอะไร คำตอบที่ได้รับก็คือ มันชอบกินเนื้อและเลือดของสัตว์ชนิดอื่น โดยเฉพาะแมวน้ำ ถือว่าเป็นอาหารอันโอชะของหมีขั้วโลกเหนือเลยทีเดียว

นักล่าในเผ่าจึงช่วยกันคิดวิธีล่าหมีขั้วโลกเหนือมาเป็นอาหาร โดยไม่เน้นที่การใช้กำลังเข้าต่อสู้เหมือนครั้งก่อน พวกเขาคิดร่วมกันว่าหากจะเอาชนะสัตว์ตัวใหญ่เช่นนั้นได้ ต้องมีแผนการแยบยล โดยที่เราเองก็ไม่ต้องบาดเจ็บหรือล้มตายเพราะการปะทะกับหมี

ความคิดอย่างหนึ่งที่ชนเผ่าเอสกิโมได้ตกลงร่วมกันและใช้ได้ผลก็คือ ทุกครั้งเมื่อมีการล่าหมีขั้วโลกเหนือ พวกเขาจะต้องฆ่าแมวน้ำ 1 ตัว แล้วนำเอาเลือดแมวน้ำเทลงไปในถังไม้ พร้อมกับนำมีดที่มีสองคม หรือสิ่งที่มีคมแช่ลงไปในถังนั้นด้วย

เมื่อถังที่แช่เลือดแมวน้ำแข็งตัวจนได้ที่ เหล่านักล่าก็จะนำถังไปวางไว้บริเวณที่หมีชอบมาหากิน แล้วจัดการผ่าถังไม้ออกให้เหลือแต่ก้อนน้ำแข็งที่เจือปนด้วยเลือด และมีของที่มีคมซ่อนไว้เท่านั้น เพื่อล่อให้หมีมาติดกับดักของพวกตน

ฝ่ายหมีขั้วโลกเหนือเมื่อได้กลิ่นเลือดของสัตว์อันเป็นอาหารอันโอชะของตนก็รีบมายังที่นั้นทันที โดยไม่เฉลียวใจแม้เพียงน้อยว่าอันตรายกำลังมาถึงตน พอมาถึงที่ดังกล่าว ก็จัดการใช้ลิ้นเลียกินก้อนน้ำแข็งที่มีเลือดในทันที โดยไม่เอะใจเลยว่ามีมีดคม ๆ ปักอยู่ด้านใน

เมื่อได้ลิ้มรสก้อนน้ำแข็งที่มีกลิ่นเลือดอยู่ด้วย ก็ทำให้หมียักษ์ลืมทุกอย่างที่เกิดขึ้น มันใช้ลิ้นเลียกินอย่างเอร็ดอร่อยในขณะเดียวกัน ลิ้นของมันก็ถูกมีดสองคมกรีดเป็นบาดแผลด้วย ยิ่งดื่มเลือดที่อยู่ในน้ำแข็ง และเลือดที่ไหลออกมาจากปากของตัวเองเท่าใด กำลังของมันก็ยิ่งถดถอยมากเท่านั้น

เมื่อดื่มกินก้อนน้ำแข็งไปได้สักพัก เจ้าหมีที่ไม่รู้จักระวังภัยที่เกิดขึ้นก็ล้มลงใกล้ ๆ ถังเลือดนั้น และกลายเป็นอาหารของชนเผ่าเอสกิโมในที่สุด โดยที่พวกเขาไม่ต้องลงแรงในการต่อสู้กับมันเลย

นิทานธรรมะ เรื่อง คำตอบที่ต้องจ่ายแพงกว่า

นิทานธรรมะ เรื่อง คำตอบที่ต้องจ่ายแพงกว่า

นักปราชญ์ท่านหนึ่งมีความเฉลียวฉลาดเป็นอย่างมาก เพราะมีความรู้ในศาสตร์ต่าง ๆ หลายสาขา โดยเฉพาะความรู้เกี่ยวกับวิธีพูดอย่างไรให้คนรัก หรือสร้างรายได้เพราะคำพูดของตัวเอง จึงทำให้มีผู้คนจำนวนมากมาขอสมัครเป็นลูกศิษย์

หนึ่งในผู้มาสมัครเป็นลูกศิษย์ ก็มีชายหนุ่มที่พูดมากรวมอยู่ด้วย ในขั้นตอนการรับตัวเป็นลูกศิษย์นั้น อาจารย์จะสอบสัมภาษณ์ด้วยตัวเอง โดยให้ลูกศิษย์แต่ละคนได้พูดแนะนำตัว และแสดงความคิดเห็นต่าง ๆ ที่แต่ละคนเห็นว่าเป็นข้อดีของตัวเอง

เมื่อมาถึงคิวของชายหนุ่มช่างพูด เขาก็พูดด้วยความรู้สึกมั่นใจเป็นอย่างยิ่ง และพูดในหลาย ๆ เรื่องไม่ยอมหยุด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่ไม่ค่อยมีสาระที่น่าจดจำ ทว่าอาจารย์ก็นั่งฟังด้วยท่าทางสงบนิ่ง โดยไม่โต้แย้งในทันที

ครั้นอาจารย์เห็นว่าเขาพูดมากพอแล้ว จึงบอกให้ชายหนุ่มหยุดพูด แล้วท่านก็กล่าวกับเขาว่า

หากเข้าต้องการเป็นลูกศิษย์ของเรา และมาฝึกการพูดที่นี่ ข้าขอเก็บค่าเรียนกับเจ้าเป็นสองเท่า โดยเจ้าต้องจ่ายแพงมากกว่าคนอื่น ๆ

อ้าว ทำไมเป็นอย่างนั้นล่ะท่านอาจารย์ ชายหนุ่มกล่าวแย้งด้วยความสงสัย

เหตุที่ต้องให้เจ้าจ่ายค่าเรียนแพงกว่าคนอื่น เพราะว่าข้าต้องสอนเจ้ามากกว่าคนอื่น ๆ นะสิ

จะสอนผมมากกว่าคนอื่น หมายความว่าอย่างไรครับ

เหตุผลมีอยู่ว่า เจ้าเป็นคนที่พูดมากเกินไป มากเสียจนไม่รู้ว่าสิ่งที่พูดนั้นคือเรื่องอะไร มีแก่นสาระหรือไม่ หากจะเป็นนักพูดที่ดีทำให้คนรักและประสบความสำเร็จเพราะการใช้คำพูดนั้น เจ้าต้องหัดเป็นผู้ฟังที่ดีด้วย

แล้วมันเกี่ยวอะไรกับค่าเรียนแพงด้วยละครับ

มันเกี่ยวซิ สำหรับคนอื่นนั้น ข้าเพียงสอนให้เขาฝึกพูดให้เป็นก็พอ แต่สำหรับเจ้า ข้าต้องฝึกการฟังให้ด้วย หลังจากนั้นจึงจะฝึการพูดให้ เพราะตอนนี้เจ้ารู้จักแต่การพูด แต่ไม่รู้จัการฟัง จึงเป็นเหตุให้ต้องจ่ายแพงกว่าคนอื่น

เมื่อชายหนุ่มฟังสิ่งที่อาจารย์กล่าว ทำให้เขารู้สึกสลดใจในความเป็นตัวเขามาก เพราะที่ผ่านมา เขามีแต่พูดอย่างเดียว โดยไม่สนใจที่จะเป็นผู้ฟังที่ดี หนำซ้ำคำพูดของเขาล้วนแต่เป็นเรื่องที่ไร้สาระมากกว่า ทำให้เขารู้สึกตัวและกล่าวขอบคุณที่อาจารย์เตือนสติ

ขอบคุณท่านอาจารย์มากครับที่เตือนสติผม ทำให้ผมรู้ว่าต้องจัดการกับคำพูดของตัวเองอย่างไร ต่อไปนี้ผมจะฝึกฟังให้มากขึ้น และฟังให้เป็น ก่อนที่จะพูดอะไรออกไป

ครั้นอาจารย์เห็นว่าชายหนุ่มรู้สึกสำนึกในการกระทำของตัวเองแล้ว จึงกล่าวให้ข้อคิดแก่เขาว่า

ที่จริงแล้ว ข้าไม่ต้องการค่าเรียนอะไรที่มากมายจากเจ้าหรอก เพียงแค่ต้องการสะกิดให้ตื่นขึ้นมาจากความหลงเฉย ๆ เมื่อเจ้ารู้ตัวแล้วก็เป็นสิ่งที่ดีสำหรับเจ้าเอง โปรดจำไว้ว่า เมื่อใดที่เราฟังเป็น เราจะฟังแต่สิ่งที่ดี และนำประโยชน์มาให้โดยส่วนเดียว แม้เรื่องนั้นจะเลวร้ายอย่างไร เราก็จะได้รับกำไรเพราะการฟังเป็นเสมอ และเมื่อใดที่รู้จักพูด คำพูดนั้นจะส่งเสริมให้เกิดประโยชน์อย่างมหาศาล ดังนั้น เจ้าจงเรียนรู้ที่จะเป็นผู้ฟังอย่างมีสติในทุกเรื่องราวที่ได้ยิน และเรียนรู้ที่จะพูดในโอกาสที่เหมาะกับกาลเทศะ แล้วเจ้าจะเป็นที่รักของคนอื่นตลอดไป