นิทานธรรมะ เรื่อง ใช่ว่าจะเหมือนกัน

นิทานธรรมะ เรื่อง ใช่ว่าจะเหมือนกัน

ป่าไม้แห่งหนึ่งอุดมไปด้วยสัตว์นานาชนิด รวมถึงเป็นที่หากินของคนที่มีอาชีพเป็นนายพราน และคนเก็บของป่าด้วยในป่าแห่งนี้ มีกระรอกน้อยตัวหนึ่งที่ชอบเที่ยวหาอาหารไปทั่ว พร้อมส่งเสียงหยอกล้อให้เกิดความสนุกสนานแก่สัตว์อื่น ๆ บางครั้งก็ส่งสัญญาณเตือนภัยให้แก่สัตว์ด้วยกัน

อยู่มาวันหนึ่ง ในขณะที่กระรอกกำลังหากินอยู่บนต้นไม้ก็มองเห็นงูเขียวตัวหนึ่งกำลังนอนอยู่ใต้ต้นไม้ที่ตัวกระรอกเองได้อาศัยอยู่ ขณะนั้นได้มีนายพรานคนหนึ่งกำลังเดินล่าสัตว์อยู่ในป่าแห่งนั้น กระรอกน้อยจึงร้องขึ้นฝ่ายนายพราณเมื่อได้ยินเสียงกระรอกร้อง ก็เดินไปดูที่ต้นไม้ว่ามีอะไรซ่อนอยู่

เมื่อเดินไปถึงที่ต้นเหตุที่ทำให้กระรอกร้อง นายพรานก็เห็นงูเขียวตัวหนึ่งนอนอยู่ที่ใต้ต้นไม้ ทำให้รู้ว่าเหตุการณ์ที่กระรอกร้องก็เพราะเห็นงูเขียวนั่นเอง แต่นายพรานก็ไม่ทำร้ายงูเขียวแต่อย่างใด ได้แต่เดินผ่านไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพราะรู้ว่างูเขียวนั้นคงไม่ทำร้ายใคร และนำไปเป็นอาหารก็ไม่ได้

ต่อมาก็มีนายพรานอีกคนเดินผ่านต้นไม้ที่งูเขียวนอนอยู่และได้ยินเสียงกระรอกร้องขึ้นอีก ก็รู้ทันทีว่าคงมีบางอย่างที่ต้นไม้แห่งนี้ จึงเดินเข้าไปเพื่อจะสำรวจสิ่งที่อยู่ใต้ต้นไม้ แต่พอนายพรานเห็นแต่งูเขียวก็เดินจากไปทันที โดยไม่ใส่ใจงูเขียวที่นอนอยู่เลย

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นอยู่ในสายตาของงูเห่าโดยตลอด ทำให้มันคิดว่าเหตุที่นายพรานเดินผ่านไปเฉย ๆ โดยที่ไม่ทำร้ายงูเขียว คงเป็นเพราะมีต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์คอยคุ้มครอง จึงทำให้งูเขียวมีชีวิตอยู่อย่างปลอดภัย งูเห่าจึงเลื้อยไปยังที่ดังกล่าว แล้วไล่งูเขียวให้ไปอยู่ที่อื่น โดยที่ตัวเองเข้าไปอยู่แทนที่งูเขียวนั้น

เหตุการณ์ที่งูเห่ากำลังไล่งูเขียว ก็ปรากฏแก่สายตาของกระรอกเช่นเดียวกัน เมื่อกระรอกเห็นว่ามีนายพรานเดินผ่านมาก็ร้องส่งเสียงเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา โดยมีงูเห่านอนฟังเสียงและคิดว่าคงไม่มีอะไรเกิดขึ้นแน่นอน

เมื่อนายพรานคนที่สามเดินผ่านมา และได้ยินเสียงกระรอกร้อง ก็ทำให้เขาต้องคิดตามสัญชาตญาณของผู้ล่า นายพรานได้เดินเข้าไปดูที่ใต้ต้นไม้ แล้วสิ่งที่เขาเจอก็คืองูเห่าตัวหนึ่งกำลังนอนอย่างสบายใจ ซึ่งดูผิดแปลกไปจากงูเห่าตัวอื่น ๆ

แม้งูเห่าจะได้ยินเสียงการเดินมาของนายพราน ทว่าด้วยความเชื่อว่าต้นไม้นั้นมีความศักดิ์สิทธิ์ และสามารถคุ้มครองตนให้ปลอดภัยได้ มันจึงได้แต่นอนนิ่งเฉย โดยไม่มีการระวังตัวแต่อย่างใด

เมื่อเป็นเช่นนั้น งูเห่าจึงถูกนายพรานจับตัวอย่างง่ายดายและถูกนำไปทำเป็นอาหารในที่สุด ครั้นก่อนจะตาย งูเห่าได้แต่เฝ้าถามสิ่งที่เกิดขึ้นว่า ทำไมงูเขียวถึงไม่ถูกจับ แต่ทำไมตัวของมันเองกลับต้องถูกนายพรานทำร้ายถึงแก่ชีวิตด้วย ทว่าเจ้างูเห่าก็ไม่มีโอกาสที่จะได้รับคำตอบนั้นเลย

นิทานธรรมะ เรื่อง ความสุขที่สร้างได้

นิทานธรรมะ เรื่อง ความสุขที่สร้างได้

นักธุกิจคนหนึ่ง มีทรัพย์สินและสิ่งที่ต้องรับผิดชอบอยู่มาก อยู่มาวันหนึ่ง เขาได้นั่งทบทวนสิ่งที่ควรได้ใช้สอยจากชีวิตที่เหลืออยู่ของตัวเอง กลับพบว่า แท้จริงแล้วชีวิตไม่ได้ต้องการวัตถุมาปรนเปรอมากมายแต่อย่างใด แต่ใจที่สงบต่างหาก คือสิ่งที่ชีวิตใฝ่หา

เมื่อไตร่ตรองถึงความต้องการของชีวิตจนพบคำตอบแล้ว เขาจึงลาออกจากบริษัทที่เคยครอบครองมานาน โดยเขาเลือกที่จะไปสร้างบ้านหนึ่งหลังที่พออยู่ได้กับครอบครัว ในที่ที่เห็นว่ามีความสงบ และสามารถที่จะอยู่กับผู้อื่นได้อย่างผาสุก

ครั้นมาอยู่ที่บ้านหลังใหม่ และเห็นว่าตัวเองมีความชอบในการทำและซ่อมแซมเฟอร์นิเจอร์ เขาจึงเริ่มนำเฟอร์นิเจอร์ของตัวเองที่ผุพังออกมาซ่อมแซม ทุกครั้งที่ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองถนัดและชอบใจ เขาก็สัมผัสได้ถึงความสุขที่เกิดขึ้นในใจของตน

เมื่อซ่อมแซมสิ่งที่มีอยู่ในบ้านเป็นประจำ จนชาวบ้านที่อยู่ในหมู่บ้านเห็นว่าเขามีความชำนาญในด้านนี้จริง ๆ ก็มีชาวบ้านนำเฟอร์นิเจอร์มาให้เขาซ่อมแซมให้ โดยที่เขาก็ยินดีที่จะซ่อมให้โดยไม่คิดค่าตอบแทน

แม้ชาวบ้านจะให้ค่าตอบแทน หรือเขาทนต่อการรบเร้าไม่ได้ แต่ชายผู้มีความสุขกับการแบ่งปัน ก็เลือกที่จะรับค่าตอบแทนเพียงเล็กน้อย เพื่อไม่ให้ผู้ที่นำเฟอร์นิเจอร์มาซ่อมรู้สึกเสียน้ำใจ ด้วยเหตุนี้ เขาจึงเป็นที่รักของคนในชุมชนยิ่งนัก

ยิ่งนานวันเข้า ชายผู้เลือกที่จะใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ก็มีงานเพิ่มมากขึ้นจากการซ่อมแซมสิ่งต่าง ๆ ที่ชาวบ้านนำมาให้แก้ไข ทว่าสิ่งที่แตกต่างจากการทำงานในครั้งนี้ก็คือ แทนที่เขาจะรู้สึกทุกข์เหมือนเมื่อครั้งที่ทำงานบริษัท กลับมีความสุขในสิ่งที่กำลังทำ แม้ค่าตอบแทนจะเป็นเพียงแค่น้ำใจเพียงเล็กน้อยก็ตาม

ด้วยความที่หมั่นช่วยเหลือผู้อื่นเป็นประจำ และด้วยความที่มีคนสนับสนุนให้เขาเปิดร้านจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ ชายผู้มีความสุขกับการแบ่งปันจึงปรึกษากับภรรยา จึงเป็นเหตุให้เขาได้ตัดสินใจเปิดร้านขายเฟอร์นิเจอร์ในที่สุด แต่การเปิดกิจการในครั้งนี้เขามีข้อแม้อยู่ว่า ต้องมีความสุขใจเป็นที่ตั้ง โดยมีการแบ่งปันระหว่างเขาและลูกค้าเป็นหลัก

สิ่งหนึ่งที่ช่างเฟอร์นิเจอร์ได้ค้นพบจากการทำงานก็คือความสุขของเขา ไม่ใช่อยู่ที่การทำเฟอร์นิเจอร์แล้วขายได้ราคาเท่าไหร่ แต่กลับสนใจว่า คนที่มาหานั้นต้องการในสิ่งที่เขาทำจริง ๆ หรือไม่

แม้บางคนอาจจะไม่มีเงินทองมากมายที่จะมาซื้อของจากเขา แต่เมื่อเห็นว่าไม่เหลือบ่ากว่าแรงที่จะขาย ชายผู้มีความสุขกับการเป็นผู้ให้ ก็ยินดีที่จะมอบสิ่งนั้นแก่คนที่ต้องการโดยไม่มีเกี่ยงงอน

เขาได้ค้นพบว่า แท้จริงแล้ว ความสุขของคนเราอยู่ที่การรู้จักทำใจให้รักในสิ่งที่ทำ และอยู่ที่การได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรักตลอดถึงการรู้จักทำใจให้อยู่กับความพอดีของชีวิตให้ได้ แล้วจะมีความสุขทุกขณะ แม้จะเป็นคนที่ไม่ค่อยมีวัตถุมากมายไว้ในครอบครอง

นิทานธรรมะ เรื่อง กำไรจากเรื่องร้าย ๆ

นิทานธรรมะ เรื่อง กำไรจากเรื่องร้าย ๆ

เศรษฐีคนหนึ่งมีฐานะร่ำรวยมาก ไม่ว่าจะทำธุรกิจอะไรทุกอย่างล้วนสร้างกำไรให้แก่เขาเสมอ เศรษฐีมีลูกด้วยกันทั้งหมด 7 คน แบ่งเป็นผู้ชาย 3 คน ผู้หญิงอีก 4 คน ทุกคนในครอบครัวต่างอยู่ด้วยกันอย่างมีผู้มีน้ำใจเอื้ออารีต่อกันเรื่อยมา

ในบรรดาสมบัติที่เศรษฐีมีอยู่ ก็มีจำนวนสัตว์เลี้ยงต่าง ๆ รวมอยู่ด้วย เช่น อูฐ โค ลา แพะ และแกะ ซึ่งสัตว์เหล่านี้เมื่อมีการจำหน่ายออกไปในแต่ละครั้งก็จะนำรายได้มาสู่ครอบครัวของเศรษฐีเป็นจำนวนมาก

ด้วยความที่เป็นผู้มั่งคั่งในสมบัติ เศรษฐีจึงต้องมีการบริหารจัดการสิ่งที่มีอยู่อย่างรอบคอบ ทำให้ท่านเป็นคนที่ได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ อย่างผู้มีปัญญามาโดยตลอด

การที่เศรษฐีต้องอยู่กับการบริหารมาโดยตลอด ต้องทนแรงเสียดทานต่าง ๆ จากการค้าขาย หรือต้องเกี่ยวข้องกับการได้กำไรและการขาดทุนอยู่เรื่อย ๆ จึงมองเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทำให้รู้จักปล่อยวางได้เมื่อมีเหตุการณ์ร้าย ๆ เกิดขึ้น

อยู่มาวันหนึ่ง ซึ่งถือว่าเป็นวันที่เหตุการณ์ร้าย ๆ ได้มารุมเร้าในคราวเดียวกัน มีชาย 4 คนที่เป็นคนรับใช้ของเศรษฐีที่ได้ไปปฏิบัติภารกิจที่แตกต่างกันออกไป วิ่งหน้าตาตื่นมาหา พอมาถึงทุกคนก็รีบแจ้งข่าวให้ท่านทราบในทันที

คนที่ 1 แจ้งให้ทราบว่า
ท่านเศรษฐีครับ ผมมีข่าวร้ายจะแจ้งให้ท่านได้ทราบ คือมีโจรมาดักปล้นโคและลาที่ท่านมอบหมายให้พวกผมไปเลี้ยง พวกผมต่อสู้จนสุดความสามารถแล้ว แต่ไม่สามารถต้านทานพวกโจรได้ผมและเพื่อนจึงรีบหนีมาแจ้งข่าวให้แก่ท่าน โดยปล่อยให้พวกมันต้อนโคและลาไป

เศรษฐีได้รับฟังเรื่องราวที่เกิดขึ้น แทนที่จะแสดงอาการตกใจ กลับมีสีหน้าที่ดูปกติ ไม่หวั่นไหวต่อเรื่องราวที่ได้ยิน พร้อมกับกล่าวอย่างคนที่รู้เท่าทันว่า

ก็ไม่เห็นจะต้องเสียใจอะไร

ส่วนคนที่ 2 ที่รออยู่ เมื่อเห็นว่าชายคนที่ 1 แจ้งข่าวให้เศรษฐีจบลงแล้ว จึงกล่าวขึ้นว่า
ท่านเศรษฐีครับ ผมก็มีข่าวร้ายมาแจ้งให้ท่านทราบเช่นกัน เรื่องมีอยู่ว่า ในขณะที่ผมกำลังต้อนฝูงแกะไปเลี้ยง ได้เกิดฟ้าผ่าลงมายังฝูงแกะเหล่านั้น ทำให้แกะตายทั้งหมด ส่วนผมรอดชีวิตมาได้

ก็ไม่เห็นจะต้องเสียใจอะไร เศรษฐีกล่าวเหมือนกับว่านั่นไม่ใช่ปัญหาที่ต้องหนักใจแต่อย่างใด

คนใช้คนที่ 3 ที่ตั้งตารอคอย เมื่อชายคนที่ 2 กล่าวจบลง ก็รีบรายงานด้วยสีหน้าที่แฝงไว้ด้วยความกลัวว่า
ท่านเศรษฐีครับ ในขณะที่ผมกำลังเลี้ยงอูฐอยู่ ก็มีพวกโจรบุกเข้ามาปล้นอูฐของท่านไปทั้งฝูง ผมและเพื่อน ๆ ไม่สามารถต่อกรกับพวกโจรได้เลย จึงได้แต่หนีกลับมาแจ้งให้ท่านได้รับทราบในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หวังว่าท่านคงให้อภัยแก่พวกผมที่ไม่สามารถรักษาสมบัติของท่านไว้ได้

ก็ไม่เห็นจะต้องเสียใจอะไร เศรษฐีกล่าวด้วยกิริยาที่ดูปกติ

เมื่อชายคนที่ 3 รายงานสถานการณ์จบลง ชายคนที่ 4 ได้แต่ยืนนิ่ง ๆ เหมือนอยากจะบอกให้ท่านรับรู้ แต่อีกความคิดหนึ่งก็กลัวว่าท่านรับไม่ได้ แต่เมื่อเห็นเศรษฐีจ้องมองมาที่ตนเหมือนต้องการคำตอบ จึงกล่าวขึ้นว่า

ท่านเศรษฐีครับ ก่อนอื่นผมขอให้ท่านทำใจดี ๆ นะครับ เพราะเรื่องที่ผมจะแจ้งนี้ เป็นสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด และไม่อยากให้มันเกิดขึ้นเลย

อ้าว มีเรื่องอะไรก็ว่ามา ไม่ต้องห่วงเราหรอก เศรษฐีกล่าวกับคนรับใช้เพื่อให้เขาคลายกังวล

คืออย่างนี้ครับท่าน ก่อนที่ผมจะมาที่นี่ ผมอยู่ในเหตุการณ์ที่ลูกของท่านทั้งหมดกำลังกินเลี้ยงกับเพื่อน ๆ แต่ในขณะที่พวกลูก ๆ ของท่านกำลังเลี้ยงฉลองกันอย่างเพลิดเพลินอยู่นั้น ปรากฏว่าเกิดฝนตกและพายุกระหน่ำลงมาอย่างหนัก ทำให้เกิดฟ้าฝ่าลงมายังกลุ่มลูก ๆ ของท่าน เป็นเหตุให้บุตรและธิดาของท่านตายทั้งหมดในทันที

ปรากฏว่าเมื่อเศรษฐีฟังข่าวร้ายทั้งหมดจบลง แทนที่จะแสดงอาการเสียใจ ท่านกลับตั้งสติในการรับฟังข่าวร้ายทั้งหมดได้ เหมือนดั่งว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเพียงเรื่องธรรมดา แม้จะมีอาการตกใจอยู่บ้างเมื่อฟังเรื่องลูกทั้งหมดที่ตายไปในคราวเดียวกัน แต่พอตั้งสติได้ ท่านก็แสดงอาการประหนึ่งว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่สามารถรับได้

ครั้นคนใช้ทั้ง 4 คนเห็นเศรษฐีไม่แสดงอาการสะทกสะท้านต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก็เกิดความสงสัยยิ่งนักว่าทำไมท่านจึงทำใจได้ต่อเรื่องร้าย ๆ ที่เข้ามากระทบ เมื่อถูกถามเช่นนี้ เศรษฐีจึงกล่าวเหมือนคนทีรู้จักทำใจเป็นว่า

เมื่อเราเกิดมาในโลกนี้ ความจริงที่ฟ้องให้รับรู้อยู่เสมอก็คือ เราเกิดมาเพียงตัวเปล่า ๆ เท่านั้น ไม่มีสิ่งใดติดตัวเรามาเลย แม้เกิดมาแล้วพวกเราพากันแสวงหาสิ่งต่าง ๆ ที่มีอยู่บนโลกมากบ้างน้อยบ้างตามกำลังของแต่ละคน แต่สุดท้ายก็ไม่มีใครนำสิ่งที่มีอยู่ติดตัวไปได้แม้เพียงสิ่งเดียว ดังนั้น เมื่อเหตุการณ์ร้าย ๆ เกิดขึ้น ทั้งแก่คนอื่นหรือแก่เรา ตัวเราเองก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะเรียกร้องให้เป็นไปอย่างที่ต้องการได้ทั้งหมด นอกจากเรียนรู้ที่จะยอมรับ และทำใจเพื่อเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้น แล้วเราจะรู้สึกว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เกิดขึ้นเพื่อให้เราต้องยึด หรือต้องทุกข์ไปกับมันแต่อย่างใด

นิทานธรรมะ เรื่อง คิดแปลกแยก จึงแตกสามัคคี

นิทานธรรมะ เรื่อง คิดแปลกแยก จึงแตกสามัคคี

มีลาฝูงหนึ่งอาศัยอยู่ด้วยกัน ทุกวันพวกมันจะออกไปหากินหญ้าตามชายป่าและทุ่งหญ้าอย่างสบายใจ แต่โดยธรรมชาติของฝูงลานั้น มักจะมีการอพยพไปในที่ต่าง ๆ เสมอ เมื่อเห็นว่าหญ้าที่เป็นอาหารของตนกำลังจะหมดไป

อยู่มาปีหนึ่ง ฝูงลาได้ตกลงกันว่าจะย้ายถิ่นใหม่ ทั้งหมดจึงพากันเดินทางไปยังอีกที่แห่งหนึ่งซึ่งมีภูมิประเทศที่อากาศหนาวมาก และมีฝนตกโปรยปราย โดยหวังว่าที่แห่งใหม่นี้จะมีหญ้าอ่อนให้พวกตนกินได้อย่างไม่ต้องกังวล

เมื่ออพยพมาอยู่ใหม่ ๆ ลาทุกตัวต่างก็มีความสุขกันถ้วนหน้า เพราะที่แห่งใหม่อุดมไปด้วยหญ้ามากมายเพียงพอต่อลาทุกตัว พอกินอิ่มก็พากันนอนพักผ่อนอย่างสบายใจ บ้างก็ถ่ายมูลไว้ในบริเวณนั้น โดยไม่ต้องกังวลว่าจะมีลาตัวใดมาติเตียน

ครั้นเวลาผ่านไปสักระยะหนึ่ง ก็มีลาหนุ่มตัวหนึ่งคิดแตกต่างออกไปจากเพื่อน ๆ คือมันคิดว่าสถานที่ที่พวกมันอยู่อาศัยนี้ น่าจะมีการแบ่งเขตแดนสำหรับเป็นที่หากินของลาแต่ละตัว จึงได้เรียกลาที่มีอยู่มาประชุมกัน เพื่อแบ่งที่ทำกินของแต่ละตัวให้ชัดเจน

เมื่อบรรดาลามาประชุมกัน และรับรู้ความคิดของลาที่คิดไม่เหมือนลาตัวอื่น ความคิดของฝูงลาก็เริ่มแตกแยกกันออกไปในทันที พวกหนึ่งไม่เห็นด้วยที่มีการแบ่งที่กันอยู่เช่นนี้ เพราะพวกเขามองว่านั่นคือจุดเริ่มต้นของอันตรายที่จะเกิดขึ้นแก่พวกพ้องที่เป็นลาด้วยกันในอนาคต

แต่อีกพวกหนึ่งกลับเห็นว่าเป็นสิ่งที่ดี ไม่เห็นว่าจะเสียหายตรงไหน หนำซ้ำจะทำให้ลาแต่ละตัวมีทีหากินอย่างสะดวกสบาย โดยไม่ต้องระแวงว่าจะมีใครมาแย่งหญ้าไปจากพื้นที่ของตน อีกพวกจึงสนับสนุนให้มีการแบ่งพื้นที่อย่างสุดกำลัง

เมื่อการประชุมถูกลงมติ และลาส่วนมากเห็นว่าการแบ่งที่ทำกินเป็นสิ่งที่ควรทำ บรรดาลาที่ไม่เห็นด้วยจึงพากันอพยพไปอยู่ที่อื่น ซึ่งไม่ต้องมีการแบ่งเขตในการหากิน คงเหลือไว้แต่พวกที่เห็นว่าการแบ่งเขตเป็นสิ่งที่ดี

บรรดาลาที่เห็นพ้องกับความคิดของลาหนุ่ม ซึ่งเห็นว่าการแบ่งเขตหากินเป็นสิ่งที่ควรทำ ได้พากันแบ่งพื้นที่ด้วยการถ่ายมูลของตนเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของ และมีกติการ่วมกันว่าห้ามไม่ให้มีการล่วงเกินที่ของลาตัวอื่น หากฝ่าฝืนถือว่าเป็นการผิดกฏ

หลังจากแบ่งเขตในการหากินเรียบร้อยแล้ว ใหม่ ๆ ลาทุกตัวก็รู้สึกยินดีที่ชีวิตมีความเป็นส่วนตัว มีอิสระที่จะกิน นอน หรือถ่ายมูลได้อย่างสบายใจ โดยไม่ต้องเกรงใจลาตัวอื่น เวลาจะถ่ายมูลครั้งใด ลาแต่ละตัวก็จะถ่ายตามเส้นที่แบ่งกั้นเขตแดนไว้ เพื่อให้ตัวอื่นรู้ว่านี่คืออาณาจักรของตน

เมื่อกาลเวลาผ่านไปนานเข้า ลาทุกตัวที่เคยหันหน้าคุยกันก็เริ่มห่างเหินกันเรื่อย ๆ แต่ละตัวไม่รู้สึกสนใจไยดีที่จะเป็นห่วงเพื่อน ๆ เหมือนอย่างที่เคยเป็นมา พวกมันเริ่มรู้สึกชินชาที่จะอยู่กับการแบ่งเขต และไม่คิดที่จะย้ายไปที่แห่งใหม่อีกเลย เพราะพวกมันคิดว่าที่แห่งนี้แหละให้อิสรภาพที่แท้จริง

ทว่าทุกอย่างย่อมมีวันเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา เมื่อฤดูหนาวย่างกรายเข้ามา หญ้าที่เคยเขียวชอุ่มและเป็นอาหารอันโอชะของลาก็เริ่มเหี่ยวแห้งลงและตายไปในที่สุด พื้นทุ่งหญ้าถูกปกคลุมด้วยอากาศที่หนาวเหน็บ พร้อมกับมีฝนโปรยปรายมาเป็นระยะ ส่งผลให้อากาศที่หนาวอยู่แล้วเพิ่มความหนาวมากกว่าเดิม

ฝ่ายลาแต่ละตัวที่วันนี้ต่างก็แตกแยกกันทางความคิดแล้ว แม้จะรู้สึกว่าอยากปรึกษากับเพื่อน ๆ ที่อยู่ใกล้ตน ทว่าพอมองเห็นมูลที่ตนเองถ่ายเพื่อแบ่งเขตไว้ และคิดว่าจะเสียศักดิ์ศรี หากตนเองเอ่ยปากคุยกับเพื่อนก่อน ก็ไม่กล้าที่จะพูดคุยเพื่อหาทางออกในเรื่องหญ้าที่เริ่มหมด และอากาศที่หนาวเหน็บ

ในที่สุด ลาทุกตัวก็ได้แต่นอนอยู่ในพื้นที่ของตน พร้อมกับเผชิญความหนาวเย็นของอากาศ และความหิวโหยที่เข้ามาเยือนทุกวัน จึงเป็นเหตุให้ลาที่มีอยู่ในกลุ่มเริ่มตายลงที่ละตัว ๆ เพราะความหนาวและความหิวเข้ามาเล่นงาน

นิทานธรรมะ เรื่อง ความสุขใกล้ตัว

นิทานธรรมะ เรื่อง ความสุขใกล้ตัว

ขงจื้อ เป็นนักปราชญ์ที่ชอบเดินทางเพื่อไปสอนผู้คนให้เข้าใจชีวิต ด้วยหลักคุณธรรมที่เป็นไปเพื่อความถูกต้องดีงาม การเดินทางไกลและบ่อยครั้งถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับขงจื้อ เพราะท่านถือว่าเป็นการแสวงหาความรู้ และทำหน้าที่ถ่ายทอดสรรพวิชาที่ตัวเองมี

มีอยู่ครั้งหนึ่ง ในขณะที่เดินทางผ่านหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ขงจื้อได้เห็นชายชราสูงวัยคนหนึ่ง มีใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใสตลอดเวลา ขณะเดียวกันก็ดีดพิณและร้องเพลงไปด้วย ดูอิริยาบทไหนของชายชราก็สัมผัสได้ว่า ผู้เฒ่าท่านนี้ช่างมีความสุขเสียจริง เมื่อขงจื้อเห็นเช่นนั้นก็หยุดเพื่อสนทนากับขายผู้ผ่านโลกมานาน โดยถามไถ่ขึ้นว่า

ขออภัยท่านผู้เฒ่า ข้าขอสนทนากับท่านหน่อยจะได้ไหม?

ได้สิท่าน ไม่เห็นว่าจะเป็นธุระที่หนักหนาอะไร

ท่านมีอายุเท่าไหร่แล้ว? ขงจื้อถามด้วยถ้อยคำและกิริยาที่สุภาพ

๙๐ ปี เห็นจะได้

ในสายตาของข้า มองว่าท่านช่างเป็นคนที่ดูมีความสุขเหลือเกิน แม้จะมีอายุมากแล้ว แต่ดูความเบิกบานไม่ได้ร่วงโรยไปกับกาลเวลาที่ผ่านไปเลยแม้แต่น้อย ข้าอยากทราบว่าท่านมีวิธีการใช้ชีวิตอย่างไรจึงดูผ่องใสยิ่งนัก

เมื่อผู้เฒ่าได้รับทราบความสงสัยของท่านขงจื้อ จึงมองมาที่เจ้าของคำถามอย่างเพ่งพินิจ แล้วจึงตอบถำถามนั้นด้วยใบหน้าที่เบิกบานว่า

ข้าเองก็ไม่ได้มีเทคนิคพิเศษอะไรมากมายนักหรอก ข้ามีเพียงวิธีคิดในการดูแลชีวิตของตัวเอง ๔ ข้อ เท่านั้นคือ

ข้อที่ ๑ มีคนบอกว่า การเกิดเป็นมนุษย์ คือความโชคดี ในเมื่อข้าเกิดเป็นมนุษย์แล้ว จึงมีความยินดีว่าตัวเองก็เป็นคนที่โชคดีในการเกิดมาในครั้งนี้

ข้อที่ ๒ มีคนบอกว่า การเกิดมาเป็นผู้ชาย คือความโชคดี เพราะอย่างน้อยก็ไม่ต้องดูแลร่างกายตัวเองมาก หรือยุ่งยากเหมือนผู้หญิง ในเมื่อข้าเองก็เกิดมาเป็นผู้ชายเช่นเขาว่า ข้าจึงมีความยินดีว่าตัวเองก็เป็นคนที่โชคดีเช่นกัน

ข้อที่ ๓ มีคนบอกว่า คนเราเกิดมาล้วนต้องตาย มีทั้งตายในขณะที่อายุยังน้อย วัยกลางคน กระทั่งแก่เฒ่าตายไป ในเมื่อข้ามีอายุมาถึง ๙๐ ปี โดยที่ยังไม่ถูกความตายมาพลัดพรากไป ข้าจึงยินดีว่าตัวเองช่างเป็นคนที่โชคดีเหลือเกิน ที่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ถึง ๙๐ ปี

ข้อที่ ๔ มีคนบอกว่า การมีชีิวิตที่เป็นอยู่อย่างปกติ มีร่างกายที่แข็งแรง มีจิตที่เบิกบาน ไม่ถูกความโลภ โกรธ หลง เล่นงาน ถือว่าเป็นความโชคดี ข้าจึงมีความยินดีว่าตัวเองมีชีวิตมาจนถึงปัจจุบัน มีชีวิตอยู่อย่างเรียบง่าย แม้ไม่ร่ำรวยนัก แต่ก็รู้สึกว่าความโลภ ความโกรธ ความหลง ไม่สามารถบีบคั้นให้ต้องทำตามมันได้ ข้าจึงยินดีว่าชีวิตของข้าช่างโชคดีเหลือเกิน

เมื่อขงจื้อได้ฟังท่านพ่อเฒ่ากล่าวเช่นนี้ ก็สัมผัสได้ว่า ผู้เฒ่าได้เข้าถึงสัจธรรมของชีิวิตอย่างถ่องแท้ จึงถามพ่อเฒ่าต่อไปอีกว่า

เหตุใดท่านจึงมีวิธีคิดเช่นนี้ได้?

พ่อเฒ่าผู้เดินทางผ่านกาลเวลามานาน จึงกล่าวอย่างคนที่รู้เท่าทันความจริงของชีวิตว่า

ข้าคิดอยู่เสมอว่า ชีวิตของเราไม่มีอะไรแน่นอนสักอย่าง มีเพียงร่างกายและจิตใจเท่านั้น ที่พอจะเข้าข้างตัวเองได้ว่าเป็นสมบัติที่เรามีอยู่ เราจึงควรใช้กายและใจนี้ ให้ดำเนินไปอย่างรู้คุณค่า ด้วยการฝึกฝนให้มันเป็นไปในทางที่ดีและถูกต้อง แล้วชีวิตจิตใจที่เรามีอยู่นี้ ก็จะคอยดูแลตัวเราให้มีความเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย แต่ไม่ใช่ความมักง่าย เพราะความสุขของคนเรานั้น แท้จริงแล้วก็เริ่มที่จิตใจของเราเอง เมื่อเราเข้าใจสิ่งที่อยู่ใกล้ ๆ ตัว ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมาทีหลัง ก็จะไม่ใช่เรื่องยุ่งยากแต่อย่างใด

นิทานธรรมะ เรื่อง อยู่อย่างรู้คุณค่า

นิทานธรรมะ เรื่อง อยู่อย่างรู้คุณค่า

อาจารย์ท่านหนึ่ง มีลูกศิษย์อาศัยอยู่ด้วยเป็นจำนวนมาก สาเหตุที่มีผู้คนมาเคารพนับถือและยอมรับที่จะเป็นลูกศิษย์ ก็เพราะท่านมีความรู้ความสามารถในการถ่ายทอดวิชาด้วยเทคนิคที่เต็มไปด้วยความชำนาญและชาญฉลาด

อยู่มาวันหนึ่ง อาจารย์ได้พาลูกศิษย์ไปที่แม่น้ำ โดยท่านจะอาศัยจังหวะนี้เป็นช่วงเวลาในการสอนลูกศิษย์ให้มีความรู้เกี่ยวกับความเพียรพยายามที่จะมีชีวิตอยู่อย่างรู้คุณค่า

เมื่อเห็นว่าลูกศิษย์พร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งที่ท่านต้องการจะถ่ายทอดแล้ว จึงเรียกลูกศิษย์ 1 คนมาเป็นอาสาสมัครในการเรียนรู้วิชาในครั้งนี้ ครั้นอาจารย์กล่าวจบลงก็มีลูกศิษย์ที่อาสาเป็นผู้ช่วยมายืนต่อหน้าท่าน

ครั้นเห็นว่าทุกอย่างลงตัวแล้ว อาจารย์ก็พาลูกศิษย์เดินลงไปที่ริมแม่น้ำ แล้วก็จับศีรษะของลูกศิษย์กดลงไปในน้ำทันที ฝ่ายลูกศิษย์เมื่อเห็นอาจารย์กดลงเช่นนั้น เมื่อเวลาผ่านไปสักครู่ก็รีบตะเกียกตะกายอย่างสุดแรงเกิด

อาจารย์จับลูกศิษย์กดน้ำอยู่อย่างนั้น 3 ครั้งก็หยุด เมื่อเห็นว่าบทเรียนที่ต้องการสอนสมบูรณ์แล้ว จึงกล่าวชื่นชมลูกศิษย์ที่มีความกล้าที่จะเป็นคนถูกทดสอบในครั้งนี้ พร้อมกับถามลูกศิษย์ว่า ในขณะที่อาจารย์กดศีรษะเจ้าลงไปในน้ำ เจ้ามีความต้องการสิ่งใดมากที่สุด

ผมต้องการอากาศหายใจมากที่สุดครับ ลูกศิษย์ตอบพร้อมกับแสดงสีหน้าที่ดูเหมือนว่าอากาศนั้นเป็นสิ่งสำคัญมากกว่าสิ่งใด

ในขณะนั้น ความต้องการลาภ ยศ สรรเสริญ และเงินทองต่าง ๆ เกิดขึ้นในใจของเจ้าบ้างไหม? อาจารย์ถามต่อ

ไม่มีเลยครับ ผมต้องการเพียงอากาศให้สามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปก็เพียงพอแล้ว ไม่ได้คิดเรื่องอื่นเลยครับ

ลูกศิษย์มองมาที่อาจารย์ของตน เขาใช้เวลาครุ่นคิดอยู่สักครู่หนึ่งแล้วจึงตอบอาจารย์ว่า

แท้จริงแล้ว ชีวิตของคนเราช่างสั้นนัก ลมหายใจเข้าและออกแต่ละขณะนั่นแหละ คือสิ่งที่หล่อเลี้ยงชีวิตของเราให้อยู่ได้ หากเราไม่รู้จักใช้เวลาที่หายไปในแต่ละขณะอย่างรู้คุณค่าแม้จะมีชีวิตอยู่อย่างยาวนาน ก็ไม่มีประโยชน์อะไรต่อการมีชีวิตอยู่ครับ

เมื่ออาจารย์ได้ฟังคำตอบของลูกศิษย์แล้ว ก็หันหน้ามาทางบรรดาลูกศิษย์ที่มาด้วยกัน พร้อมกับกล่าวให้ข้อคิดแก่พวกเขาว่า

หากพวกเจ้าต้องการใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า และมีชีวิตอยู่อย่างควรค่าต่อการชื่นชม ขอให้มองเห็นความสำคัญของเวลาที่เสียไปแต่ละขณะ เหมือนดั่งคนเราที่ต้องการอากาศหายใจตอนที่ถูกกดศีรษะในน้ำ เพราะแต่ละขณะของเวลาที่เสียไป ก็เหมือนกับการสูญหายไปของทุกสิ่งในชีวิตเรา ไม่ว่าจะเป็นร่างกายที่เสื่อมโทรมเมื่อใช้งานมานาน จิตใจที่ไร้ความเบิกบานเพราะไม่มีการเรียนรู้อย่างผู้มีสติ แต่เมื่อใดที่เราเห็นคุณค่าของทุกขณะของเวลา เราจะรู้จักใช้ชีวิตอย่างรู้คุณค่าทุกเสี้ยววินาที เมื่อเป็นเช่นนี้ เราย่อมรู้จักคิด พูด และทำแต่สิ่งที่นำไปสู่ความเจริญและที่เป็นไปเพื่อให้เกิดความสุขที่งดงามต่อชีวิตฝ่ายเดียว