นิทานธรรมะ เรื่อง กว่าจะรู้ได้ ก็เกือบสายไป

นิทานธรรมะ เรื่อง กว่าจะรู้ได้ ก็เกือบสายไป

ชายหนุ่มคนหนึ่งมีอาชีพจับปลาตามแม่น้ำมาขาย ทุกวันเขาจะต้องออกไปหาปลาเพื่อเลี้ยงชีพ จนกลายเป็นความคุ้นเคย กระทั่งชินชาในการอยู่กับอาชีพนี้ แม้วันไหนจะรู้สึกเบื่อหน่ายอย่างไร เขาก็ต้องฝันใจไปทำงานเช่นทุกวันที่ผ่านมา

เช้ามืดวันหนึ่ง เขาได้เดินไปตามริมตลิ่งของสายน้ำที่เขาใช้หาปลาทุกวัน เท้าของเขาไปสะดุดเข้ากับถุงใบหนึ่ง เมื่อคลำดูแล้วก็คล้ายกับมีก้อนหินอยู่ในถุงนั้น ชายหนุ่มจึงถือติดมือไปด้วย แต่ก็ไม่ได้ให้ความสำคัญว่าในถุงมีอะไรซ่อนอยู่

ในขณะที่รอคอยให้ฟ้าสางเพื่อจะได้กู้อุปกรณ์จับปลากได้อย่างสะดวก เขารู้สึกเบื่อหน่ายกับการรอคอยวันใหม่ที่จะมาถึง และเพื่อเป็นการแก้ความเบื่อหน่าย เขาจึงหยิบสิ่งที่อยู่ในถุงแล้วก็ปาลงไปในแม่น้ำ ท่ามกลางความมืดสลัว ๆ ของเช้ามืด

ชายหนุ่มได้นั่งปล่อยอารมณ์เพื่อให้ตัวเองรู้สึกผ่อนคลาย ขณะเดียวกันก็หยิบสิ่งที่อยู่ในถุงขว้างลงไปในแม่น้ำด้วย เขาคิดว่าเป็นการฆ่าเวลาอย่างหนึ่ง เพราะเขาเองก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไรได้ดีไปมากกว่านี้

เมื่อรอจนพระอาทิตย์ได้เคลื่อนตัวจนเห็นแสงสว่างของวันใหม่ เขาได้หยิบสิ่งที่อยู่ในถุงชิ้นสุดท้ายขึ้นมา ครั้นยกขึ้นเพื่อจะขว้างลงในแม่น้ำเช่นทุกครั้ง แสงของพระอาทิตย์ได้กระทบกับวัตถุนั้นแล้วเกิดเป็นประกายขึ้น เขาจึงได้ใช้สายตาเพ่งพินิจดูว่าสิ่งนั้นคืออะไร

เมื่อสายตาประกบกับวัตถุชิ้นสุดท้ายที่เหลืออยู่ ชายหนุ่มแทบช็อกผสมกับความรู้สึกดีใจอย่างยิ่ง เพราะสิ่งที่อยู่ในถุงที่เขาหยิบขึ้นมาก็คือ เพชร ที่มีมูลค่ามหาศาล เขาจึงได้เก็บเพชรเม็ดสุดท้ายไว้ด้วยความดีใจ

ชายหนุ่มคิดต่อไปว่าจะกระโดดลงไปงมเพชรที่เหลือในแม่น้ำ แต่ทุกอย่างสายเกินไปแล้ว เพราะแม่น้ำที่เชี่ยวกรากได้พัดเพชรเหล่านั้นหายไปกับสายน้ำเสียสิ้น ทำให้เขารู้สึกเสียใจเป็นอย่างมาก ที่ตนเองช่างไม่รู้จักพิจารณาสิ่งที่อยู่ใกล้ ๆ ตัว แต่พอตั้งสติได้ เขาก็ยังยิ้มได้ต่อสิ่งที่มีค่าชิ้นสุดท้ายที่เหลืออยู่ในมือ

ทว่าสิ่งสำคัญกว่าการได้เพชรเม็ดสุดท้ายมาครองก็คือ หลังจากวันนั้นเป็นต้นมา ไม่ว่าจะทำอะไรในแต่ละครั้ง ชายหนุ่มจะรู้จักคิดก่อนเสมอ พร้อมกับใช้ปัญญาไตร่ตรองในทุกสิ่งที่เขาได้เกี่ยวข้อง

จากคนที่เคยทำอะไรอย่างเบื่อหน่าย แต่หลังจากมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันมาเป็นครูสอนชีวิต เขาก็กลายเป็นคนที่รู้จักมองชีวิตในมุมมองใหม่ที่เปลี่ยนไป ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตของเขาดีขึ้นเรื่อย ๆ และมีความสุขที่เกิดจากใจที่รู้เท่าทัน

นิทานธรรมะ เรื่อง เมตตาธรรมค้ำจุนโลก

นิทานธรรมะ เรื่อง เมตตาธรรมค้ำจุนโลก

เล่าลือกันว่าหลวงปู่ท่านหนึ่งได้เข้าใจธรรมอย่างลึกซึ้งจนบรรลุเป็นพระอรหันต์ เวลาท่านจะทำอะไร ก็จะทำสิ่งนั้นด้วยความเอาใจใส่เสมอ ประหนึ่งว่าการกระทำแต่ละครั้งจะเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิตของท่าน ทำให้ลูกศิษย์ได้ใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติตามเรื่อยมา

ในยุคของหลวงปู่นั้น ถือว่าเป็นยุคสมัยที่บ้านเมืองมีความวุ่นวายด้วยสงคราม ทุกหัวระแหงเต็มไปด้วยการทำร้ายกันอยู่เนือง ๆ บางครั้งพระสงฆ์ก็ยังโดนทำร้ายเช่นกัน ศีลธรรมอันดีงามถือว่าเป็นสิ่งที่ถูกมองว่าเป็นเรื่องล้าสมัย จึงเป็นเหตุให้คำสอนของหลวงปู่ถูกมองข้ามไป

อยู่มาวันหนึ่ง มีทหารกลุ่มหนึ่งได้ดื่มเหล้าจนเมามาย ขณะที่รถวิ่งผ่านหน้าวัด ทหารที่เป็นหัวหน้าก็สั่งให้ขับรถเข้าไปในวัด พอมาถึงบริเวณที่พักของหลวงปู่ พวกเขาก็เข้าไปหาหลวงปู่ทันที แล้วกล่าวใส่ร้ายท่านว่า เป็นผู้ซ่องสุมกำลังเพื่อต่อต้านอำนาจรัฐ และด้วยความเมา พวกเขาจึงได้รุมทำร้ายหลวงปู่ทั้งเตะและต่อยอย่างคนที่ขาดสติ

เมื่อเห็นว่าท่านแน่นิ่งไปแล้ว พวกเขาก็ได้ขึ้นรถกลับที่พักของตน บรรดาลูกศิษย์ที่อยู่ในวัดต่างก็รีบนำหลวงปู่ไปรักษาตัวที่โรงพยาบาล โดยที่หลวงปู่เองก็ไม่ยอมที่จะมรณภาพ ทั้งที่ร่างกายของท่านบอบช้ำมาก เกินกว่าที่คนธรรมดาทั่วไปจะต้านความเจ็บปวดได้

ในขณะที่ทำการรักษาหลวงปู่ หมอที่มารักษาก็บอกว่าโอกาศรอดชีวิตแทบจะไม่มี จึงขอให้ลูกศิษย์ทำใจไว้ล่วงหน้า ทว่าเหตุการณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะแม้หลวงปู่จะอยู่ในอาการที่เสี่ยงต่อความตาย แต่ท่านก็ยังฝืนตัวเองไม่ยอมมรณภาพสักที

เมื่อหลวงปู่ดูอาการแล้วไม่น่ารอดพยายามทนความเจ็บปวดไว้ ประหนึ่งว่ากำลังรออะไรบางอย่าง ลูกศิษย์ที่รับใช้ใกล้ชิดจึงถามท่านว่า

หลวงปู่มีอะไรต้องห่วงอีกหรือครับ ถ้ายังมีเรื่องที่ต้องกังวลอยู่ หลวงปู่ฝากให้พวกผมสานต่อก็ได้นะครับ พวกผมต้องขออภัยที่ไม่สามารถช่วยอะไรหลวงปู่ได้มากกว่านี้

ไม่ใช่ความผิดของพวกเจ้าหรอก หลวงปู่เข้าใจข้อนั้นดี แต่ยังไม่ยอมมรณภาพ ก็เพราะสงสารพวกทหารหนุ่มที่มารุมทำร้ายหลวงปู่ต่างหาก

ทำไมครับหลวงปู่ ลูกศิษย์ถามด้วยความสงสัย

เพราะถ้าพวกทหารหนุ่มทำร้ายหลวงปู่ แล้วหลวงปู่ก็ตายทันที บาปหนักจะตกไปอยู่ที่พวกเขา แต่หลวงปู่เห็นว่า เพราะความเขลาและยังเยาว์วัยของทหารเหล่านั้น จึงทำให้ถูกคนอื่นล้างสมองให้เชื่อในทางที่ผิด หลวงปู่พยายามฝืนสังขารและรักษาตัวเองให้ดีขึ้น เผื่อบางทีพวกทหารเหล่านั้นจะสำนึกผิดกลับตัวกลับใจเป็นคนดี บาปที่ทำไว้ก็จะลดลงได้บ้าง

พวกลูกศิษย์ได้รับฟังสิ่งที่หลวงปู่กล่าว ต่างก็ซาบซึ้งในความเมตตาที่ท่านมี บางคนถึงกลับน้ำตาไหลด้วยความประทับใจ พวกลูกศิษย์ได้สัญญากับท่านว่า ไม่ว่าจะใช้ชีวิตอยู่ในบรรยากาศแบบใด พวกเขาก็จะขอใช้เมตตาธรรมมาเป็นคู่มือในการนำพาชีวิตให้เกิดสันติสุขตลอดไป