นิทานคลาสสิกอมตะ เรื่อง บาทหลวงกับเสียงเพลงนก

นิทานคลาสสิกอมตะ เรื่อง บาทหลวงกับเสียงเพลงนก

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ยังมีบาทหลวงรูปหนึ่งชื่อว่าเฟลิกซ์อาศัยอยู่ในวัดประจำหมู่บ้านแห่งหนึ่ง วันหนึ่งได้ท่องเที่ยวไปในป่าเพื่ออ่านหนังสือและสวดมนต์ภาวนา ในหนังสือที่ท่านถือไป ท่านได้อ่านบทเพลงแห่งชีวิตตอนหนึ่งความว่า

เวลาคล้อยเคลื่อนไปช้านานถึงพันปี คิดให้ดีแล้วเหมือนเพิ่งผ่านไปวันวานนี้เอง และเหมือนกับอยู่ยามกลางคืนเพียงคืนเดียว

แสดงอาทิตย์ส่องลอดหมู่แมกไม้ใหญ่น้อย ขับไล่ป่าอันมืดสลัวออกไป ดอกไม้ป่าและเถาไม้เลื้อยส่งกลิ่นหอมระรื่น ในฤดูร้อน ต้นไม้ใหญ่น้อยไกวกิ่งก้านสาขาไปมาราวกับจะกระซิบกระซาบความหวังดีต่อกัน

ในท่ามกลางสิ่งดังกล่าว บาทหลวงเฟมิกซ์มิได้เอาใจใส่เลยแม้แต่น้อย คงตั้งหน้าตั้งตาขบคิดถ้อยคำที่ได้อ่านจากบทเพลงแห่งชีวิตด้วยความไม่เข้าใจว่า สำหรับพระเจ้าแล้ว ทำไมเวลาพันปีจึงเหมือนวันเดียว

ขณะกำลังคิดอยู่อย่างลืมตัวนี่เอง บาทหลวงก็ได้ยินเสียงนกเล็ก ๆ สีขาวราวหิมะส่งเสียงร้องเพลงอยู่อย่างร่าเริง โผบินไปมาจากต้นนี้ไปต้นนั้น

ไม่เคยเห็นนกอะไรสวยอย่างนี้มาก่อนเลย บาทหลวงเฟลิกซ์อุทาน จากนั้นก็เดินตามนกตัวนั้นไป นกนั้นส่งเสียงร้องเพลงที่ไพเราะแจ่มใส ราวกับความไพเราะของพิณพันสายบรรเลงเสียงใสเป็นทำนองหวานเจี้ยวแจ้วระรื่นหู หนังสือในมือของบาทหลวงเฟลิกซ์ร่วงหล่นจากมือโดยไม่รู้ตัว

กระทั่งจะตัวตกดิน ท้องฟ้ามืดลงทุกที เสียงเจื้ยวแจ้วของนกน้อยค่อย ๆ แผ่นเบาลงบาทหลวงรู้ตัวดีว่าถึงเวลาที่จะต้องกลับโบสถ์ จึงเดินกลับด้วยอาการเศร้าซึม เพราะคิดว่าจะไม่ได้ฟังเสียงอันไพเราะเช่นนี้ต่อไปอีกแล้วไม่ยอมนึกถึงเรื่องอื่นใดเลย แต่แทนที่จะได้ยินเสียงนก บาทหลวงก็ได้ยินเสียงระฆังโบสถ์บอกเวลาที่จะต้องสวยมนต์ภาวนาแล้ว จึงรีบสาวเท้าเพื่อให้ถึงโบสถ์เร็ว ๆ

ขณะที่เดินมใกล้บริเวณวัดซึ่งเคยอยู่มาหลายปี ท่านไม่ล่วงรู้เลยว่าขณะนี้ทุกสิ่งทุกอย่างได้เปลี่ยนแปลงไปหมด มีคนหน้าใหม่ ๆ ที่ประตู เสียงเพลงในโบสถ์ก็ไม่เหมือนเสียงที่เคยได้ยินมาก่อน สิ่งที่คุ้นตาที่พอจะจำได้คือ ยอดโบสถ์หินสีเทา ๆ และหอระฆังเท่านั้น

เอ๊ะ! นี่อะไรกัน มีอะไรเกิดขึ้นหรือ? ก็เมื่อเช้าฉันเข้าไปในป่าไปอ่านหนังสือและสวดมนต์ภาวนา ทำไมจึงเปลี่ยนปลงไปหมดเช่นนั้น บาทหลวงเฟลิกซ์ถามบาทหลวงที่ออกมาเปิดประตูรับ ฉันมองไม่เห็นใครที่เคยรู้จักเลย

ฉันอยู่ที่นี่มาเกือบครึ่งศตวรรษแล้ว บาทหลวงนั้นตอบ แต่ก็ไม่เคยเห็นหน้าท่านมาก่อนเลย ท่าเป็นคนแปลกหน้าของที่นี่อย่างแน่นอน แม้ว่าเครื่องแต่งตัวของท่านกับพวกเราจะเป็นนิกายเดียวกัน

เฟลิกซ์พูดเหมือนคนที่เพิ่งตื่นจากความฝัน ก็เมื่อเช้านี้ ฉันยังเข้าป่าไปตามลำพังเพื่ออ่านหนังสือและสวดมนต์ภาวนา ฉันยังอ่านถ้อยคำในหนังสือว่า

เวลาคล้อยเคลื่อนไปช้านานถึงพันปี คิดให้ดีแล้วเหมือนเพิ่งผ่านไปวันวานนี้เอง และเหมือนกับอยู่ยามกลางคืนเพียงคืนเดียว

ฉันอ่านถ้อยคำนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยความเชื่อถือ แม้จะไม่เข้าใจนัก และทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงไพเราะของนกเล็ก ๆ สีขาวราวหิมะร้องเพลงเจื้ยวแจ้วอยู่ ฉันยังเดินตามนกที่โผบินจากต้นไม้ต้นนี้ไปต้นนั้นไปต้นโน้น จนกระทั่งได้ยินเสียงระฆังวัดดังกังวานบอกเวลาสวดมนต์ จึงได้รีบกลับมาที่นี่ แต่พอกลับมาแล้ว เหมือนไม่ใช่ที่เดิมซึ่งเคยพำนักอยู่ ที่ว่าเพียงชั่วครู่หนึ่งคงจะต้องเป็นหลายชั่วโมงทีเดียว

ไม่ใช่หลายขั่วโมง หลายปีต่างหาก บาทหลวงรูปที่มีอายุมากที่สุดกล่าวขึ้น แล้วท่านก็นึกออกว่า เมื่อท่านได้เข้ามาบวชได้ห้าสิบปีมาแล้ว ท่านได้ฟังเรื่องเก่าแก่จากวัดว่า มีบาทหลวงรูปหนึ่ง ชื่อเฟลิกซ์ออกจากวัดเข้าไปในป่าในเช้าวันหนึ่ง แล้วหายไปยังไม่กลับมาจนบัดนี้

บาทหลวงองค์นั้นมองดูบาทหลวงเฟลิกซ์แล้วคิดว่า ท่านผู้แปลกหน้านี่คงจะเป็ฯบาทหลวงเฟลิกซ์แน่ ในหนังสือโบราณเก่าแก่สีน้ำตาล ซึ่งเป็นบัญชีชื่อของบาทหลวงเก่า ๆ ที่มรณะไปแล้ว มีข้อความปรากฎเป็นพยานอยู๋ในบันทึกบ่งชัดว่า เป็นดังเช่นที่บาทหลวงชราผู้นี้คาดคิดไว้

บันทึกมีว่า วันหนึ่งเมื่อร้อยกว่าปีมาแล้ว มีบาทหลวงชื่อว่า เฟลิกซ์ ได้ออกจากวัด เพื่อไปอ่านหนังสือและสวดมนต์ภาวนาในป่า แล้วได้หายไปเป็นเวลาช้านาน ไม่ได้รับข่าวคราว น่าจะเสียชีวิตแล้ว

ตั้งร้อยกว่าปีเลยหรือนี่ เฟลิกซ์อุทานด้วยความประหลาดใจ พระเจ้าโปรดประทานความสุขอันยืดยาวเช่นนั้นให้ฉันเถิด แต่ฉันรู้สึกเหมือนกับว่าเวลาผ่านไปเพียงวันเดียว

แล้วบาทหลวงเฟลิกซ์ก็ก้มศีรษะลงสวดมนต์ ท่านรู้แล้วว่าขณะฟังเสียงเพลงอันไพเราะจากนกน้อยสีขาวราวหิมะตัวนั้น เวลาผ่านไปถึงร้อยปีเศษ บาทหลวงเฟลิกซ์ได้รับรู้ความหมายที่แท้จริงของบทเพลงแห่งชีวิตนั้นอย่างแจ่มแจ้งแล้วด้วยประการฉะนี้

Bookmark the permalink.

Comments are closed.