นิทานคลาสสิกอมตะ เรื่อง เอลซิดผู้ยิ่งใหญ่

นิทานคลาสสิกอมตะ เรื่อง เอลซิดผู้ยิ่งใหญ่

เอลซิด เป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ของสเปนเมื่อหลายร้อยปีมาแล้ว มีเรื่องราวเกี่ยวกับเขาหลายอย่าง ซึ่งแตกต่างกว่าวีรบุรุษอื่นทั้งจริงและไม่จริงปนเปกันไป แต่อย่างไรก็ตาม เขาก็ได้รับการยกย่องกันว่าเป็นนักรบผู้กล้าหาญ เป็นยอดอัศวินสมัยที่ขุนนางและอัศวินนอนหลับข้าง ๆ ม้า พร้อมที่จะรบได้ทันที ทั้งตัวต่อตัวหรือในฐานะเป็นแม่ทัพ ซึ่งเอลซิดนั้นเป็นวีรบุรุษผู้ที่นำชัยชนะมาอยู่เสมอ เป็นที่เคารพยำเกรงและเชื่อฟังของบรรดาสาวกทั้งหลาย บรรดาศัตรูต่างเข็ดขยาดครั่นคร้าม

เอลซิด มีชื่อจริงว่า โรดรีโก ดีอัซ เด วีวาร์ เมื่อตอนเป็นหนุ่มนั้นเป็นคนที่ไม่กลัวใคร เขาเคยจัดการขุนนางขี้ขลาดที่ดูถูกพ่อของเขาและยังสามารถจับกษัตริย์มัวร์ได้ถึงห้าพระองค์ในการรบคราวเดียว แต่ก็ได้ปล่อยกลับไปด้วยเมตตา พวกมัวร์จึงเรียกโรดรีโกว่า เอลซิด แปลว่า ผู้พิชิต คำว่า ซิด ยังแปลว่า เจ้านาย ก็ได้ ชาวตะวันออกยังใช้คำนี้อยู่ก็มี

คราวหนึ่งได้เกิดพิพาทอย่างรุนแรง ระหว่างบิดาของแอลซิดกับท่านเคานต์ผู้หนึ่ง ท่านเคานต์ได้กล่าวสบประมาทบิดาของเอลซิดหลายประการ บิดาของแอลซิดซึ่งอ่อนแอและไม่สมประกอบโกรธมากจนถึงกับจะทำอันตรายตัวเอง เอลซิดห้ามหรามไว้แล้วท้าให้ทานเคานต์มาสู้กัน

การต่อสู้กับท่านเคานต์เริ่มต้นได้ไม่นาน ท่านเคานต์ก็เสียทีถูกตีคว่ำลง ศีรษะฟาดฟื้นถึงแก่ความตาย บุตรสาวของท่านเคานต์ชื่อซีเมนา โกรธมาก นำเรื่องขึ้นกราบทูลกษัตริย์ขอให้ลงโทษเอลซิดแต่ไม่สำเร็จ เพราะตอนนี้เอลซิดได้เป็นนักรบชื่อดัง และเป็นที่โปรดปรานของกษัตริย์มาก

ซีเมนาได้พยายามอีกหลายครั้ง ทุกครั้งเมื่อนำเรื่องฟ้องร้องก็มักจะได้ฟังเรื่องการมีชัยชนะเหนือศัตรูอันประหลาดอัศจรรย์ของเอลซิดแทนทุกทีไป จนกระทั่งเธอลังเกิดความสนใจ นิยมชมชอบความกล้าหาญแข็งแกร่งของเอลซิด

ลงท้ายเธอเข้าเฝ้ากษัตริย์อีกครั้ง ไม่ใช่ขอให้ลงโทษเองซิด แต่ขอให้พระองค์ช่วยจัดการให้เธอได้แต่งงานกับเองซิด พระเจ้าแผ่นเดินทรงพอพระทัยในเรื่องรักของสองตระกูลนี้มาก จึงโปรดให้เอลซิดเข้าเฝ้า แจ้งเรื่องราวทั้งหมดให้ฟัง เมื่อฟังเรื่องราวจบ เอลซิดก็ไม่ได้ข้อข้องประการใด

การแต่งงานอย่างมโหฬารเกิดขึ้นในวังหลวงนั่นเอง เอลซิดแต่งกายงดงามด้วยต่วนสีดำสนิท คลุมด้วยเสื้อคลุมวิจิตรงดงาม หมวกประดับด้วยขนนกฟูตระการตา ห้อยดาบประจำตัวที่เรียกว่า ทิโซนาแนบข้าง เจ้าสาวแต่งกายงดงามด้วยเสื้อปักหรูหรา รองเท้าส้นสูงสีแดงและสวมใส่เครื่องประดับทองแพรวพราวตา

ขบวนแต่งงานแห่ไปตามถนน มีผู้คนร่วมด้วยเป็นขบวนใหญ่และยาวเหยียด มีงานเลี้ยงฉลองอย่างใหญ่โต นักขับเพลงพากันมาขับเพลงให้คู่บ่าวสาวทั้งสองด้วยความเต็มใจอย่างมากมาย

เอลซิดมีม้าประจำตัวชื่อ บาบิเอกา ซึ่งแปลว่า บูบี ม้าทึ่ม หรือม้าซึม แต่บัดนี้บูบีเป็นม้าที่กล้าหาญจงรักภักดีต่อนาย ควรมีชื่อให้เหมาะสมจะดีกว่าชื่อเก่า

เรื่องเดิมมีอยู่ว่า เมื่อตอนเด็กเอลซิดขอม้าตัวหนึ่งจากบิดา บิดาอนุญาตให้ไปเลือกเอาจากทุ่งเลี้ยงสัตว์ เอลซิดจึงตรงไปชี้ลูกม้าตายอดตายอยากตัวหนึ่ง บอกว่า ลูกขอเลือกตัวนี้

เจ้าม้าบาบิเอกานั้นนะหรือ บิดาตอบ เจ้าเลือกแย่มาก แต่หนุ่มน้อยยืนยันความตั้งใจเดิม เชื่อว่าในกาลต่อไปเจ้าบูบีม้าทึ่มนี้จะเป็นม้างาม ปรากฏต่อมาภายหลังว่าบาบิเอกาหรือเจ้าม้าทึ่มนั้นเชื่อฟังนายของมันมาก แข็งแกร่งและไม่กลัวอะไรเลยทั้งสิ้น

เอลซิดรับใช้แผ่นดินเป็นเวลาช้านาน สู้รบชนะพวกมัวร์ที่ยกมาจากด้านเหนือของทวีปแอฟริกาที่เข้ายึดครองดินแดนสเปน บางครั้งพระเจ้าแผ่นดินไม่พอพระทัย ก็ขับไล่เอลซิดออกไปนอกพระราชอาณาเขต เอลซิดก็ได้แต่ก้มหน้าก้มตาปฏิบัติตาม โดยนึกว่าไม่ช้าพระเจ้าแผ่นดินก็คงเรียกตัวกลับ แม้เอลซิดจะถูกตัดสินโทษให้เดินทางออกนอกอาณาจักรโดยไม่เป็นธรรม เขาก็ยังปฏิบัติตามแต่โดยดี เอลซิดกล่าวอำลาภรรยาและลูกสาวสองคนไปพร้อมกับผู้ติดตามหกสิบคน

ยังมีเรื่องแปลก ๆ ของเอลซิดเล่าสู่กันฟังมาว่า เอลซิดนั้นมักจะเงินขาดมือเสมอ เขาจึงสร้างหีบใหญ่ขึ้นสองหีบ ทำเป็นเหมือนหีบสำคัญใช้บรรจุทองคำไว้เต็ม และมอบให้แก่เจ้าหนี้ไว้เป็นประกัน สัญญาว่าเมื่อถึงกำหนดให้เปิดออกชำระหนี้ได้ แต่เป็นที่น่าเศร้าว่าเมื่อถึงกำหนดเปิดหีบหนักอึ้งนั้นออก เจ้าหนี้ก็พบว่าในหีบนั้นมีแต่ทราย

เอลซิดคิดถูก ในเรื่องที่พระเจ้าแผ่นดินยังทรงมีความจำเป็นจะต้องใช้ตัวเขาอยู่ เขาสู้รบกับศัตรูมากมาย ได้ทรัพย์สินอันมีค่าซึ่งส่วนใหญ่ก็รวบรวมส่งมาถวายพระเจ้าแผ่นดิน ไม่นานนักจึงถูกเรียกตัวกลับ แต่หลังจากนั้นไม่นานก็ถูกเนรเทศออกไปอีก แล้วก็ถูกเรียกกลับมาอีกหลายครั้งหลายหน เมื่อฝีมือรบของเอลซิดรุ่งโรจน์มาก และรบชนะเสมอ ๆ ในที่สุดพระเจ้าแผ่นดินทรงเห็นว่า ไม่มีใครจะสามารถปราบศัตรูของสเปนได้ดีเท่าเอลซิดเป็นแน่แท้

ลูกสาวทั้งสองของเอลซิดได้แต่งงานกับท่านเคานต์ขุนนางหนุ่มทั้งคู่ หลังจากการเลี้ยงฉลองไม่นาน เอลซิดก็รู้ว่าลูกเขยทั้งสองเป็นคนขี้ขลาด เอลซิดเกลียดความขี้ขลาดยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด

มีเรื่องเล่าว่า วันหนึ่งสิงโตในสวนสัตว์หนีหลุดออกมาจากกรงขัง ออกอาละวาดมาถึงห้องโถงที่ลูกเขยของเอลซิดกำลังนั่งเล่นหมากรุกกันอยู่ ท่านเคานต์ลูกเขยวิ่งหนีกันจ้าละหวั่น คนหนึ่งหัวทิ่มตกลงไปในถังใหญ่ อีกคนหนึ่งเข้าไปแอบใต้เตียงที่เอลซิดกำลังนอนอยู่

เอลซิดไม่กลัวอะไรเลย โผนลุกขึ้นจับดาบมือหนึ่ง อีกมือหนึ่งคว้าแผงคอสิงโตไว้แน่น เขาดันสิงโตเข้าไปในกรงได้เรียบร้อย แล้วกลับมาที่เตียง ถามหาลูกเขย

เอลซิดฉุกลูกเขยคนที่อยู่ใต้เตียงออกมา พร้อมกับดึงอีกคนหนึ่งออกมาจากถัง แล้วถามอย่างหมดความอดทนว่า นี่เจ้าไม่มีอาวุธหรือ จึงได้รีบร้อนหนีกันแบบนี้

ท่านเคานต์ทั้งสองไม่ตอบ แต่สาบานในใจว่าจะต้องแก้แค้นให้จงได้ ด้วยความโกรธเอลซิด จึงหันไปทารุณภรรยาผู้เป็นลูกสาวของเอลซิด และเอาเธอไปปล่อยทิ้งในป่าเพื่อจะได้อดตาย แต่เคราะห์ดีที่คนใช้ของเอลซิดไปพบเข้า ก็รีบนำความมาบอกนาย

พอเอลซิดทราบเรื่อง ก็ให้ตามเคานต์ลูกเขยมาในที่ประชุมขุนนาง ถามคำถามเรื่องความขี้ขลาดและการทารุณลูกสาวของเขา เอลซิดขอท้าให้เคานต์ลูกเขยมาสู้กัน

เคานต์ทั้งสองไม่ยอมสู้ด้วยและกล่าวว่า ลูกสาวทั้งสองของเอลซิดไม่มีศักดิ์ตระกูลเท่าเทียมกับตน ท่านเคานต์ทั้งคู่ถูกเฆี่ยนตียับและไล่ออกไปจากสเปน จากนั้นไม่นาน ก็มีเจ้าชายทั้งสองพระองค์ซึ่งมีศักดิ์ตระกูลสูงกว่าเคานต์ทั้งสองมาขอแต่งงานกับลูกสาวทั้งสองของเอลซิด

ต่อมาอีกหลายปี พวกมัวร์เกิดหวนกลับมาสู้รบกับสเปนในแคว้นที่เอลซิดและบริวารปกครองอีก เอลซิดเตรียมรับมือศัตรูเก่า แต่ก็เกิดนิมิตรร้ายสำแดงว่า เขาจะอยู่ต่อไปได้อีกไม่นาน จึงสั่งว่าถ้าเขาตายลงอย่าบอกให้ใครรู้ มิฉะนั้นชาวบ้านจะโศกเศร้าให้พวกมัวร์เห็น แล้วความลับจะแตก เอลซิดสั่งทหารคนสนิทว่า เมื่อข้าตาย ให้เอาศพอาบน้ำยาไว้ ในชุดอัศวินครบเครื่อง ผูกนั่งบนหลังม้าบาบิเอกา ให้มือขวาถึงหอกทิโซนา ออกนำหน้าทหารเข้าต่อสู้เหมือนปกติ

เมื่อเอลซิดถึงแก่กรรม ทุกอย่างเป็นไปตามความประสงค์ที่เขาสั่งไว้ อัศวินผู้ซื่อสัตย์ของเอลซิดผูกร่างของเขาติดกับม้าคู่ใจ ผูกเท้าไว้กับโกลนออกรบอย่างเคร่งขรึมเงียบเชียบ พวกมัวร์ไม่รู้ว่าเอลซิดตายแล้ว พอเห็นก็ตกใจหนีแตกไม่เป็นขบวนไป ที่ล้มตายก็มีมาก

แม้ว่าพวกสเปนจะสามารถยึดเมืองคืนได้ แต่ก็รู้กันดีว่าคงไม่อาจรักษาเมืองต่อไปได้ เพราะขาดผู้นำที่กล้าหาญ กองทัพสเปนยกออกจากเมืองที่ตีอย่างเงียบเหงาเศร้าสร้อย แม่ทัพผู้ซึ่งหาชีวิตไม่แล้วแต่งเครื่องรบนำหน้ากองทัพเดินทางต่อไป พวกมัวร์กลับมาด้อม ๆ มอง ๆ อยู่รอบเมืองเป็นเวลาหลายวันแต่ไม่กล้ายกทัพเข้าประตูเมืองที่เปิดอยู่ตลอดเวลา ครั้งพอเข้ามาในเมืองจริง ๆ ก็ต้องแปลกใจอย่างมาก เพราะรู้ว่าบัดนี้เอลซิดได้ตายแล้ว และกองทัพสเปนถอยกลับไปหมด

พระเจ้าแผ่นดินโปรดให้แต่งศพเอลซิดด้วยเสื้อผ้าสวยงามที่สุดซึ่งสุลต่านแห่งตุรกีมอบให้แก่เอลซิดเมื่อครั้งทำสงครามมีชัยชนะ แล้วฝังไว้ในโบสถ์คาร์เดน่า

ณ ที่นี้วีรบุรุษของสเปนก็ได้นั่งเก้าอี้ผู้ครองเมืองอยู่เป็นเวลาสิบ ๆ ปี มีมีดดาบวางอยู่ข้างตัว ซีเมนาภรรยาที่ซื่อสัตย์ได้คอยดูแลอย่างใกล้ชิดตลอดชั่วชีวิตของเธอ ส่วนม้าบาบิเอกานั้นได้รับการปลดระวางให้อยู่อย่างผาสุกหลังจากเอลซิดตายแล้ว เมื่อมันตายลงก็ถูกนำมาฝังไว้ที่ประตูโบสที่ฝังศพนายของมัน

เรื่องราวของเอลซิดยังคงตรึงใจผู้คนทั่วไป ในฐานะนักรบผู้ยิ่งใหญ่ที่มีชื่อเสียงที่สุด มีคนรักมากที่สุด มีอิทธิพลที่สุด และจะเป็นเช่นนี้ต่อไปอีกนานเท่านาน

Bookmark the permalink.

Comments are closed.