นิทานธรรมะ เรื่อง เพราะไร้คุณ จึงไร้ค่า

นิทานธรรมะ เรื่อง เพราะไร้คุณ จึงไร้ค่า

มหาเศรษฐีคนหนึ่งมีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก จนมีความต้องการที่จะออกบวช เพื่อศึกษาธรรมะอย่างจริงจังในชีวิต แต่ด้วยความที่มีทรัพย์สมบัติมาก เขาจึงต้องจัดการมรดกให้เรียบร้อยเสียก่อน แล้วค่อยออกบวชตามที่ใจมุ่งหวัง

ปัญหาหนักของมหาเศรษฐีก็คือ ท่านไม่มีทายาทไว้สืบสกุล จึงเป็นเหตุให้ท่านคิดจะสละสมบัติที่มีอยู่เพื่อผู้อื่น โดยเฉพาะคนที่ท่านเห็นว่า ยากจนที่สุดในเมืองที่อาศัยอยู่ ถ้าใครมีคุณสมบัติดังกล่าว ก็จะยกสมบัติให้ครอบครองทันที

เมื่อคิดเช่นนี้แล้ว มหาเศรษฐีจึงแจ้งข่าวแก่เพื่อน ๆ ของตนว่า จะออกเดินทางไกลเพื่อค้นหาคนที่ยากจนที่สุด และจะมองสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ทั้งหมดให้เขาคนนั้น โดยจะใช้เวลาในการค้นหาคนที่มีสมบัติตามที่ท่านวางไว้เป็นเวลา 1 ปี

หลังจากที่ใช้เวลาตามหาคนที่ยากจนที่สุดครบกำหนดที่ได้วางไว้แล้ว มหาเศรษฐีก็ได้เดินทางกลับมายังบ้านของตน พอกลับมาถึงบ้านและพักผ่อนพอสมควรแล้ว บรรดาเพื่อนที่มารอรับก็ถามถึงข่าวการเดินทางของเขาด้วยความอยากรู้ และถามถึงคนที่จะได้รับมรดกของมหาเศรษฐีว่า

เมื่อท่านเดินทางไปหาบุคคลที่จะมอบสมบัติให้ทั่วเมืองนี้แล้ว ท่านเจอคนที่ยากจนที่สุดหรือยัง

เราเจอแล้ว มหาเศรษฐีตอบรับด้วยอาการสงบนิ่ง

แล้วใครคือคนที่จะได้รับสมบัติมหาศาลจากท่าน?

เพื่อนของมหาเศรษฐีถามด้วยความอยากรู้ในคำตอบที่ตนสงสัยมานาน

เมื่อมหาเศรษฐีเห็นว่าพ้องเพื่อนและบริวารต้องการคำตอบและคำอธิบาย จึงตอบไปว่า

หลังจากที่ข้าออกเที่ยวตามหาคนที่ยากจนที่สุดแล้ว ข้าได้ตัดสินใจที่จะยกสมบัติให้กับพระราชาผู้อยู่ครองเมืองของพวกเรา

ทำไมถึงเป็นเช่นนี้ล่ะ มันไม่ใช่สิ่งที่ท่านตั้งใจไว้มิใช่หรือ

เศรษฐีท่านหนึ่งกล่าวทักท้วงในคำตอบที่ได้ยินจากปากของมหาเศรษฐีผู้เป็นเพื่อนของตน

ฝ่ายมหาเศรษฐีมองไปยังเหล่าผู้มาเฝ้ารอการกลับมาของเขา เพื่อจะเฉลยข้อข้องใจของญาติมิตร จึงกล่าวอธิบายว่า

การตัดสินใจในครั้งนี้ถูกต้องที่สุดแล้ว เพราะเท่าที่ข้าออกไปแสวงหาคนที่ยากจนที่สุด ตอนแรกก็คิดว่าน่าจะเป็นคนที่อยู่ตามชนบท ที่หาเช้ากินค่ำ อดมื้อกินมื้อ แต่พอได้ไปเจอพวกเขา ข้ากลับพบว่าแม้คนเหล่านั้นจะดูยากจนทรัพย์สมบัติที่เป็นเงินทอง แต่พวกเขากลับมีเมตตาต่อกัน มีความรักความเคารพ และอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ข้าจึงคิดว่าคนเหล่านี้ไม่ใช่คนที่ยากจนที่สุด เพราะอย่างน้อยเขาก็ไม่ต้องเป็นทุกข์ทางใจ

แต่พอกลับมาพิจารณาดูพระราชาผู้อยู่ในเมืองของเรา กลับพบว่าท่านมีแต่ความรู้สึก ขาดแคลน อยู่ตลอดเวลา จนต้องประกาศเก็บและขึ้นภาษีจากประชาชนอยู่บ่อย ๆ เหมือนดั่งว่าท่านไม่เคยอยู่อย่างพอดีและมีความสุขเลย หนำซ้ำก็ชอบทำสงครามกับบ้านเมืองอื่น เพื่อแย่งชิงสิ่งต่าง ๆ จากเขา หรือเพื่อขยายอาณาจักรให้กับเมืองของตน ข้าจึงสรุปได้ว่า คนที่ยากจนที่สุดก็คือพระราชา เพราะความรู้สึกของท่านไม่เคยเต็ม ไม่เคยพอ และขาดความสุขทางใจมากกว่าใคร ๆ

ถ้าท่านใช้เกณฑ์นี้เป็นตัวตัดสิน พวกข้าก็คงไม่อาจคัดค้านในเจตนารมณ์ของท่าน เพระเท่าที่พวกเราเห็น ก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ

เหล่าเพื่อนพ้องกล่าวยอมรับในการตัดสินใจของมหาเศรษฐี ผู้แสวงหาคนที่ยากจนที่สุดเพื่อรับสมบัติจากตน

Bookmark the permalink.

Comments are closed.