นิทานอีสป เรื่อง สุนัขล่าเนื้อและคนเลี้ยงแพะ

นิทานอีสป เรื่อง สุนัขล่าเนื้อและคนเลี้ยงแพะ

สุนัขล่าเนื้อตัวหนึ่งใช้กลยุทธ์ล่อลวงกระต่ายป่าตัวหนึ่งให้ออกมาจากพุ่มไม้ มันวิ่งไล่กวดกระต่ายป่าไปไกลมากทีเดียว แต่กระต่ายป่าก็วิ่งได้เร็วกว่ามันและสามารถหนีรอดจากการตกเป็นอาหารของมันได้

ชายเลี้ยงแพะคนหนึ่งเดินผ่านมาเห็นเหตุการณ์เข้า จึงพูดจาเยาะเย้ยสุนัขที่ให้กระต่ายป่าผอมกระกร่องตัวหนึ่งวิ่งหนีเตลิดเปิดเปิงไปได้

สุนัขล่าเนื้อโต้ตอบว่า เจ้าลืมไปแล้วรึว่าการวิ่งไปเอาอาหารมากินนั้นใช้ลีลาแบบหนึ่ง ส่วนการวิ่งหนีเอาชีวิตรอดนั้นต้องใช้ลีลาอีกแบบหนึ่ง



นิทานอีสป เรื่อง มาตรฐานการเลือก

นิทานอีสป เรื่อง มาตรฐานการเลือก

วันหนึ่ง สิงโต กระต่าย และหนูพากันไปหาที่อยู่ในภูเขาใหญ่มหึมาลูกหนึ่ง เมื่อไปถึง หนูก็หาที่อยู่ได้ทันทีเพราะมีรูเล็ก ๆ ลึกเข้าไปในภูเขาพอที่ตัวมันจะเข้าไปอาศัยอยู่ได้อย่างง่ายดาย ส่วนกระต่ายก็พบโพรงหินลึกที่เชิงเขา โพรงนั้นใหญ่พอที่มันจะเข้าได้อย่างสบาย มันจึงได้ที่อยู่เช่นเดียวกับหนู

ส่วนสิงโตพบถ้ำขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในภูเขาใหญ่มหึมาลูกนั้นแต่ยังไม่พอใจเพราะคิดว่าเล็กเกินไป จึงเดินหาต่อไป เมื่อพบถ้ำที่ใหญ่กว่าเดิม ก็ยังติว่าเล็กเกินไปอีก แล้วก็เดินหาต่อไปอีก และไม่ว่าจะพบถ้ำใหญ่กว่าที่ผ่านมาสักกี่แห่งก็ไม่เคยพอใจ ในที่สุด เมื่อเดินหาจนทั่วภูเขาแล้ว มันก็ต้องจำใจเลือกถ้ำที่ใหญ่กว่าถ้ำใด ๆ ทั้งหมดในภูเขาใหญ่มหึมานั้นเป็นที่อยู่ของมัน



นิทานอีสป เรื่อง กระต่ายป่าและสิงโต

นิทานอีสป เรื่อง กระต่ายป่าและสิงโต

กระต่ายป่าฝูงหนึ่งขอร้องให้สัตว์ป่าทั้งหลายมาชุมนุมโดยพร้อมเพรียงกัน ในที่ประชุมนี้ พวกมันได้เรียกร้องสิทธิว่าสัตว์ป่าทุกชนิดควรมีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกัน และควรได้รับส่วนแบ่งต่าง ๆ อย่างเท่าเทียมกันด้วย

บรรดาสิงโตต่างหันไปพูดกันว่า คำพูดดี แต่พวกมันก็ขาดกรงเล็บและฟันอันแหลมคมเหมือนอย่างที่พวกเรามี



นิทานอีสป เรื่อง เชื่อครึ่ง ไม่เชื่อครึ่ง

นิทานอีสป เรื่อง เชื่อครึ่ง ไม่เชื่อครึ่ง

เช้าวันหนึ่ง ขณะที่กระต่ายป่าฝูงหนึ่งพากันออกจากโพรงของตนเพื่อไปหาอาหารกินกันตามปกติ กระรอกตัวหนึ่งกำลังกระโดดสวนทางมาบนต้นไม้ พอเห็นกระต่ายป่าเหล่านั้นก็ร้องบอกพลางกระโดดไปพลางว่า

สหายกระต๋ายเอ๋ย เวลานี้ไม่ใช่เวลาหากินเสียแล้ว เพราะพวกหมาล่าเนื้อกำลังวิ่งกันเกลื่อนไปทั่วป่าและมุ่งหน้ามาทางนี้ พวกเจ้าจงรีบถอยกลับไปซ่อนตัวอยู่ในโพรงจะดีกว่า รอให้พ้นเวลาที่พรานป่าออกมาล่าสัตว์แล้ว จึงค่อยออกไปหากินจะปลอดภัยกว่า แล้วกระรอกก็กระโดดหายเข้าไปท่ามกลางยอดไม้

กระต่ายป่าเหล่านั้นครึ่งหนึ่งเห็นว่าควรชะลอเวลาออกไปหากินไว้ก่อนเพราะอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ แต่อีกครึ่งหนึ่งเห็นว่าควรออกไปหากินเลย หากเกิดอันตรายขึ้นจริงก็เป็นเรื่องที่จะต้องใช้ไหวพริบคิดหลบหนีเอาเองเมื่อถึงเวลานั้น

ด้วยเหตุนี้ กระต่ายป่าครึ่งหนึ่งจึงกลับเข้าโพรงไป ส่วนอีกครึ่งหนึ่งออกไปหากินต่อ และเมื่อกระต่ายป่าครึ่งหลังเผชิญหน้ากับสุนัขล่าเนื้อ พวกมันก็ตายกันหมดทุกตัวในพริบตาเดียว



นิทานอีสป เรื่อง คิดต่างกัน

นิทานอีสป เรื่อง คิดต่างกัน

ช้างตัวหนึ่งเป็นสหายรักกับกระต่ายตัวหนึ่งมานาน สัตว์ทั้งสองอาศัยอยู่ด้วยกัน หากินด้วยกัน และกินอาหารอย่างเดียวกันคือหญ้าและใบไม้

ครั้งหนึ่งกระต่ายป่วย ช้างก็ช่วยปรนนิบัติรักษาและหาอาหารมาให้กระต่ายกินจนหายเป็นปกติดี หลังจากนั้นประมาณหนึ่งปีช้างก็เกิดไม่สบายและออกไปหากินไม่ได้ กระต่ายจึงช่วยปรนนิบัติรักษาและหาอาหารมาให้ช้างกินเท่าที่จะมีกำลังขนมาได้ ขณะที่เพียรพยายามขนหญ้ามาให้ช้างอยู่หลายเที่ยว กระต่ายก็คิดในใจว่า

ช้างเอ๋ย เจ้าคงยินดีที่ได้กินหญ้ามากมายอย่างนี้ ข้าอุตส่าห์หาหญ้ามาให้เจ้าไม่ใช่น้อยเลย แม้แต่ตัวข้ายังไม่เคยกินหญ้ามากถึงขนาดนี้

แต่เมื่อช้างเห็นหญ้าทั้งหมด กลับคิดตรงข้ามกับกระต่าย มันรำพึงว่า

โอ้กระต่ายมิตรรักของข้า หญ้าทั้งหมดที่เจ้าเพียรพยายามขนมานี้คงมากมายสำหรับเจ้า แต่สำหรับข้านั้น ยังไม่พอที่จะกินเพียงหนึ่งคำเลย

นิทานอีสป เรื่อง สุนัขและกระต่ายป่า

นิทานอีสป เรื่อง สุนัขและกระต่ายป่า

หลังจากที่สุนัขตัวหนึ่งพบกระต่ายป่าตัวหนึ่งท่ามกลางหมู่ไม้เตี้ย ๆ ก็วิ่งไล่ตามกระต่ายป่าตั้วนั้นไปเป็นเวลานาน บางครั้งมันก็ใช้ฟันกัดกระต่ายป่า ดูราวกับว่าต้องการปลิดชีพกระต่ายป่า แต่บางครั้งก็ใช้ลิ้นเลียตามตัวของกระต่ายป่าดูราวกับว่ากำลังเล่นอยู่กับสุนัขอีกตัวหนึ่ง

กระต่ายป่ารู้สึกสับสนยิ่งนัก จึงหยุดวิ่งและหันมาพูดกับสุนัขด้วยท่าทางเคร่งเครียดว่า ข้าคิดว่าเจ้าควรจะแสดงความปรารถนาที่แท้จริงของเจ้าออกมาให้เห็นเด่นชัด ถ้าเจ้าต้องการเป็นเพื่อนกับข้าทำไมเจ้าจึงกัดข้าแรงมากเช่นนั้น แต่ถ้าเจ้าต้องการเป็นศัตรูกับข้าทำไมเจ้าจึงเลียตัวข้าด้วยความเอ็นดูเช่นนั้นละ

นิทานธรรมะ เรื่อง ใช่ว่าจะมีแค่เรา

นิทานธรรมะ เรื่อง ใช่ว่าจะมีแค่เรา

กระต่ายฝูงหนึ่งอาศัยอยู่ด้วยกันในป่าใหญ่ ในความรู้สึกของกระต่ายนั้น พวกเขาคิดว่าชีวิตของตนช่างเต็มไปด้วยอันตรายเหลือเกินไม่ว่าจะเป็นการถูกไล่ล่าจากสัตว์ที่กินเนื้อ หรือจากนายพรานผู้ต้องการล่าไปทำเป็นอาหาร

ด้วยความที่ในแต่ละวันทั้งขณะออกหากิน หรือขณะหลบซ่อนตัวอยู่ในที่อยู่ของตัวเอง ก็ยังเกิดความรู้สึกหวาดกลัวต่ออันตรายอยู่เป็นนิจ จึงทำให้บรรดากระต่ายเกิดความรู้สึกเบื่อหน่ายที่จะใช้ชีวิตอยู่แบบนี้

วันหนึ่งหัวหน้าฝูงได้เรียกประชุมเพื่อหาทางออกจากความหวาดกลัว ที่พวกตนต้องเผชิญอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ทว่าเมื่อมีการขอความคิดเห็นเพื่อหาทางแก้ไข แต่ก็ไม่มีกระต่ายตัวใดฉลาดพอที่จะช่วยให้พวกพ้องของตนปลอดภัยจากอันตรายรอบข้างได้ หัวหน้ากระต่ายจึงตัดสินใจทันทีว่า

เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ในเมื่อชีวิตของพวกเราช่างอยู่ด้วยความหวาดกลัวเหลือเกิน พวกเราพากันไปกระโดดเหวตายให้มันรู้แล้วรู้รอดจะดีกว่า ข้าเองก็เบื่อหน่ายที่จะอยู่อย่างนี้เต็มทนแล้ว มีเพียงความตายเท่านั้นที่จะช่วยเยียวยาความหวาดกลัวของพวกเราได้

ครั้นหัวหน้าประกาศเช่นนั้น บรรดากระต่ายน้อยใหญ่ก็ไม่กล้าคัดค้านแต่อย่างใด หัวหน้าว่าอย่างไรก็ต้องปฏิบัติตามนั้น ทั้งหมดจึงพากันเดินทางไปยังหน้าผาสูง ซึ่งจะเป็นสถานที่สำหรับกระโดดฆ่าตัวตาย

ในขณะที่พวกกระต่ายพากันเดินบ้าง วิ่งบ้าง ไปตามเส้นทางที่จะไปสู่หน้าผาสูง ปรากฏว่าในเส้นทางนั้นก็มีทั้งหนองน้ำอันเป็นที่อยู่ของกบน้อยใหญ่ เมื่อกระต่ายแห่ขบวนไป พวกกบที่กำลังนอนและนั่งอาบแดดอยู่อย่างสบาย ก็พากันกระโจนลงน้ำด้วยความเร็วสุดขีด เหมือนหนึ่งว่ากำลังหวาดกลัวต่ออันตรายที่ใหญ่หลวงยิ่ง

เมื่อหัวหน้ากระต่ายเจอเหตุการณ์เช่นนั้น ก็ได้สติฉุกคิดจึงพูดกับลูกน้องของตนว่า

พวกเราหยุดก่อน จงมองไปยังฝูงกบที่กระโดดลงไปในน้ำนั่นสิ พวกมันเหมือนกำลังหวาดกลัวพวกเราเหลือเกิน พวกเจ้ารู้สึกเช่นนั้นไหม

ใช่แล้วครัวหัวหน้า พวกผมก็รู้สึกเช่นนั้น ฝูงกระต่ายต่างสนับสนุนสิ่งที่หัวหน้าของตนคิด

เมื่อหัวหน้ากระต่ายและบริวารเจอเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับฝูงกบ จึงได้แง่คิดว่า แท้จริงแล้วก็ยังมีสัตว์ประเภทอื่น ๆ ที่ตื่นตกใจกลัวต่อสิ่งที่เข้ามาใกล้ หรือเข้ามาคุกคามชีวิตของตนเองอยู่เป็นจำนวนมาก ไม่ใช่มีเฉพาะฝูงกระต่ายเท่านั้นที่เป็นเช่นนี้ หัวหน้ากระต่ายจึงพูดกับลูกน้องว่า

ข้าคิดว่า ตัวเองเห็นทางออกแล้ว ในโลกนี้ไม่ใช่จะมีเฉพาะพวกเราเท่านั้นที่อยู่ด้วยความหวาดกลัว ตื่นตระหนก ตกใจง่าย อย่างน้อยก็มีกบละที่มีความเกรงกลัวต่อการมาของพวกเรา จนกระทั่งต้องรีบกระโจนลงไปอยู่ในน้ำ

นายท่านต้องการบอกอะไรแก่พวกเรา? กระต่ายตัวหนึ่งถามเจ้านายของตนด้วยความสงสัย

คืออย่างนี้ ข้าจะไม่พาพวกเจ้าไปฆ่าตัวตายแล้วล่ะ เราจะกลับไปยังที่อยู่ของเราเหมือนเดิม ไปอยู่ในที่ที่เราคุ้นเคย และพยายามอยู่อย่างกระต่ายผู้มีความสุขให้มากที่สุด แม้ว่าจะต้องอยู่อย่างผู้เฝ้าระวังอันตราย แต่พวกเจ้าโปรดจำไว้ว่า ยังมีสัตว์อื่น ๆ ที่ต้องอยู่อย่างระวังเช่นเรา พวกเรายังมีเพื่อนร่วมชะตากรรมเช่นนี้อยู่ จงอย่าน้อยใจและเบื่อหน่ายที่จะต่อสู้กับปัญหาอีกเลย แต่จงเรียนรู้ที่จะอยู่กับปัญหา เพื่อที่จะให้ปัญญาได้เข้ามาแทนที่ แม้วันหนึ่งเราอาจจะต้องประสบกับอันตราย แต่อย่างน้อยช่วงเวลาที่มีชีวิตอยู่ ก็ควรรู้จักที่จะอยู่อย่างผู้เห็นคุณค่าของตัวเอง

ใช่ ท่านพูดถูกแล้ว

บรรดากระต่ายต่างสรรเสริญในสิ่งที่หัวหน้ากล่าว และแสดงอาการดีใจเพราะจะได้มีชีวิตอยู่ต่อไป พร้อมกันนั้นก็ได้เรียนรู้ที่จะหลบภัยจากอันตรายต่าง ๆ อย่างผู้รู้จักระวัง เพื่อให้ตัวเองมีชีวิตรอด โดยมีคำสอนเรื่อง กบที่กลัวกระต่าย มาเป็นกำลังใจให้พวกตนกล้าที่จะเผชิญหน้ากับปัญหาที่รออยู่

นิทานพื้นบ้านภาคอีสาน เรื่อง กระต่ายเจ้าปัญญา

นิทานพื้นบ้านภาคอีสาน เรื่อง กระต่ายเจ้าปัญญา

คนในสมัยก่อนมักเชื่อเรื่องความฝัน ถ้าคืนไหนฝันอย่างไรตื่นขึ้นมาก็เป็นจริงจามที่ฝัน เช่น ฝันว่าได้กินอะไรพอตื่นขึ้นมาก็ได้กินของสิ่งนั้นดังที่ฝันไว้

ในคืนวันหนึ่ง เสือตัวหนึ่งได้ได้นอนหลับตลอดทั้งคืนอันยาวนานด้วยความสุข และฝันว่าได้กินช้าง ครั้นรุ่งเช้าเสือจึงได้เดินทางไปพบช้างแล้วเล่าความฝันของตนให้ช้างฟังว่า เมื่อคืนตนฝันว่าได้กินเนื้อช้าง ช้างได้ฟังดังนั้นรู้สึกตกใจเป็นอันมากเพราะกลัวจะถูกเสือจับกิน ช้างจึงเดินร้องไห้ไปอย่างไร้จุดหมาย จนกระทั่งได้พบกับกระต่าย กระต่ายรู้สึกสงสัยที่เห็นช้างเดินร้องไห้เช่นนี้ ซึ่งโดยปกติแล้วช้างจะเป็นผู้ที่มีความทรหดอดทน และมีเรี่ยวแรงมากมายมหาศาล ครั้งนี้คงมีเหตุการณ์ที่ไม่สู้ดีเกิดขึ้นกับช้างก็เป็นได้ กระต่ายจึงถามช้างว่า

กระต่าย : พี่ช้างเป็นอะไรถึงเดินร้องไห้มาเช่นนี้ พี่ช้างบอกกระต่ายได้ไหม
ช้าง : เสือเล่าว่า เสื่อฝันว่าได้กินช้าง ช้างกลัวตายจึงร้องไห้

กระต่ายได้ฟังนั้นจึงรีบกระโดดตามไปจนพบเสือ

กระต่าย : จริงหรือเปล่าที่เสือฝันว่าได้กินเนื้อช้าง
เสือตอบว่า : จริง จริงนะซิ ฝันเมื่อคืนเอง เป็นความฝันที่นำโชคลาภมาให้อย่างวิเศษที่สุดเลย

กระต่ายได้ฟังคำยืนยันจากปากเสือตัวที่ช้างเล่าให้ฟังแล้วรู้สึกสงสารช้างมาก กระต่ายคิดว่าจะทำอย่างไรจึงจะหาทางช่วยชีวิตช้างให้พันจากการเป็นอาหารของเสือได้ ในที่สุดกระต่ายจึงออกปากเชิญเสือกับช้างให้เดินทางไปพบเจ้าป่าด้วยกัน เพื่อจะให้เจ้าป่าเป็นผู้ตัดสินปัญหานี้ ในขณะที่เดินทางไปพบกับเจ้าป่านั้น ต่างก็เหนื่อยอ่อนจึงพากันหยุดพักใต้ต้นไม้ สักครู่หนึ่ง มีลมพัดมาอ่อน ๆ ทำให้กระต่าย ช้าง และเสือสดชื่น เพียงชั่วครู่กระต่ายก็เผลอหลับไปอย่างง่ายดาย มารู้สึกตัวอีกครั้งหนึ่งเมื่อกระต่ายได้พัดตกลงมาจากกิ่งไม้ พร้อมกับร้องตะโกนด้วยเสียงอันดังว่า ตอนที่กระต่ายนอนหลับไปเมื่อสักครู่นี้กระต่ายฝันดีมาก เจ้าป่าจึงถามกระต่ายว่า กระต่ายฝันว่าอะไร กระต่ายเล่าความฝันให้ฟังว่า ที่กระต่ายฝันไปนั้นได้ฝันว่ากระต่ายได้มีความสัมพันธ์กับบรรดาเมียของเจ้าป่าทุกตัวมาเป็นเมียของกระต่าย เจ้าป่ากำลังตกใจกับความฝันของกระต่าย ทันใดนั้นกระต่ายจึงได้ถามเจ้าป่าในทันทีว่า เจ้าป่าจะยอมยกเมียของเจ้าป่าให้มาเป็นเมียของกระต่ายหรือไม่

เจ้าป่าโกรธมาก ได้ตะคอกใส่หน้ากระต่ายว่า เมียทั้งหลายของข้าใครอย่าแตะต้องเป็นอันขาด ไม่เช่นนั้นต้องต่อสู้กันจนถึงชีวิต ถ้าข้าไม่ตายเอ็งอย่านึกฝันไปเลยเจ้ากระต่ายน้อย กระต่ายรีบต่อรองกับเจ้าป่าด้วยความรวดเร็วว่า ถ้าเจ้าป่าไม่ยอมยกเมียให้ข้า ข้าก็ไม่ยอมยกช้างให้เป็นอาหารเสือเช่นเดียวกัน ในที่สุดช้างก็รอดพ้นจากการเป็นอาหารของเสือ เพราะปัญญาอันแหลมคมของเจ้ากระต่ายน้อยตัวนี้

ที่มา : สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคอีสาน เล่ม 1(หน้า 68),5 ธันวาคม 2542

นิทานพื้นบ้านภาคกลาง เรื่อง กระต่ายสามขา

นิทานพื้นบ้านภาคกลาง เรื่อง กระต่ายสามขา

เรื่องกระต่ายสามขา เป็นนิทานที่เล่าถึงที่มาของภาษิต กระต่ายสามขา

ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเด็กรุ่นหนุ่มคนหนึ่งชื่อม่วง เป็นลูกศิษย์วัดพุทไธศวรรย์ เป็นเด็กที่มีความอดทนและมั่นคงมาก เจรจาสิ่งใดแล้วก็ไม่ยอมเปลี่ยนคำพูดง่าย ๆ นายม่วงได้ฝากตัวกับอาจารย์คง วัดพุทไธศวรรย์ เพื่อจะศึกษาวิชาอาคมกับอาจารย์ แต่ก่อนที่จะเรียนคาถาอาคมจะต้องเรียนหนังสือขอมให้คล่องเสียก่อน เพราะคาถาอาคมเป็นตัวหนังสือขอมทั้งสิ้น เมื่อนายม่วงเรียนหนังสือขอมคล่องดีแล้ว อาจารย์ก็คิดจะทดลองศิษย์ว่าจะมีความอดทนเหมาะสมที่จะรับวิชาไว้หรือไม่

คราวหนึ่งมีผู้นำกระต่ายมาถวายอาจารย์คง อาจารย์จึงให้นายม่วงเอาไปย่างเก็บไว้สำหรับที่จะเป็นอาหารเพล นายม่วงก็เอาไปย่างไฟ แต่ในขณะที่กำลังย่างอยู่นั้นกลิ่นกระต่ายหอมหวนชวนกินมาก นายม่วงอดใจไม่ไหว จึงฉีกกระต่ายเอามากินเสียขาหนึ่งแล้วจึงเอาไปเก็บไว้

ครั้นถึงเวลาฉันเพล นายม่วงก็ยกเอากระต่ายย่างเข้าไปถวายพระอาจารย์ พออาจารย์เห็นกระต่ายย่างเหลือสามขาก็แปลกใจจึงคาดคั้นความจริงกับนายม่วง ซึ่งนายม่วงก็ไม่ยอมรับอาจารย์คงโกรธจัดจึงเฆี่ยนนายม่วงไปหลายครั้ง แต่นายม่วงก็ยืนกรานว่ากระต่ายมีสามขา อาจารย์สงสารจึงยกกระต่ายที่เหลือให้นายม่วงกินจนหมด และนึกนิยมว่านายม่วงเป็นคนหนักแน่นมั่นคง จึงถ่ายทอดวิชาอาคมให้ วันหนึ่งนายม่วงอยากจะเข้าพระราชวัง อาจารย์คงจึงเสกก้านพลูให้นายม่วงทัดหูไป โดยกำชับห้ามทำหล่น นายม่วงหายตัวเข้าไปในพระราชวังได้แอบไปขโมยกินของเสวยของพระเจ้าแผ่นดิน จนในที่สุดถูกจับได้จึงถูกสั่งประหารชีวิต อาจารย์คงทราบข่าวจึงแอบมาช่วยโดยเสกก้านพลูแทนตัวนายม่วง แล้วพากันออกมาโดยไม่มีใครเห็นจากนั้นจึงพากันหลบหนีไปทางเหนือ อยู่มาวันหนึ่งนายม่วงได้ขออนุญาตอาจารย์คงเพื่อไปเที่ยวอยุธยาอีก โดยกล่าวว่าจะไปแบบให้คนเคารพทั้งเมือง จึงให้อาจารย์คงเสกเป็นพระพุทธรูปลอยน้ำไป เมื่อลอยไปถึงหน้าพระราชวังจันทรเกษม ผู้คนจึงพากันมากราบไหว้บูชากันเนืองแน่นจนพระเจ้าแผ่นดินมีพระราชประสงค์อัญเชิญไว้ในกรุง หากแต่มีตาแก่วิชาดีคนหนึ่งกราบทูลว่ามิใช่พระพุทธรูปจริงแต่เป็นคนแกล้งทำมา และอาสาที่จะจัดการโดยทำสายสิญจน์ เครื่องเซ่น ข้าวเปลือก ข้าวสาร เสร็จแล้วก็ลงไปริมน้ำอ่านโองการ ซัดข้าวเปลือกข้าวสารและเอาสายสิญจน์ลากพระเข้าฝั่งแล้วรดด้วยน้ำมนต์ ทันใดก็กลายเป็นนายม่วงนั่งถือดาบอยู่ พระเจ้าแผ่นดินทรงจำได้ว่าเป็นนายม่วงคนเดิมจึงสั่งให้ราชมัลเฆี่ยนและถามความจริง ซึ่งนายม่วงก็ตอบวกวนตามเดิม จึงถามตาแก่ว่าจะทำประการใด ตาแก่จึงกราบทูลว่า ให้จับใส่ในท่อนซุง แล้วเสดให้ซุงจมน้ำ พระเจ้าแผ่นดินทรงอนุญาต ตาแก่จัดแจงจับนายม่วงเข้าไว้ในโพรงซุง เสกน้ำมนต์รด ซุงก็จมน้ำและแล่นทวนไปถึงหน้าวัด อาจารย์คงรู้ดีว่านายม่วงเสียทีมาอีกจึงออกไปช่วยนายม่วงตามเคย ตั้งแต่นั้นมานายม่วงก็อยู่ปรนนิบัติอาจารย์ไม่คิดจะกลับมากรุงศรีอยุธยาอีกเลย

นิทานชาดก เรื่อง กระต่ายตื่นตูม

นิทานชาดก เรื่อง กระต่ายตื่นตูม

ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดพระเชตวันเมืองสาวัตถี ทรงปรารภเดียรถีย์ (นักบวชนอกศาสนา) ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า…

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นราชสีห์อาศัยอยู่ในป่าแห่งหนึ่ง มีดงตาลกับต้นมะตูมอยู่ติดทะเลด้านทิศตะวันตกของป่านั้น ณ ที่ดงตาลนั้นมีกระต่ายตัวหนึ่งอาศัยอยู่ใต้ต้นตาลใกล้ต้นมะตูมต้นหนึ่ง วันหนึ่ง วันหนึ่งเจ้ากระต่ายออกเที่ยวหากินอิ่มแล้ว กลับมานอนพักผ่อนอยู่ใต้ใบตาลแห้ง กำลังนอนคิดเพลิน ๆ อยู่ว่า “ถ้าหากแผ่นดินนี้ถล่ม เราจะไปอยู่ที่ไหนหนอ” ทันใดนั้นเองผลมะตูมสุกลูกหนึ่งได้หล่นลงมาถูกใบตาลเสียงดังลั่นเจ้ากระต่ายนึกว่าเป็นเสียงแผ่นดินถล่ม จึงร้องขึ้นสุดเสียงว่า “แผ่นดินถล่มแล้ว ๆ ” พร้อมกับกระโดวิ่งหนีไปสุดชีวิตโดยไม่เหลียวหลังมาดูเลย

กระต่ายตัวอื่น ๆ เห็นมันวิ่งหนีอะไรมาสุดชีวิตจึงร้องถามมันว่า “เจ้าวิ่งหนีอะไรมา” มันทั้งวิ่งทั้งร้องตอบว่า “รีบหนีเร็ว แผ่นดินถล่มแล้ว ๆ” กระต่ายจำนวนนับพันต่างก็รีบวิ่งหนีตายตามมันไปด้วย สัตว์ป่านานาชนิดเมื่อทราบข่าวต่างก็วิ่งหนีตามกระต่ายไป ฝูงสัตว์วิ่งหนีตามกันมาเป็นทิวแถว ราชสีห์เห็นสัตว์น้อยใหญ่วิ่งกันมาฝุ่นฟุ้งกระจุยจึงร้องถามไปว่า “พวกเจ้าวิ่งหนีอะไรมา” ได้รับคำตอบว่า “เจ้านาย แผ่นดินที่โน้นถล่มแล้ว พวกเราวิ่งหนีตาย” แล้วก็วิ่งไปต่อ บ่ายหน้าไปทางหน้าผาสูงชันโดยไม่รู้ตัว ราชสีห์ด้วยความกรุณาในสัตว์ทั้งหลายเกรงว่าจะตกเหวตายเสียหมด จึงวิ่งไปดักข้างหน้าพร้อมกับคำรามเสียงดังลั่นขึ้น ๓ ครั้ง สัตว์ทั้งหลายพอได้ยินเสียราชสีห์ก็พากันตกใจกลัวตื่นจากภวังค์หยุดวิ่ง

ราชสีห์จึงถามว่า “ใครเห็นแผ่นดินถล่มบ้าง” พวกสัตว์บอกว่า “ช้างเห็นขอรับ” ช้างบอกว่า “เสือเห็น” เสือบอกว่า “แรดเห็น” แรดบอกว่า “ควายเห็น” ควายบอกว่า “หมูป่าเห็น” หมูป่าบอกว่า “กวางเห็น” กวางบอกว่า “กระต่ายเห็น” พวกกระต่าย จึงชี้บอกว่า “กระต่ายตัวนี้เห็นแผ่นดินถล่มครับ..นาย” ราชสีห์จึงถามกระต่ายตัวนั้นว่าเป็นจริงหรือเปล่า กระต่ายตอว่า “ข้าพเจ้าเห็นจริง ๆ นายท่าน ขณะที่ข้าพเจ้ากำลังนอนพักผ่อนอยู่ใต้ใบตาลก็มีเสียงดังสนั่นหวั่นไหวขึ้น ข้าพเจ้าจึงวิ่งหนีตายมานี่ละ.. นายท่าน”

ราชสีห์เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงจึงบอกให้สัตว์ทั้งหลายรออยู่ที่ตรงนั้นส่วนตนและเจ้ากระต่ายได้เดินกลับไปดูสถานที่ต้นเหตุ ตรวจดูเห็นผมมะตูมสุกลูกหนึ่งวางอยู่ก็เข้าใจทันที จึงกลับมาบอกสัตว์ทั้งหลายว่า “ท่านทั้งหลายเลิกกลัวได้แล้ว เสียงแผ่นดินถล่ม เป็นเสียงผลมะตูมสุกหล่นกระทบใบตาลแห่งดอก เลิกกลัวได้แล้ว” สัตว์ทั้งหลายอาศัยราชสีห์จึงเอาชีวิตรอดมาได้

พระพุทธองค์จึงตรัสพระคาถาว่า “พวกคนโง่เขลายังไม่ทันรู้เรื่องราวแจ่มแจ้ง ฟังคนอื่นโจษขาน ก็พากันตื่นตระหนก พวกเขาเชื่อคนง่าย ส่วนคนเหล่าใดเป็นนักปราชญ์ เพียบพร้อมด้วยศีลและปัญญา ยินดีในความสงบ และเว้นไกลจากการ ทำชั่ว คนเหล่านั้นหาเชื่อคนอื่นง่ายไม่”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
ก่อนแต่จะเชื่ออะไรใคร ควรพิจารณาตรวจสอบความเป็นจริงเสียก่อน เพื่อความถูกต้องจะไม่ได้เป็นอย่างกระต่ายตื่นตูม