นิทานธรรมะ เรื่อง คุณค่าของความทุกข์

นิทานธรรมะ เรื่อง คุณค่าของความทุกข์

หญิงสาวคนหนึ่งป่วยเป็นอัมพาตที่ขาท่อนล่าง เป็นเหตุให้เธอต้องเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลเป็นนิจ ในขณะที่ป่วยอยู่นั้น คนที่อยู่รอบใกล้ตัวเธอ ก็รู้สึกเป็นทุกข์กับอาการป่วยของเธอด้วย เพราะไม่รู้ว่าจะช่วยให้คนที่ตนรักหายจากอาการนี้ได้อย่างไร

แต่ข้อดีของหญิงสาวก็คือ เป็นคนที่มีนิสัยร่าเริงอยู่เสมอ ที่สำคัญเธอเคยผ่านการฝึกจิตด้วยการปฏิบัติธรรมมาก่อน เมื่อถึงเวลาที่ร่างกายต้องตกอยู่ในภาวะที่ควบคุมไม่ได้ ก็สามารถรู้เท่าทันความจริงของชีวิตว่า ทุกอย่างไม่มีอะไรแน่นอน ในขณะที่จิตก็พร้อมจะรับรู้ปัญหาที่เกิดขึ้นด้วยความเข้าใจ

อาการป่วยเป็นอัมพาตของหญิงสาวนั้น เมื่อดูจากอาการแล้วเหมือนว่าจะหนักขึ้นเรื่อย ๆ เพราะเธอไม่สามารถที่จะประคองตัวเองให้ฝืนลุกขึ้นได้ อยู่ต่อมาอาการป่วยก็กำเริบขึ้นอีก จนต้องนำส่งไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลในเมือง

ในขณะที่นอนป่วยอยู่ที่โรงพยาบาล ญาติที่มาเยี่ยมต่างคิดว่าเธอช่างโชคร้ายยิ่งนัก คงมีความทุกข์ที่คอยรุมทำร้ายชีวิตของเธอเป็นแน่ แต่ตรงกันข้าม หญิงผู้ถูกโรคร้ายรุมเร้ากลับมีรอยยิ้มเปื้อนใบหน้าอยู่ตลอดเวลา จนพยาบาลหลายคนก็ประหลาดใจว่า ทำไมเธอถึงดูมีความสุขได้ทั้ง ๆ ที่กำลังเจอโรคร้ายรุมเร้าอยู่

อยู่มาวันหนึ่ง พยาบาลที่เฝ้าไข้ก็เกิดความสงสัยว่าทำไม จึงสามารถยิ้มอย่างมีความสุขได้ ในขณะที่อยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากเช่นนี้ จึงถามขึ้นว่า

ขอถามอะไรหน่อยได้ไหมคะ

ถามได้เลยค่ะ หากตอบได้ก็ยินดีที่จะตอบ หญิงสาวตอบรับด้วยความยินดีที่จะบอกในสิ่งที่พยาบาลสงสัย

ทำไมคุณดูยิ้มแย้มตลอดเวลา ทั้งที่กำลังป่วยอยู่เช่นนี้ ทำเหมือนว่าอาการป่วยที่เป็นอยู่นี้ เป็นสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตของคุณ

ฝ่ายหญิงสาวผู้ถูกโรคร้ายกัดกร่อนชีวิต เมื่อได้รับฟังเช่นนั้น แทนที่จะรู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกละลาบละล้วงความเป็นส่วนตัว กลับยิ้มอย่างเข้าใจในความสงสัยของพยาบาลสาว พร้อมกับให้คำตอบที่มาจากความรู้สึกของตัวเองว่า

ฉันคิดอยู่เสมอว่า วันหนึ่งโรคภัยไข้เจ็บต้องเกิดขึ้นแก่ตัวเองแน่นอน ไม่ป่วยวันนี้ วันข้างหน้าก็ต้องป่วยอยู่ดี แต่ที่ฉันดูมีความสุขในขณะที่ป่วย ก็เพราะฉันแบ่งกายกับจิตออกจากกัน แบ่งความทุกข์และความสุขให้อยู่คนละส่วน ความสุขจึงไม่ใช่เรื่องยากที่ฉันจะสร้างมันขึ้นมาได้

มันเป็นอย่างไรที่ว่า แบ่งกายและจิตออกจากกัน แบ่งความทุกข์และความสุขให้อยู่คนละส่วน พยาบาลซักต่อด้วยความอยากรู้

หญิงสาวผู้มีใบหน้าเปื้อนด้วยรอยยิ้ม จึงอธิบายให้พยาบาลได้รับทราบว่า

ในชีวิตของคนเรานั้น มีกายและจิตเป็นองค์ประกอบสำคัญในชีวิต ถ้าเราสามารถทำความเข้าใจว่า ร่างกายและจิตเป็นคนละส่วนกัน แม้จะอาศัยกันเกิดขึ้นแล้วเรียกว่าชีวิตก็จริง แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งที่อีกฝ่ายถูกทำร้าย เราต้องรู้จักถนอมอีกฝ่ายหนึ่งให้ดำรงอยู่อย่างปกติสุขให้ได้ เหมือนกายป่วย แต่เราต้องไม่ยอมให้จิตที่รับรู้อารมณ์ต่าง ๆ ป่วยไปตาม เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจึงยิ้มได้เสมอเมื่อต้องอยู่กับร่างกายที่ไม่สมบูรณ์

แล้วการแบ่งความสุขกับกับความทุกข์ ให้อยู่คนละส่วนละ พยายาลซักต่อในอีกประเด็นหนึ่ง

ในเรื่องของการแบ่งความทุกข์และความสุขให้อยู่คนละส่วนนั้น ที่จริงแล้ว ก็ไม่ได้แบ่งความทุกข์หรือความสุขออกจากกันหรอก เพียงแค่เราทำความเข้าใจในความทุกข์ ที่คนทั่วไปเรียกว่าปัญหาก็พอแล้ว เพราะเมื่อเข้าใจความทุกข์อย่างละเอียด เราก็จะอยู่กับความทุกข์นั้นได้ โดยเราจะย้ายความรู้สึกมาอยู่ฝั่งของความเข้าใจที่เรียกว่าความสุขแทน กระทั่งรู้จักที่จะอยู่เหนือความทุกข์และความสุขได้ในขณะต่อมา

หญิงสาวอธิบายด้วยรอยยิ้มแห่งความเข้าใจ