นิทานคลาสสิกอมตะ เรื่อง รถยนต์กายสิทธิ์

นิทานคลาสสิกอมตะ เรื่อง รถยนต์กายสิทธิ์

หมู่บ้านเชอร์รี เป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ผู้คนอาศัยอยู่ด้วยความสุข จนกระทั่งมีนายบ็องเข้ามาอยู่ด้วย

ในฤดูใบไม้ผลิ ต้นเชอร์รีจะออกดอกสีชมพูบานสะพรั่งไปทั่วทุกหนทุกแห่ง แลดูงดงามยิ่งนัก เมื่อฤดูร้อนมาถึง ลูกเชอร์รีก็จะสุก พวกชาวบ้านก็จะช่วยกันเก็บลูกเชอร์รีอย่างสนุกสนาน เพื่อทำขนมรับประทานกับครีม

แต่เมื่อนายบ็องมาที่หมู่บ้าน เขาก็ทำตัวให้เป็นที่เดือดร้อนรำคาญใจแก่เพื่อนบ้าน นายบ็องพูดมากจนไม่มีใครอยากฟัง เขาเที่ยวขอยืมของใช้ของชาวบ้าน นอกจากนี้นายบ็องยังชอบพูดนินทาว่าร้ายพวกชาวบ้านอีกด้วย เขาเป็นคนที่น่าเบื่อเหลือแสน

นั่นแน่ะ นายบ็องเดินมาแล้ว โกโบพูดกับลิตเติลฟีต

เร็ว ๆ เข้าเถอะ รีบวิ่งหนีไปให้พ้นก่อนที่เขาจะเห็นเราเถิด! นายบ็องจะต้องมาขอยืมอะไรเราสักอย่างแน่ แล้วคนทั้งสองก็วิ่งหนีไปแต่ก็ช้าไปเสียแล้ว เพราะนายบ็องเห็นคนทั้สองำลังวิ่งไปพอดี เขารีบวิ่งตามไปบ่นอะไรต่อมิอะไรให้โกโบกับลิตเติลฟีตฟังจนได้

นายบ็องชอบดูของใหม่ ๆ ที่ชาวบ้านในหมู่บ้านเชอร์รีซื้อมา เมื่อโกโบเอาวิทยุเครื่องใหม่มาที่บ้าน นายบ็องก็ไปเคาะประตูบ้านโกโบพอโกโบเปิดประตูบ้าน นายบ็องก็เดินเข้าไปทันทีโดยที่โกโบยังไม่ทันเชื้อเชิญ นายบ็องเฝ้าหมุนปุ่มวิทยุเปิดปิดอยู่ตลอดเวลาทั้งวันจนกระทั่งเย็น แม้ว่าโกโบที่น่าสงสารอยากจะลองเปิดวิทยุฟังเองบ้างก็ทำไม่ได้

เมื่อทิพโทซื้อจักรยานใหม่มา นายบ็องก็ไปขอยืมจักรยานคันนั้นมาขี่ไปเยี่ยมป้าของเขาที่เมืองเฮย์โฮ พอนายบ็องนำรถจักรยานมาคืนก็ปรากฏว่ากระดิ่งรถหักเสีย

เธอควรจะใช้เงินค่ากระดิ่งอันใหม่ให้ฉัน ทิพโทพูดอย่างโกรธเคือง แต่นายบ็องก็หัวเราะเฉยเสีย เขาเดินจากไปไม่สนใจคำพูดของทิพโท แล้วก็เข้าบ้านปิดประตูดังปัง ทิพโทก็เลยต้องเเสียเงินซื้อกระดิ่งรถคันใหม่เอง

ต่อมานายบ็องนำหินลูกกลิ้งสำหรับใช้แล้วสวนมาจากคุณนายเยลลี่โดยไม่ขออนุญาตเสียก่อน แล้วทำหินลูกกลิ้งตกหายไปในสระน้ำที่หมู่บ้าน ทุก ๆ คนต่างหมดความอดทนกับการกระทำของนายบ็อง พากันพูดว่าจะต้องจัดการกับนายบ็องเสียที

นายบ็องทำหินลูกกลิ้งหล่นลงไปในสระน้ำได้อย่างไรกัน? โกโบถามด้วยความประหลาดใจ วันนั้นเขาไปธุระเสียจึงไม่ได้ยินเรื่องราวที่เกิดขึ้น

คืออย่างนี้นะ นายบ็องไปเอาหินลูกกลิ้งไปคืนวันหนึ่ง ขณะที่คุณนายเยลลี่นอนหลับอยู่ ทิพโทเล่าเรื่องให้โกโบฟัง เธอก็รู้อยู่แล้วว่า บ้านของคุณนายเยลลี่น่ะอยู่บนเนินเขา ขณะที่นายบ็องกำลังจะเดินลงจากเนินเขา เขาจามโดยแรงจนกระทั่งปล่อยให้หินลูกกลิ้งหลุดจากมือ มันกลิ้งไปตามเนินเขาโดยเร็ว แล้วก็หล่นโครมลงไปในสระ

และสระนั้นก็ทั้งกว้างใหญ่และลึกมาก เราหาลูกกลิ้งไม่พบมันก็เลยหายไป ลิตเติลฟีตพูด

ถ้าเช่นนั้นก็ถึงเวลาที่เราจะต้องจัดการกับนายบ็องนี่เสียที โกโบพูดพลางขมวดคิ้ว

ตัวพิกซี่น้อยซึ่งมีชื่อว่าดัมเบลหัวเราะคิกคัก คนอื่น ๆ จึงหันไปมองดู เป็นอะไรล่ะ โกโบถาม

ฉันคิดอะไรได้อย่างหนึ่งน่ะสิ ดัมเบลตอบ ป้าของฉันมีรถยนต์คันหนึ่ง และป้ามักจะให้ฉันใช้รถค้นนั้นได้ เมื่อฉันประพฤติตัวดี ฉันจะเอารถยนต์คันนี้มาที่นี่ดีไหม จะได้ให้ทุก ๆ คนนั่งรถเล่นให้สนุก ยกเว้นนายบ็องมาขอยืมไปขับเอง

แล้วจะได้ประโยชน์อะไรขึ้นมาล่ะ โกโบถาม

เราจะเอายันต์ที่จะทำให้รถวิ่งเตลิดไปใส่ไว้บนที่นั่ง ดัมเบลตอบพลางหัวเราะคิกคัก พอนายบ็องขึ้นไปนั่งบนรถ มันก็จะพาเขาวิ่งเป็นไมล์เชียวแหละ พอมันวิ่งไปได้ร้อยไมล์ แล้วมันก็จะหกคะเมนเทตัวนายบ็องออกไป แล้วแล่นกลับมาหาเราที่นี่

พวกชาวบ้านได้ยินดังนั้นก็พากันจ้องมองดัมเบลด้วยความดีใจความคิดของดัมเบลฟังดูแล้วเข้าท่าดีไม่น้อย ดัมเบลจึงไปยืมรถยนต์ของป้าเขาทันทีไม่ช้าดัมเบลก็กลับมาพร้อมด้วยรถยนต์คันนั้น รอยยิ้มอย่างอิ่มอกอิ่มใจปรากฏอยู่บนใบหน้าเล็ก ๆ ที่ซุกซนของดัมเบล เขาบีบแตรเสียงดังลั่น ทำให้ทุก ๆ คนพากันวิ่งออกไปดู

ฉันจะให้พวกเธอนั่งรถเล่นทีละคน ดัมเบลตะโกนบอกพวกชาวบ้าน ดังนั้นโกโบจึงขึ้นรถเป็นคนแรก แล้วขับรถไปเที่ยวหนึ่ง ต่อมาก็ถึงคราวของลิตเติลฟีตและทิพโท หลังจากนั้นนายบ็องก็เดินฝ่าฝูงคนเข้ามา แล้วตะโกนว่าเขาอยากจะขับรถเล่นบ้าง

ไม่หรอก ฉันจะไม่ให้เธอขับรถของฉัน ดัมเบลพูดเสียงดัง ฉันไม่อยากให้รถของฉันตกหายไปในสระหรอกนายบ็อง เธอมักจะทำของที่ยืมมาตกหายไปในสระไม่ใช่หรือ?

ดังนั้น นายบ็องจึงไม่ได้รับอนุญาตให้ขับรถยนต์ เขาโกรธมากเพราะนายบ็องแน่ใจว่าเขาสามารถจะขับรถยนต์สีน้ำเงินค้นเล็กนั้นได้ดีเท่า ๆ กับดัมเบล

เอาล่ะ ดัมเบลร้อง เมื่อทุก ๆ คนนอกจากนายบ็องได้ขับรถเล่นรอบ ๆ หมู่บ้านจนพอใจแล้ว วันนี้พอก่อน ฉันจะเอารถจอดไว้ให้ปลอดภัยที่ข้าง ๆ กำแพงนี้ ฉันจะไปกินอาหารค่ำเสียที

ดัมเบลเอารถยนต์จอดไว้ข้าง ๆ กำแพงใกล้บ้านของนายบ็อง แต่ก่อนที่เขาจะลงจากรถ ดัมเบลก็เอายันต์ที่ทำให้รถวิ่งเตลิดไปวางไว้บนที่นั่งคนขับ ยันต์นั้นมีลักษณะคล้าย ๆ กระดาษแสตมป์สีเหลืองชิ้นเล็ก ๆ ดัมเบลหัวราะคิกคัก แล้วก็กระโดดลงจากรถไปกินอาหารค่ำ

เมื่อทุก ๆ คนไปกันหมด นายบ็องก็วิ่งออกจากบ้านของเขาตรงไปที่รถยนต์ รู้สึกดีใจที่เห็นมันจออยู่ใกล้บ้านของเขา นายบ็องรีบขึ้นไปบนรถแล้วจับพวงมาลัยไว้ ฉันจะทำให้เจ้าดัมเบลเห็นว่า ฉันจะต้องได้ขับรถคันนี้เล่นเช่นเดียวกับคนอื่น นายบ็องพูด แล้วเขาก็สตาร์ทรถออกไป พอชาวบ้านได้ยินเสียงรถบนต์ ก็พากันวิ่งออกมาดูนอกบ้านว่าเกิดอะไรขึ้น

ลาก่อน บ็อง ลาก่อนนะ บ็อง พวกชาวบ้านร้องตะโกนพลางโบกมือด้วยความยินดี บ็องมีท่าทางประหลาดใจ

นายบ็องตั้งใจจะขับรถไปรอบ ๆ หมู่บ้าน แต่ดูเหมือนว่ารถค้นนั้นจะไม่ยอมวิ่งไปตามที่นายบ็องต้องการจะให้มันไป รถยนต์วิ่งไปตามถนนใหญ่ บ็องพยายามจะให้รถวิ่งกลับไปในหมู่บ้าน แต่รถค้นนั้นไม่ยอมกลับ

บรื้น!!! เสียงรถยนต์ดังสนั่นก้อง รถยนต์คันนั้นแล่นต่อไปข้างหน้าเสียงเครื่องยนต์ยังคงดังไม่หยุดคล้ายกับจะหัวเราะเยาะนายบ็อง

ลาก่อน บ็อง ไปเสียได้ก็ดี โล่งอกไปทีพวกเรา ชาวบ้านในหมู่บ้านเชอร์รีร้องตะโกนตามหลังบ็องไป

นายบ็องเริ่มตกใจ เขารู้สึกว่าเขาไม่ได้ขับรถยนต์คันนี้เลย ดูเหมือนมันจะพาเขาไปมากกว่า นายบ็องนั่งรถไปตามถนนใหญ่สู่เนินเขา ข้ามไปลงที่เชิงเขาอีกด้านหนึ่ง รถก็แล่นไปเร็วขึ้นทุกที ๆ

เมื่อรถยนต์แล่นไปไกลแล้ว พวกชาวบ้านมองไม่เห็นนายบ็องอีกก็พากันจับมือล้อมวงเต้นระบำไปรอบ ๆ ด้วยความยินดี นายบ็องไปแล้ว พวกชาวบ้านร้องเพลง ทีนี้เราจะได้อยู่เป็นสุขกันเสียที

คืนนั้น รถกายสิทธิ์ก็แล่นกลับมายังหมู่บ้านเชอร์รีอย่างช้า ๆ ราวกับว่ามันรู้สึกเหนื่อยเล็กน้อย ทุกคนพากันต้อนรับรถกายสิทธิ์ เขาตบฝากระโปรงเบา ๆ เป็นการทักทาย และเอาริบบิ้นผูกพวกมาลัยให้เป็นการเอกอกเอาใจรถกายสิทธิ์เป็นการใหญ่

และพวกชาวบ้านก็ไม่ต้องพบนายบ็องอีกจริง ๆ นายบ็องถูกรถกายสิทธิ์พาไปทิ้งลงบนกองขยะในเมืองปีศาจ ซึ่งอยู่ไกลออกไปกว่าร้อยไมล์ ขณะนี้นายบ็องเป็นคนใช้ของครอบครัวปีศาจครอบครัวหนึ่ง เขาโดนกดขี่ทารุณอย่างน่าสงสาร แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกเสียจากจะนึกเสียใจ ที่เคยประพฤติตัวไม่ดีจนโดนนำมาทิ้งเช่นนี้

นิทานคลาสสิกอมตะ เรื่อง เอลซิดผู้ยิ่งใหญ่

นิทานคลาสสิกอมตะ เรื่อง เอลซิดผู้ยิ่งใหญ่

เอลซิด เป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ของสเปนเมื่อหลายร้อยปีมาแล้ว มีเรื่องราวเกี่ยวกับเขาหลายอย่าง ซึ่งแตกต่างกว่าวีรบุรุษอื่นทั้งจริงและไม่จริงปนเปกันไป แต่อย่างไรก็ตาม เขาก็ได้รับการยกย่องกันว่าเป็นนักรบผู้กล้าหาญ เป็นยอดอัศวินสมัยที่ขุนนางและอัศวินนอนหลับข้าง ๆ ม้า พร้อมที่จะรบได้ทันที ทั้งตัวต่อตัวหรือในฐานะเป็นแม่ทัพ ซึ่งเอลซิดนั้นเป็นวีรบุรุษผู้ที่นำชัยชนะมาอยู่เสมอ เป็นที่เคารพยำเกรงและเชื่อฟังของบรรดาสาวกทั้งหลาย บรรดาศัตรูต่างเข็ดขยาดครั่นคร้าม

เอลซิด มีชื่อจริงว่า โรดรีโก ดีอัซ เด วีวาร์ เมื่อตอนเป็นหนุ่มนั้นเป็นคนที่ไม่กลัวใคร เขาเคยจัดการขุนนางขี้ขลาดที่ดูถูกพ่อของเขาและยังสามารถจับกษัตริย์มัวร์ได้ถึงห้าพระองค์ในการรบคราวเดียว แต่ก็ได้ปล่อยกลับไปด้วยเมตตา พวกมัวร์จึงเรียกโรดรีโกว่า เอลซิด แปลว่า ผู้พิชิต คำว่า ซิด ยังแปลว่า เจ้านาย ก็ได้ ชาวตะวันออกยังใช้คำนี้อยู่ก็มี

คราวหนึ่งได้เกิดพิพาทอย่างรุนแรง ระหว่างบิดาของแอลซิดกับท่านเคานต์ผู้หนึ่ง ท่านเคานต์ได้กล่าวสบประมาทบิดาของเอลซิดหลายประการ บิดาของแอลซิดซึ่งอ่อนแอและไม่สมประกอบโกรธมากจนถึงกับจะทำอันตรายตัวเอง เอลซิดห้ามหรามไว้แล้วท้าให้ทานเคานต์มาสู้กัน

การต่อสู้กับท่านเคานต์เริ่มต้นได้ไม่นาน ท่านเคานต์ก็เสียทีถูกตีคว่ำลง ศีรษะฟาดฟื้นถึงแก่ความตาย บุตรสาวของท่านเคานต์ชื่อซีเมนา โกรธมาก นำเรื่องขึ้นกราบทูลกษัตริย์ขอให้ลงโทษเอลซิดแต่ไม่สำเร็จ เพราะตอนนี้เอลซิดได้เป็นนักรบชื่อดัง และเป็นที่โปรดปรานของกษัตริย์มาก

ซีเมนาได้พยายามอีกหลายครั้ง ทุกครั้งเมื่อนำเรื่องฟ้องร้องก็มักจะได้ฟังเรื่องการมีชัยชนะเหนือศัตรูอันประหลาดอัศจรรย์ของเอลซิดแทนทุกทีไป จนกระทั่งเธอลังเกิดความสนใจ นิยมชมชอบความกล้าหาญแข็งแกร่งของเอลซิด

ลงท้ายเธอเข้าเฝ้ากษัตริย์อีกครั้ง ไม่ใช่ขอให้ลงโทษเองซิด แต่ขอให้พระองค์ช่วยจัดการให้เธอได้แต่งงานกับเองซิด พระเจ้าแผ่นเดินทรงพอพระทัยในเรื่องรักของสองตระกูลนี้มาก จึงโปรดให้เอลซิดเข้าเฝ้า แจ้งเรื่องราวทั้งหมดให้ฟัง เมื่อฟังเรื่องราวจบ เอลซิดก็ไม่ได้ข้อข้องประการใด

การแต่งงานอย่างมโหฬารเกิดขึ้นในวังหลวงนั่นเอง เอลซิดแต่งกายงดงามด้วยต่วนสีดำสนิท คลุมด้วยเสื้อคลุมวิจิตรงดงาม หมวกประดับด้วยขนนกฟูตระการตา ห้อยดาบประจำตัวที่เรียกว่า ทิโซนาแนบข้าง เจ้าสาวแต่งกายงดงามด้วยเสื้อปักหรูหรา รองเท้าส้นสูงสีแดงและสวมใส่เครื่องประดับทองแพรวพราวตา

ขบวนแต่งงานแห่ไปตามถนน มีผู้คนร่วมด้วยเป็นขบวนใหญ่และยาวเหยียด มีงานเลี้ยงฉลองอย่างใหญ่โต นักขับเพลงพากันมาขับเพลงให้คู่บ่าวสาวทั้งสองด้วยความเต็มใจอย่างมากมาย

เอลซิดมีม้าประจำตัวชื่อ บาบิเอกา ซึ่งแปลว่า บูบี ม้าทึ่ม หรือม้าซึม แต่บัดนี้บูบีเป็นม้าที่กล้าหาญจงรักภักดีต่อนาย ควรมีชื่อให้เหมาะสมจะดีกว่าชื่อเก่า

เรื่องเดิมมีอยู่ว่า เมื่อตอนเด็กเอลซิดขอม้าตัวหนึ่งจากบิดา บิดาอนุญาตให้ไปเลือกเอาจากทุ่งเลี้ยงสัตว์ เอลซิดจึงตรงไปชี้ลูกม้าตายอดตายอยากตัวหนึ่ง บอกว่า ลูกขอเลือกตัวนี้

เจ้าม้าบาบิเอกานั้นนะหรือ บิดาตอบ เจ้าเลือกแย่มาก แต่หนุ่มน้อยยืนยันความตั้งใจเดิม เชื่อว่าในกาลต่อไปเจ้าบูบีม้าทึ่มนี้จะเป็นม้างาม ปรากฏต่อมาภายหลังว่าบาบิเอกาหรือเจ้าม้าทึ่มนั้นเชื่อฟังนายของมันมาก แข็งแกร่งและไม่กลัวอะไรเลยทั้งสิ้น

เอลซิดรับใช้แผ่นดินเป็นเวลาช้านาน สู้รบชนะพวกมัวร์ที่ยกมาจากด้านเหนือของทวีปแอฟริกาที่เข้ายึดครองดินแดนสเปน บางครั้งพระเจ้าแผ่นดินไม่พอพระทัย ก็ขับไล่เอลซิดออกไปนอกพระราชอาณาเขต เอลซิดก็ได้แต่ก้มหน้าก้มตาปฏิบัติตาม โดยนึกว่าไม่ช้าพระเจ้าแผ่นดินก็คงเรียกตัวกลับ แม้เอลซิดจะถูกตัดสินโทษให้เดินทางออกนอกอาณาจักรโดยไม่เป็นธรรม เขาก็ยังปฏิบัติตามแต่โดยดี เอลซิดกล่าวอำลาภรรยาและลูกสาวสองคนไปพร้อมกับผู้ติดตามหกสิบคน

ยังมีเรื่องแปลก ๆ ของเอลซิดเล่าสู่กันฟังมาว่า เอลซิดนั้นมักจะเงินขาดมือเสมอ เขาจึงสร้างหีบใหญ่ขึ้นสองหีบ ทำเป็นเหมือนหีบสำคัญใช้บรรจุทองคำไว้เต็ม และมอบให้แก่เจ้าหนี้ไว้เป็นประกัน สัญญาว่าเมื่อถึงกำหนดให้เปิดออกชำระหนี้ได้ แต่เป็นที่น่าเศร้าว่าเมื่อถึงกำหนดเปิดหีบหนักอึ้งนั้นออก เจ้าหนี้ก็พบว่าในหีบนั้นมีแต่ทราย

เอลซิดคิดถูก ในเรื่องที่พระเจ้าแผ่นดินยังทรงมีความจำเป็นจะต้องใช้ตัวเขาอยู่ เขาสู้รบกับศัตรูมากมาย ได้ทรัพย์สินอันมีค่าซึ่งส่วนใหญ่ก็รวบรวมส่งมาถวายพระเจ้าแผ่นดิน ไม่นานนักจึงถูกเรียกตัวกลับ แต่หลังจากนั้นไม่นานก็ถูกเนรเทศออกไปอีก แล้วก็ถูกเรียกกลับมาอีกหลายครั้งหลายหน เมื่อฝีมือรบของเอลซิดรุ่งโรจน์มาก และรบชนะเสมอ ๆ ในที่สุดพระเจ้าแผ่นดินทรงเห็นว่า ไม่มีใครจะสามารถปราบศัตรูของสเปนได้ดีเท่าเอลซิดเป็นแน่แท้

ลูกสาวทั้งสองของเอลซิดได้แต่งงานกับท่านเคานต์ขุนนางหนุ่มทั้งคู่ หลังจากการเลี้ยงฉลองไม่นาน เอลซิดก็รู้ว่าลูกเขยทั้งสองเป็นคนขี้ขลาด เอลซิดเกลียดความขี้ขลาดยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด

มีเรื่องเล่าว่า วันหนึ่งสิงโตในสวนสัตว์หนีหลุดออกมาจากกรงขัง ออกอาละวาดมาถึงห้องโถงที่ลูกเขยของเอลซิดกำลังนั่งเล่นหมากรุกกันอยู่ ท่านเคานต์ลูกเขยวิ่งหนีกันจ้าละหวั่น คนหนึ่งหัวทิ่มตกลงไปในถังใหญ่ อีกคนหนึ่งเข้าไปแอบใต้เตียงที่เอลซิดกำลังนอนอยู่

เอลซิดไม่กลัวอะไรเลย โผนลุกขึ้นจับดาบมือหนึ่ง อีกมือหนึ่งคว้าแผงคอสิงโตไว้แน่น เขาดันสิงโตเข้าไปในกรงได้เรียบร้อย แล้วกลับมาที่เตียง ถามหาลูกเขย

เอลซิดฉุกลูกเขยคนที่อยู่ใต้เตียงออกมา พร้อมกับดึงอีกคนหนึ่งออกมาจากถัง แล้วถามอย่างหมดความอดทนว่า นี่เจ้าไม่มีอาวุธหรือ จึงได้รีบร้อนหนีกันแบบนี้

ท่านเคานต์ทั้งสองไม่ตอบ แต่สาบานในใจว่าจะต้องแก้แค้นให้จงได้ ด้วยความโกรธเอลซิด จึงหันไปทารุณภรรยาผู้เป็นลูกสาวของเอลซิด และเอาเธอไปปล่อยทิ้งในป่าเพื่อจะได้อดตาย แต่เคราะห์ดีที่คนใช้ของเอลซิดไปพบเข้า ก็รีบนำความมาบอกนาย

พอเอลซิดทราบเรื่อง ก็ให้ตามเคานต์ลูกเขยมาในที่ประชุมขุนนาง ถามคำถามเรื่องความขี้ขลาดและการทารุณลูกสาวของเขา เอลซิดขอท้าให้เคานต์ลูกเขยมาสู้กัน

เคานต์ทั้งสองไม่ยอมสู้ด้วยและกล่าวว่า ลูกสาวทั้งสองของเอลซิดไม่มีศักดิ์ตระกูลเท่าเทียมกับตน ท่านเคานต์ทั้งคู่ถูกเฆี่ยนตียับและไล่ออกไปจากสเปน จากนั้นไม่นาน ก็มีเจ้าชายทั้งสองพระองค์ซึ่งมีศักดิ์ตระกูลสูงกว่าเคานต์ทั้งสองมาขอแต่งงานกับลูกสาวทั้งสองของเอลซิด

ต่อมาอีกหลายปี พวกมัวร์เกิดหวนกลับมาสู้รบกับสเปนในแคว้นที่เอลซิดและบริวารปกครองอีก เอลซิดเตรียมรับมือศัตรูเก่า แต่ก็เกิดนิมิตรร้ายสำแดงว่า เขาจะอยู่ต่อไปได้อีกไม่นาน จึงสั่งว่าถ้าเขาตายลงอย่าบอกให้ใครรู้ มิฉะนั้นชาวบ้านจะโศกเศร้าให้พวกมัวร์เห็น แล้วความลับจะแตก เอลซิดสั่งทหารคนสนิทว่า เมื่อข้าตาย ให้เอาศพอาบน้ำยาไว้ ในชุดอัศวินครบเครื่อง ผูกนั่งบนหลังม้าบาบิเอกา ให้มือขวาถึงหอกทิโซนา ออกนำหน้าทหารเข้าต่อสู้เหมือนปกติ

เมื่อเอลซิดถึงแก่กรรม ทุกอย่างเป็นไปตามความประสงค์ที่เขาสั่งไว้ อัศวินผู้ซื่อสัตย์ของเอลซิดผูกร่างของเขาติดกับม้าคู่ใจ ผูกเท้าไว้กับโกลนออกรบอย่างเคร่งขรึมเงียบเชียบ พวกมัวร์ไม่รู้ว่าเอลซิดตายแล้ว พอเห็นก็ตกใจหนีแตกไม่เป็นขบวนไป ที่ล้มตายก็มีมาก

แม้ว่าพวกสเปนจะสามารถยึดเมืองคืนได้ แต่ก็รู้กันดีว่าคงไม่อาจรักษาเมืองต่อไปได้ เพราะขาดผู้นำที่กล้าหาญ กองทัพสเปนยกออกจากเมืองที่ตีอย่างเงียบเหงาเศร้าสร้อย แม่ทัพผู้ซึ่งหาชีวิตไม่แล้วแต่งเครื่องรบนำหน้ากองทัพเดินทางต่อไป พวกมัวร์กลับมาด้อม ๆ มอง ๆ อยู่รอบเมืองเป็นเวลาหลายวันแต่ไม่กล้ายกทัพเข้าประตูเมืองที่เปิดอยู่ตลอดเวลา ครั้งพอเข้ามาในเมืองจริง ๆ ก็ต้องแปลกใจอย่างมาก เพราะรู้ว่าบัดนี้เอลซิดได้ตายแล้ว และกองทัพสเปนถอยกลับไปหมด

พระเจ้าแผ่นดินโปรดให้แต่งศพเอลซิดด้วยเสื้อผ้าสวยงามที่สุดซึ่งสุลต่านแห่งตุรกีมอบให้แก่เอลซิดเมื่อครั้งทำสงครามมีชัยชนะ แล้วฝังไว้ในโบสถ์คาร์เดน่า

ณ ที่นี้วีรบุรุษของสเปนก็ได้นั่งเก้าอี้ผู้ครองเมืองอยู่เป็นเวลาสิบ ๆ ปี มีมีดดาบวางอยู่ข้างตัว ซีเมนาภรรยาที่ซื่อสัตย์ได้คอยดูแลอย่างใกล้ชิดตลอดชั่วชีวิตของเธอ ส่วนม้าบาบิเอกานั้นได้รับการปลดระวางให้อยู่อย่างผาสุกหลังจากเอลซิดตายแล้ว เมื่อมันตายลงก็ถูกนำมาฝังไว้ที่ประตูโบสที่ฝังศพนายของมัน

เรื่องราวของเอลซิดยังคงตรึงใจผู้คนทั่วไป ในฐานะนักรบผู้ยิ่งใหญ่ที่มีชื่อเสียงที่สุด มีคนรักมากที่สุด มีอิทธิพลที่สุด และจะเป็นเช่นนี้ต่อไปอีกนานเท่านาน

นิทานคลาสสิกอมตะ เรื่อง ยักษ์ใจดำ

นิทานคลาสสิกอมตะ เรื่อง ยักษ์ใจดำ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีสวนของยักษ์ใจร้ายตัวหนึ่งเจ้ายักษ์นั้นไม่ได้อยู่คอยเฝ้าสวน พวกเด็ก ๆ ที่อาศัยในละแวกนั้นจึงเข้ามาเล่นกันทุก ๆ เวลาบ่าย เมื่อกลับจากโรงเรียน

สวนนั้นกว้างใหญ่และสวยงาม มีดอกไม้สวย ๆ บานสล้างอยู่ในกอหญ้า มีต้นไม้ที่ออกผล 12 ต้น ในฤดูใบไมผลิต้นไม้เหล่านั้นจะออกดอกสีขาวและแดงเต็มต้น และในฤดูใบไม้ร่วงก็จะมีผลไม้มากมายฝูงนกร้องเพลงไพเราะบนต้นไม้ จนในบางครั้งพวกเด็ก ๆ ต่างพากันหยุดเล่นเพื่อฟังเสียงนกร้องเพลง

ที่นี่เรามีความสุขเหลือเกิน เด็ก ๆ ร้องบอกกันและกัน

วันหนึ่งยักษ์ได้กลับมายังสวนของตน หลังจากได้ไปอยู่ที่อื่นเสียนาน 7 ปี เมื่อกลับมาแล้วเห็นพวกเด็ก ๆ กำลังเล่นอยู่ในสวนจึงโกรธมาก พวกเจ้ามาทำอะไรที่นี่? ยักษ์ร้องเสียงดัง พวกเด็ก ๆ ตกใจกลัวและพากันวิ่งหนีไป

สวนของเราก็ต้องเป็นสวนของเรา ยักษ์พูด เราไม่ยอมให้ใครมาเล่นในสวน นอกจากเราเท่านั้น

เจ้ายักษ์ตัวนั้นเป็นยักษ์ใจดำมาก ดังนั้นจึงสร้างกำแพงสูงล้อมรอบสวน และเขียนป้ายติดไว้ว่า ห้ามเข้ามาเล่นในสวน

เวลานี้พวกเด็ก ๆ ไม่มีที่จะเล่น จึงออกไปเล่นที่ถนน แต่ถนนก็มีฝุ่นฟุ้งและเต็มไปด้วยก้อนหินแข็ง ๆ ซึ่งพวกเด็ก ๆ ต่างไม่ชอบเล่นในถนนกันเลยสักคน

เด็กเหล่านั้นเดินไปเดินมารอบ ๆ กำแพงสูง ภายหลังโรงเรียนเลิกและพูดกันถึงความสวยงามภายในกำแพง เราเคยเล่นกันอย่างสนุกสนานในสวนนั้น พวกเด็ก ๆ พูดกันอย่างเศร้าสร้อย

ครั้นถึงฤดูใบไม้ผลิ ก็มีฝูงนกบินไปมา และดอกไม้บานอยู่ทั่วทุกหนทุกแหน่ง แต่ในสวนของยักษ์ใจดำยังคงเป็นฤดูหนาว ซึ่งฝูงนกก็ไม่ชอบร้องเพลงในสวนนั้นเพราะไม่มีเด็ก ๆ และต้นไม้ก็ไม่ยอมออกดอก พื้นหญ้าปกคลุมด้วยหิมะ และมีน้ำแข็งเกาะอยู่บนต้นไม้ดูขาวโพลน ลมเหนือพัดมาและฝนตกหนัก

ฉันไม่เข้าใจเลยว่าเหตุใดฤดูใบไม้ผลิจึงล่าช้าอย่างนี้ ยักษ์ใจดำพูดขณะที่นั่งอยู่ที่หน้าต่างบ้าน และมองออกไปในสวนที่มีหิมะตกและอากาศหนาวเหน็บ ฉันหวังว่าอากาศจะเปลี่ยนแปลงไป

เมื่อเวลาผ่านไปฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนก็ยังมาไม่ถึงสวนของยักษ์ใจดำ ในสวนทุก ๆ แห่งนั้นมีผลไม้สุกในฤดูใบไม้ร่วง แต่กลับไม่มีผลไม้ในสวนของยักษ์ใจดำเลย ในสวนนั้นเป็นฤดูหนาวอยู่ตลอดเวลา มีลมเหนือพัดแรงมีหิมะและฝนตกหนัก

เช้าวันหนึ่ง ขณะที่ยักษ์นอนอยู่บนเตียง มันได้ยินเสียงร้องเพลงไพเราะ เป็นเสียงนกเล็ก ๆ ร้องเพลงอยู่ข้างนอกหน้าต่างบ้าน ยักษ์ใจดำไม่ได้ยินเสียงร้องเพลงมานานแล้ว มันจึงรู้สึกว่าเสียงร้องเพลงของนกน้อยนั้นเป็นเสียงดนตรีที่ไพเราะที่สุดในโลก

ในที่สุดฤดูใบไม้ผลิก็ได้มาถึงแล้ว ยักษ์พูดพลางกระโดดลงจากเตียงและมองออกไปข้างนอกหน้าต่าง

ยักษ์ใจดำได้เห็นภาพที่แปลกประหลาดที่สุด พวกเด็ก ๆ ได้ลอดช่องโหว่ในกำแพงเข้ามาในสวนและกำลังนั่งอยู่บนกิ่งไม้ มีเด็กเล็ก ๆ นั่งอยู่บนต้นไม้ทุกต้นที่มองเห็น ต้นไม้มีความชื่นชมยินดีที่เด็ก ๆ กลับมาจึงออกดอกบานสล้าง ฝูงนกบินไปมาและส่งเสียงร้องเพลงอย่างไพเราะ ดอกไม้ชูช่ออยู่ในพงหญ้าสีเขียวขจี

เด็กชายเล็ก ๆ คนหนึ่งยืนอยู่ตรงมุมที่ห่างที่สุดของสวน เด็กนั้ร่างจ้อยร่อยจนเอื้อมไม่ถึงกิ่งไม้ เด็กน้อยเดินไปรอบ ๆ ต้นไม้และร้องไห้ออกมา

ฉันใจดำเหลือเกิน ยักษ์พูด ทีนี้ฉันรู้แล้วว่าเหตุใดฤดูใบไม้ผลิจึงไม่มาถึงสวนนี้ ฉันจะอุ้มเด็กชายเล็ก ๆ ขึ้นนั่งบนยอดไม้ แล้วฉันจะรื้อกำแพงลงเสีย ปล่อยให้เด็ก ๆ มาเล่นในสวนได้ตลอดไป

ยักษ์รู้สึกเสียใจในสิ่งที่มันได้ทำมาแล้ว ดังนั้นยักษ์จึงลงไปข้างล่าง เปิดประตูเบา ๆ และเดินออกไปในสวน แต่เมื่อพวกเด็ก ๆ เห็นยักษ์ก็ตกใจกลัวและวิ่งหนีไป มีเพียงเด็กชายเล็ก ๆ คนเดียวที่ไม่วิ่งหนี นัยน์ตาของเด็กน้อยฝ้าฟางด้วยหยาดน้ำตาจนมองไม่เห็นยักษ์เดินมา

ยักษ์ค่อย ๆ เดินไปทางหลังเด็กน้อย อุ้มเด็กน้อยอย่างระมัดระวังและวางเขาบนต้นไม้ เด็กน้อยโอบแขนรอบคอยักษ์และจูบมัน เด็กคนอื่น ๆ เห็นว่าเวลานี้ยักษ์ไม่โหดร้ายและใจดำแล้ว จึงพากันวิ่งกลับมา

เวลานี้ สวนนี้เป็นของพวกหนูแล้ว ยักษ์พูดแล้วรื้อกำแพงลง เมื่อพวกชาวบ้านเดินไปมาในถนน เขาเห็นยักษ์เล่นกับเด็ก ๆ ในสวนที่สวยงามที่สุดเท่าที่เขาได้เคยเห็น เด็ก ๆ เล่นกันตลอดวัน และในเวลาเย็นพวกเขาก็พากันมาลายักษ์เพื่อกลับบ้าน

เด็กเล็ก ๆ เพื่อนของเธออยู่ไหน? ยักษ์ถาม เด็กที่ฉันอุ้มขึ้นมานั่งบนต้นไม้อยู่ไหม? ยักษ์รักเด็กคนนั้นมากที่สุด เพราะเด็กน้อยได้จูบยักษ์

เราไม่ทราบ เด็กเหล่านั้นตอบ เขาไปแล้ว

หนูต้องบอกให้เขามาอีกพรุ่งนี้ พรุ่งนี้เขาต้องมาอีก แต่เด็ก ๆ ตอบว่า เราไม่ทราบว่าเขาอยู่ที่ไหน เราไม่เคยเห็นเขามาก่อนเลย

ทุก ๆ เวลาบ่ายเมื่อโรงเรียนเลิก เด็ก ๆ จะพากันมาเล่นกับยักษ์แต่ไม่มีใครเห็นเด็กชายเล็ก ๆ ที่ยักษ์รักอีก ยักษ์เมตตรปรานีต่อเด็ก ๆ ทุกคน แต่มันอยากพบเพื่อนเล็ก ๆ คนแรกของมันมากที่สุด

ฉันอยากพบเด็กน้อยคนนั้นเหลือเกิน ยักษ์พูด

เวลาผ่านไปหลายปี ยักษ์แก่ลงมากและอ่อนกำลัง เวลานี้มันไม่สามารถออกไปเล่นในสวน มันนั่งลงบนเก้าอี้ตัวใหญ่ และเฝ้าดูเด็ก ๆ เล่นกันสนุกสนานมองดูสวนที่สวยงาม เต็มไปด้วยต้นไม้และดอกไม้งามอย่างมีความสุข

ฉันมีดอกไม้สวย ๆ มากมาย ยักษ์พูด แต่พวกเด็ก ๆ เป็นดอกไม้ที่สวยงามที่สุด

เช้าวันหนึ่ง ขณะที่ยักษ์กำลังแต่งตัว มันมองออกไปทางช่องหน้าต่าง เวลานี้ยักษ์ไม่เกลียดฤดูหนาว เพราะมันทราบว่าฤดูใบไม้ผลิและดอกไม้จะกลับมาอีก ทันใดนั้นยักษ์ก็ยกมือขึ้นขยี้ตา มันจ้องมองดูภาพที่แปลกประปลาด

ตรงสวนที่อยู่ไกลที่สุด มีต้นไม้ออกดอกไม้ขาวสวย กิ่งไม้นั้นเป็นทอง และมีผลไม้เงินห้อยระย้าย้อย เด็กชายเล้ก ๆ ที่ยักษ์รักกำลังยืนอยู่ใต้ต้นไม้นั้น

ยักษ์วิ่งออกไปในสวน เมื่อยักษ์เข้าไปใกล้ มันก็โกรธจนหน้าแดงมันพูดว่า ใคร.. ใครทำให้หนูบาดเจ็บ มีรอยแผลเป็นสองรอยบนมือของเด็กน้อยและบนเท้าเล็ก ๆ ใครบังอาจทำให้หนูบาดเจ็บ ยักษ์ร้อง บอกฉันสิ ฉันจะเอาดาบฟันเขาเสีย

เปล่า เด็กน้อยตอบ บาดแผลเหล่านี้เป็นบาดแผลแห่งความรัก

ท่านเป็นใคร ยักษ์ถาม มันรู้สึกกลัวขึ้นมาจึงคุกเข่าลงตรงหน้าเด็กน้อย

ครังหนึ่งท่านยอมให้ฉันเล่นในสวนของท่าน เด็กนั้นตอบ วันนี้ท่านจะได้เข้ามาในสวนของฉันบนสวรรค์

เมื่อพวกเด็ก ๆ เข้ามาในสวนตอนบ่าย พวกเข้าพบว่ายักษ์ได้นอนตายอยู่ใต้ต้นไม้ ร่างของยักษ์ปกคลุมด้วยดอกไม้สีขาวบริสุทธิ์ดุจหยาดหิมะ

นิทานคลาสสิกอมตะ เรื่อง พ่อเฒ่าใจงาม

นิทานคลาสสิกอมตะ เรื่อง พ่อเฒ่าใจงาม

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีพ่อเฒ่าใจดีนามว่า วาลิแดดกัญจาย์ มีอาชีพรับจ้างตัดหญ้าขายให้คนเลี้ยงม้า พ่อเฒ่าเป็นคนมัธยัสถ์จึงพอมีเงินเก็บสะสมไว้พอสมควร

เช้าวันหนึ่งพ่อเฒ่าได้ไปซื้อกำไลมา 1 วง แล้วเดินทางไปหาพ่อค้าซึ่งเป็นเพื่อนสนิทและเอ่ยว่า เพื่อนรัก ท่านเดินทางไปค้าขายร้อยเอ็ดเจ็ดหัวเมือง ท่านได้พบหญิงใดใจงามเปี่ยมด้วยความกรุณาบ้างหรือไม่?

เพื่อนสนิทครุ่นคิดเพียงอึดใจ อึ่ม ต้องเจ้าหญิงแห่งไคสถานแน่นอน

พ่อเฒ่าเอ่ย คราวหน้าถ้าท่านไปเยือนไคสถาน นำกำไลทองคำวงนี้ถวายองค์หญิง แจ้งให้ทราบว่าเป็นของกำนัลจากคนที่ยกย่องในความเอื้ออาทรของพระองค์

อีกไม่กี่เดือนต่อมา เพื่อสนิทของพ่อเฒ่าได้ไปยังไคสถาน และนำกำไลทองคำมอบแด่องค์หญิง องค์หญิงประหลาดพระทัยที่ได้รับของขวัญ เธอจึงประทานอูฐบรรทุกผ้าไหมเลอค่าเพื่อตอบแทนน้ำใจของเจ้าของกำไล

พ่อเฒ่าวาลิแดดยืนอ้าปากค้างเมื่อเห็นเพื่อนนำอูฐมาให้ แย่แล้ว จะทำอย่างไรดีกับของล้ำค่าเหล่านี้

พ่อเฒ่าตัดสินใจให้เพื่อนนำของล้ำค่าทั้งหมดถวายแด่องค์ชายเนกาบัดผู้กล้าหาญ เพื่อสนิทของพ่อเฒ่าจึงเดินทางไปยังเมืองเนกาบัด เจ้าชายแห่งเนกาบัดปลาบปลื้มพระทัยที่ได้เห็นของขวัญล้ำค่า พระองค์จึงประทานม้าฝูงใหญ่ให้กับพ่อเฒ่าเป็นการตอบแทน

เมื่อพ่อเฒ่าทราบว่าองค์ชายประทานม้าให้ก็ไม่รู้จะจัดการอย่างไรดีจึงบอกเพื่อนว่า เพื่อนเรา ท่านเก็บม้าไว้ 2 ตัว ที่เหลือนำถวายแด่เจ้าหญิงแห่งไคสถาน เมื่อไปยังไคสถาน องค์หญิงก็ประทานปลา 20 ตัว บรรทุกเหรียญเงินมาเต็มหลัง

เยี่ยมไปเลย พ่อเฒ่ากล่าว ลาเป็นของท่าน 6 ตัวที่เหลือนำไปถวายแด่เจ้าชายแห่งเนกาบัด

เมื่อกลับจากเนกาบัดเจ้าชายก็ประทานม้า 20 ตัว อูฐ 20 ตัว และช้างอีก 20 เชือก พ่อเฒ่าตัดสินใจโดยไม่ลังเล เพื่อนรัก เก็บสัตว์จำนวนหนึ่งไว้ ส่วนที่เหลือนำไปถวายองค์หญิงแห่งไคสถาน

พระราชาแห่งไคสถานประหลาดใจยิ่งนัก ลูกรัก ดูท่าทางว่าวาลิแดดผู้นี้คงหลงรักลูกเข้าแล้ว เขาคงร่ำรวยมหาศาล จึงได้ส่งของขวัญล้ำค่ามาให้ครั้งแล้วครั้งเล่า เห็นทีเราควรจะไปเยี่ยมเขาสักหน่อย

เมื่อได้ทราบข่าวจากเพื่อนสนิทว่าพระราชาและองค์หญิงแห่งไคสถานจะมาเยี่ยมเยือน พ่อเฒ่าก็กลุ้มใจเป็นยิ่งนักในความยากจนของตน ในคืนนั้นเขากลุ้มใจจนนอนไม่หลับ

แต่แล้วก็มีนางฟ้าปรากฏกายขึ้น ไม่ต้องกังวลไปวาลิแดด เบื้องบนได้เห็นถึงความมีน้ำใจของท่านแล้ว นางฟ้าก็หายตัวไป เช้าวันรุ่งขึ้น วาลิแดดก็ตกใจเป็นยิ่งนัก เมื่อพบว่าบ้านที่ตัวเองอยู่กลายเป็นคฤหาสน์หลังงาม มีคนรับใช้มากมาย เสื้อผ้าที่ตนเองใส่ก็เป็นแพรพรรณชั้นดี

และแล้วพระราชาและองค์หญิงแห่งไคสถานก็มาถึง พ่อเฒ่าจัดงานเลี้ยงอย่างสมพระเกียรติ หลังงานเลี้ยงพระราชาตรัสถามว่า พ่อเฒ่ามีความประสงค์จะได้เจ้าหญิงเป็นคู่ครองหรือไม่?

มิได้ ข้าพระองค์แก่หง่อม ขี้ริ้วขี้เหร่ ไม่ควรคู่กับองค์หญิง พ่อเฒ่าตอบ แต่ข้ารู้จักชายหนุ่มผู้กล้าหาญที่น่าจะเป็นคู่ครองขององค์หญิง พ่อเฒ่าจึงส่งคนไปยังเมืองเนกาบัดเพื่อเชื้อเชิญเจ้าชายเสด็จมาเยือนคฤหาสน์ของพ่อเฒ่า

ในทันทีที่เจ้าชายประสบพักตร์องค์หญิง พระองค์ก็หลงรักองค์หญิงสุดหัวใจ คฤหาสน์ของพ่อเฒ่าวาลิแดดจึงได้จัดงานเลี้ยงครั้งใหญ่อีกครั้ง เป็นงานอภิเษกสมรสของเจ้าชายกับเจ้าหญิง พ่อเฒ่าวาลิแดดปลาบปลื้มยินดีเป็นที่สุดที่ทุกอย่างจบลงอย่างงดงาม

นิทานคลาสสิกอมตะ เรื่อง พระราชาผยองยศศักดิ์

นิทานคลาสสิกอมตะ เรื่อง พระราชาผยองยศศักดิ์

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีพระราชาพระองค์หนึ่งนามว่า โรเบิร์ต ทรงคิดว่าไม่มีใครในโลกจะมีอำนาจและยิ่งใหญ่ไปกว่าพระองค์เลย

ครั้งหนึ่งพระราชาโรเบิร์ตทรงเสด็จเข้าไปในโบสถ์ ประทับนิ่งคิดเรื่องต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องสมบัติที่เป็นของพระองค์ ทรงคิดไปเรื่อยเปลื่อยก็บังเอิญได้ยินเสียงเพลงดังแว่วมาว่า พระเป็นเจ้าจะถอดผู้เรืองอำนาจลงจากเก้าอี้ ให้ต้องลอยลงต่ำ ต่ำลงทุกที

พระราชาผู้ทระนงทรงพิโรธมาก ตรัสกับพระองค์เองว่า ไม่มีอำนาจอันใดจะฉุดพระองค์ให้ตกลงจากบัลลังค์ได้ พระองค์ทรงตรัสซ้ำ ๆ อยู่อย่างนั้น จนกระทั่งบรรทมหลับไป

พระองค์ทรงตื่นบรรทมในยามดึก รู้สึกพระองค์ว่าทรงอยู่แต่เดียวดาย ความมืดครอบคลุมทั่วบริเวณโบสถ์ แต่ยังพอมีแสงเทียนวับ ๆ แวม ๆ เป็นแห่ง ๆ เท่านั้น พระราชาคลำทางไปยังประตู ปรากฏว่าปิดสนิทแน่นหนา จึงทรงเคาะและตะโกนเรียกคนมาด้วยพระสุรเสียงอันดัง ทรงตะโกนออกไปเท่าใดก็ปรากฏแค่เพียงเสียงสะท้อนกลับก้องวังเวง ในความมืดเท่านั้น

ต่อมาไม่นาน คนดูแลโบสถ์ได้ยินเสียงดังผิดปกติ นึกว่าขโมยจึงจุดตะเกียงเดินมา พอถึงหน้าโบสถ์ก็ตะโกนถามว่า ใครอยู่ข้างใน

พระราชาโรเบิร์ตทรงตะโกนตอบอย่างกริ้วโกรธว่า เราเอง พระราชา เมื่อประตูเปิดออก คนเฝ้าโบสถ์ตกใจที่เห็นร่างใหญ่โตประหลาดน่ากลัว ไม่ทันแม้แต่จะเปร่งเสียงออกมา ก็เผ่นหนีไปในความมืด โดยไม่สนใจหมวกหรือเสื้อคลุมกายที่ร่วงหล่นแต่อย่างใด

พระราชาโรเบิร์ตไม่ฉลองพระองค์โอ่อ่า แม้แต่หมวกก็ไม่มีพระองค์ทรงรีบเร่งเข้าประตูวัง ผ่านทหารยามและมหาดเล็กด้วยความละอาย วิ่งขึ้นบันใดไปตามห้องต่าง ๆ จนมาถึงห้องเลี้ยงแขกซึ่งสว่างไสว ในห้องนั้นมีผู้คนแขกเหรื่อเต็มไปหมด

พระราชาโรเบิร์ตต้องประหลาดพระทัยยิ่งนักที่มีกษัตริย์องค์หนึ่งหน้าตารูปร่างเหมือนพระองค์ ประทับอยู่บนบัลลังก์ของพระองค์เอง พระราชาองค์นั้นทรงฉลองเสื้อคลุม มงกุฎ และแหวนที่พระองค์เคยสวมมาก่อน

พระราชาโรเบิร์ตทรงเงียบอึ้งตรัสอะไรไม่ออก ได้แต่จ้องนิ่งงันไปอยู่อย่างนั้น ทันใดนั้นก็ทรงได้ยินเสียงกษัตริย์เทวดาซึ่งแปลงกายลงมาองค์นั้นตรัสถามอย่างสุภาพว่า เจ้าเป็นใคร มาทำไมที่นี่

พระราชาโรเบิร์ตเดือดดาลสุดแสนจะทนทาน ตรัสออกไปว่า เราเป็นกษัตริย์ จะมาทวงสิทธิ์ส่วนที่เป็นของเราคืน ทันใดนั้นบรรดาผู้คนแขกเหรื่อ ณ ที่นั้นต่างลุกฮือขึ้นชักดาบตรงเข้ามา

เทวราชาจึงทรงห้ามคนเหล่านั้นและตรัสว่า อย่าเลย เจ้าไม่ใช่กษัตริย์ แต่เป็นตัวตลกของพระราชา ต่อไปนี้จงสวมหมวกติดพรวนอย่างตัวตลก มีลิงคอยจูงเจ้าแล้วคอยฟังคำสั่งจากหัวหน้ามหาดเล็กเมื่อถูกเรียกตัว

พระราชาโรเบิร์ตขู่คำรามก้อง แต่กลับไม่ได้รับการสนใจจากใครในที่นั้นเลย นอกจากนี้พระองค์ยังถูกหัวเราะเยาะเย้ย ถูกจับโยนออกจากห้องเสวย เหล่าข้าราชสำนักและมหาดเล็กบางคนตะโกนเยาะเย้ยตามหลังออกมาว่า พระราชาจงเจริญ

เช้าวันรุ่งขึ้น พระราชาโรเบิร์ตทรงตื่นขึ้นพร้อมกับแสงเงินแสงทองส่องฟ้าทรงดีพระทัยว่าคงแค่ฝันไป เมื่อตื่นขึ้นมาเวลานี้ก็ทรงเป็นกษัตริย์อีกครั้ง แต่เมื่อพลิกตัว เสื่อฟางหบาย ๆ ก็ดังกรอบแกรบ พระองค์อยู่ในชุดเครื่องแต่งตัวของตัวตลกหลวง มีหมวกและลูกพรวนเล็ก ๆ มีลิงตัวใหญ่น่าเกลียดนั่งตัวสั่นเทาตรงมุมหนึ่ง

ไม่ใช่ความฝันเสียแล้ว โลกอันสวยสดที่ทรงนึกถึงเมื่อตื่นนอนใหม่ ๆ พังทลายลงอย่างสิ้นเชิง เทวราชาปกครองบ้านเมืองต่อมาอย่างราบรื่นผาสุก ขณะเดียวกัน ตลกที่น่าสงสารก็นึกถึงความตกต่ำเปลี่ยนแปลงของตนอย่างเงียบ ๆ แต่ก็ยังคงทระนงในเกียรติอยู่เสมอ ไม่ยอมก้มหัวให้ใคร

เมื่อพบเทวราชา และได้รับการถามว่า พระองค์ยังเป็นกษัตริย์หรือเปล่า พระราชาโรเบิร์ตทรงเชิดหน้าตอบว่า เราคือกษัตริย์ ตัวเราคือกษัตริย์

สามปีผ่านไป พระเชษฐาของพระราชาโรเบิร์ตทรงส่งสาส์นมาเชิญให้ไปเยี่ยมที่กรุงโรม เทวราชารับสาส์นด้วยความพอพระทัย ได้ราชทานสิ่งของมีค่าให้ผู้ส่งสาส์นเป็นอันมาก แล้วเสด็จไปกรุงโรม พร้อมด้วยคณะผู้ถือสาส์น ทรงม้าบังเหียนทองคำในขบวน

พระราชาโรเบิร์ตก็เสด็จมาด้วยในฐานะตัวตลกหลวง พระองค์เดินไปพร้อมกับลิงที่คอยจูงให้เดินไปในขบวน เป็นที่ขบขันแก่ฝูงคน

ทางกรุงโรมจัดการต้อนรับเทวราชาอย่างมโหฬาร เมื่อขบวนของเทวราชาผ่านไปตามถนน กลุ่มชนก็ฮือกันเข้ามาดู จนกระทั่งขบวนมาถึงพลับพลาต้อนรับ เมื่อพระราชาโรเบิร์ตตัวตลกมองไปเห็นพระเชษฐาอยู่บนพลับพลาก็รีบตรงไปตะโกนกราบทูลว่า น้องเป็นกษัตริย์ จงมองดูน้องเถิด น้องคือราชาแห่งซิซิลี มีพระนามว่าโรเบิร์ต

พระราชาแห่งกรุงโรมทรงมองมายังตัวประหลาดที่ใส่หมวกและติดลูกพรวนกรุ๋งกริ๋ง สงสัยว่าคนบ้าอย่างนี้น่าจะเก็บตัวเอาไว้ในราชสำนัก ตลกหลวงโรเบิร์ตได้รับความอับอาย รีบหลบหน้าฝูงชนที่เยาะเย้ย

เมื่อถึงเทศกาลวันอีสเตอร์ เทวราชาปรากฏพระองค์ ณ ที่ใด ชาวเมืองต่างก็พากันจุดเทียนสว่างไสวไปทุกที่ที่พระองค์ไป ทั่วทั้งนครก็สว่างไสวทั้งหมด ดวงใจของชาวเมืองปลอดโปร่งแจ่มใส เพราะความเมตตากรุณาของเทวราชา

แม้แต่ตัวตลกโรเบิร์ตก็รู้สึกในอำนาจที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ขณะที่คุกเข่าลงกับพื้นถนนอย่างนอบน้อม แหงนหน้ามองแสงแพรวพราวงดงามนั้น เมื่อการเสด็จเยี่ยมชาวเมืองสิ้นสุดลง เทวราชาก็ตรัสเรียกพระราชาโรเบิร์ตเข้าไปใกล้ ๆ สองต่อสอง ตรัสถามเรียบ ๆ ว่า ท่านยังเป็นกษัตริย์อยู๋หรือ?

พระราชาโรเบิร์ตค้อมศีรษะลงอย่างขลาด ๆ ตอบว่า พระองค์ทรงทาบดีว่า ข้าพเจ้าเป็นใคร ขอประทานอภัยในบาป ความโลภ และความหลงไหลในลาภยศสรรเสริญของข้าพเจ้าด้วยเถิด

เทวราชาทรงยิ้มน้อย ๆ แสงสว่างเจิดจ้าไปทั่วห้อง พระราชาโรเบิร์ตทรงได้ยินเสียงเพลงลอยมาแต่ไกลเหมือนเมื่อครั้งทรงได้ยินในโบสถ์แล้วบรรทมหลับไป พระเป็นเจ้าจะถอดผู้เรืองอำนาจลงจากเก้าอี้ ให้ต้องลอยลงต่ำ ต่ำลงทุกที

ขณะที่พระราชาโรเบิร์ตฟังเสียงที่คุ้นหูอยู่นั้น ก็มีเสียงหนึ่งแว่วว่า เราคือเทวทูต และพระองค์คือพระราชา เราได้ช่วยปกครองบ้านเมืองแทนพระองค์มานานพอสมควร บัดนี้ถึงเวลาจะมอบคืนให้พระองค์ซึ่งเคยทระนงตัวมาก แต่บัดนี้ได้ทรงอ่อนน้อมถ่อมตนลงแล้ว คงจะปกครองบ้านเมืองต่อไปได้

เมื่อพระราชาโรเบิร์ตทรงเงยพระพักต์ขึ้น เทวราชาก็หายไปแล้วเหลือเพียงพระองค์เดียวในฉลองพระองค์ขนเออร์มินและทองคำที่เคยทรง เมื่อพวกมหาดเล็กเข้ามาก็พบว่าพระราชาโรเบิร์ตกำลังคุกเข่าอยู่บนพื้นห้องสวดมนต์อยู่เงียบ ๆ

นิทานคลาสสิกอมตะ เรื่อง บาทหลวงกับเสียงเพลงนก

นิทานคลาสสิกอมตะ เรื่อง บาทหลวงกับเสียงเพลงนก

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ยังมีบาทหลวงรูปหนึ่งชื่อว่าเฟลิกซ์อาศัยอยู่ในวัดประจำหมู่บ้านแห่งหนึ่ง วันหนึ่งได้ท่องเที่ยวไปในป่าเพื่ออ่านหนังสือและสวดมนต์ภาวนา ในหนังสือที่ท่านถือไป ท่านได้อ่านบทเพลงแห่งชีวิตตอนหนึ่งความว่า

เวลาคล้อยเคลื่อนไปช้านานถึงพันปี คิดให้ดีแล้วเหมือนเพิ่งผ่านไปวันวานนี้เอง และเหมือนกับอยู่ยามกลางคืนเพียงคืนเดียว

แสดงอาทิตย์ส่องลอดหมู่แมกไม้ใหญ่น้อย ขับไล่ป่าอันมืดสลัวออกไป ดอกไม้ป่าและเถาไม้เลื้อยส่งกลิ่นหอมระรื่น ในฤดูร้อน ต้นไม้ใหญ่น้อยไกวกิ่งก้านสาขาไปมาราวกับจะกระซิบกระซาบความหวังดีต่อกัน

ในท่ามกลางสิ่งดังกล่าว บาทหลวงเฟมิกซ์มิได้เอาใจใส่เลยแม้แต่น้อย คงตั้งหน้าตั้งตาขบคิดถ้อยคำที่ได้อ่านจากบทเพลงแห่งชีวิตด้วยความไม่เข้าใจว่า สำหรับพระเจ้าแล้ว ทำไมเวลาพันปีจึงเหมือนวันเดียว

ขณะกำลังคิดอยู่อย่างลืมตัวนี่เอง บาทหลวงก็ได้ยินเสียงนกเล็ก ๆ สีขาวราวหิมะส่งเสียงร้องเพลงอยู่อย่างร่าเริง โผบินไปมาจากต้นนี้ไปต้นนั้น

ไม่เคยเห็นนกอะไรสวยอย่างนี้มาก่อนเลย บาทหลวงเฟลิกซ์อุทาน จากนั้นก็เดินตามนกตัวนั้นไป นกนั้นส่งเสียงร้องเพลงที่ไพเราะแจ่มใส ราวกับความไพเราะของพิณพันสายบรรเลงเสียงใสเป็นทำนองหวานเจี้ยวแจ้วระรื่นหู หนังสือในมือของบาทหลวงเฟลิกซ์ร่วงหล่นจากมือโดยไม่รู้ตัว

กระทั่งจะตัวตกดิน ท้องฟ้ามืดลงทุกที เสียงเจื้ยวแจ้วของนกน้อยค่อย ๆ แผ่นเบาลงบาทหลวงรู้ตัวดีว่าถึงเวลาที่จะต้องกลับโบสถ์ จึงเดินกลับด้วยอาการเศร้าซึม เพราะคิดว่าจะไม่ได้ฟังเสียงอันไพเราะเช่นนี้ต่อไปอีกแล้วไม่ยอมนึกถึงเรื่องอื่นใดเลย แต่แทนที่จะได้ยินเสียงนก บาทหลวงก็ได้ยินเสียงระฆังโบสถ์บอกเวลาที่จะต้องสวยมนต์ภาวนาแล้ว จึงรีบสาวเท้าเพื่อให้ถึงโบสถ์เร็ว ๆ

ขณะที่เดินมใกล้บริเวณวัดซึ่งเคยอยู่มาหลายปี ท่านไม่ล่วงรู้เลยว่าขณะนี้ทุกสิ่งทุกอย่างได้เปลี่ยนแปลงไปหมด มีคนหน้าใหม่ ๆ ที่ประตู เสียงเพลงในโบสถ์ก็ไม่เหมือนเสียงที่เคยได้ยินมาก่อน สิ่งที่คุ้นตาที่พอจะจำได้คือ ยอดโบสถ์หินสีเทา ๆ และหอระฆังเท่านั้น

เอ๊ะ! นี่อะไรกัน มีอะไรเกิดขึ้นหรือ? ก็เมื่อเช้าฉันเข้าไปในป่าไปอ่านหนังสือและสวดมนต์ภาวนา ทำไมจึงเปลี่ยนปลงไปหมดเช่นนั้น บาทหลวงเฟลิกซ์ถามบาทหลวงที่ออกมาเปิดประตูรับ ฉันมองไม่เห็นใครที่เคยรู้จักเลย

ฉันอยู่ที่นี่มาเกือบครึ่งศตวรรษแล้ว บาทหลวงนั้นตอบ แต่ก็ไม่เคยเห็นหน้าท่านมาก่อนเลย ท่าเป็นคนแปลกหน้าของที่นี่อย่างแน่นอน แม้ว่าเครื่องแต่งตัวของท่านกับพวกเราจะเป็นนิกายเดียวกัน

เฟลิกซ์พูดเหมือนคนที่เพิ่งตื่นจากความฝัน ก็เมื่อเช้านี้ ฉันยังเข้าป่าไปตามลำพังเพื่ออ่านหนังสือและสวดมนต์ภาวนา ฉันยังอ่านถ้อยคำในหนังสือว่า

เวลาคล้อยเคลื่อนไปช้านานถึงพันปี คิดให้ดีแล้วเหมือนเพิ่งผ่านไปวันวานนี้เอง และเหมือนกับอยู่ยามกลางคืนเพียงคืนเดียว

ฉันอ่านถ้อยคำนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยความเชื่อถือ แม้จะไม่เข้าใจนัก และทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงไพเราะของนกเล็ก ๆ สีขาวราวหิมะร้องเพลงเจื้ยวแจ้วอยู่ ฉันยังเดินตามนกที่โผบินจากต้นไม้ต้นนี้ไปต้นนั้นไปต้นโน้น จนกระทั่งได้ยินเสียงระฆังวัดดังกังวานบอกเวลาสวดมนต์ จึงได้รีบกลับมาที่นี่ แต่พอกลับมาแล้ว เหมือนไม่ใช่ที่เดิมซึ่งเคยพำนักอยู่ ที่ว่าเพียงชั่วครู่หนึ่งคงจะต้องเป็นหลายชั่วโมงทีเดียว

ไม่ใช่หลายขั่วโมง หลายปีต่างหาก บาทหลวงรูปที่มีอายุมากที่สุดกล่าวขึ้น แล้วท่านก็นึกออกว่า เมื่อท่านได้เข้ามาบวชได้ห้าสิบปีมาแล้ว ท่านได้ฟังเรื่องเก่าแก่จากวัดว่า มีบาทหลวงรูปหนึ่ง ชื่อเฟลิกซ์ออกจากวัดเข้าไปในป่าในเช้าวันหนึ่ง แล้วหายไปยังไม่กลับมาจนบัดนี้

บาทหลวงองค์นั้นมองดูบาทหลวงเฟลิกซ์แล้วคิดว่า ท่านผู้แปลกหน้านี่คงจะเป็ฯบาทหลวงเฟลิกซ์แน่ ในหนังสือโบราณเก่าแก่สีน้ำตาล ซึ่งเป็นบัญชีชื่อของบาทหลวงเก่า ๆ ที่มรณะไปแล้ว มีข้อความปรากฎเป็นพยานอยู๋ในบันทึกบ่งชัดว่า เป็นดังเช่นที่บาทหลวงชราผู้นี้คาดคิดไว้

บันทึกมีว่า วันหนึ่งเมื่อร้อยกว่าปีมาแล้ว มีบาทหลวงชื่อว่า เฟลิกซ์ ได้ออกจากวัด เพื่อไปอ่านหนังสือและสวดมนต์ภาวนาในป่า แล้วได้หายไปเป็นเวลาช้านาน ไม่ได้รับข่าวคราว น่าจะเสียชีวิตแล้ว

ตั้งร้อยกว่าปีเลยหรือนี่ เฟลิกซ์อุทานด้วยความประหลาดใจ พระเจ้าโปรดประทานความสุขอันยืดยาวเช่นนั้นให้ฉันเถิด แต่ฉันรู้สึกเหมือนกับว่าเวลาผ่านไปเพียงวันเดียว

แล้วบาทหลวงเฟลิกซ์ก็ก้มศีรษะลงสวดมนต์ ท่านรู้แล้วว่าขณะฟังเสียงเพลงอันไพเราะจากนกน้อยสีขาวราวหิมะตัวนั้น เวลาผ่านไปถึงร้อยปีเศษ บาทหลวงเฟลิกซ์ได้รับรู้ความหมายที่แท้จริงของบทเพลงแห่งชีวิตนั้นอย่างแจ่มแจ้งแล้วด้วยประการฉะนี้

นิทานคลาสสิกอมตะ เรื่อง นักรบแห่งไอร์แลนด์

นิทานคลาสสิกอมตะ เรื่อง นักรบแห่งไอร์แลนด์

บริอาน โบโร เป็นนามของกษัตริย์นามกระเดื่องของไอร์แลนด์สมัยโบราณ ได้ครองราชย์อยู่เป็นเวลานานปี เป็นที่จดจำกันในหมู่ชาวไอร์แลนด์ในฐานะที่ทรงเป็นจอมกษัตริย์นักรบ ซึ่งมีชัยชนะเหนือพวกเดนส์ ปลดปล่อยไอร์แลนด์ให้เป็นอิสระชั่วกัลป์ ทั้งยังให้ปลอดภัยจากศัตรูที่มารุกรานและกระทำการอันทารุณร้ายกาจต่อชาวไอร์แลนด์

ในสมัยโบราณ มีประเพณีอย่างหนึ่งคือ เด็กผู้ชายจะต้องได้รับการอบรมเลี้ยงดูให้ห่างไกลจากครอบครัวของตน จึงปรากฏเสมอว่าหนุ่มชาวไอร์แลนด์ต้องไปฝึกฝนอบรมในราชสำนักของกษัตริย์ที่ครองอาณาจักรใกล้เคียงใช้ชีวิตวัยต้นท่ามกลางภยันตรายในการต่อสู้และสงคราม เพื่อฝึกปรือให้เกิดพลังแบบทหาร เป็นนักรบกล้าหาญ และยิ่งกว่านั้น ต้องรักชาติบ้านเมืองของตน พร้อมจะป้องกันไว้ด้วยชีวิตและเกียรติยศของตน

สำหรับบริอาน โบโร เมื่อได้ผ่านการฝึกปรืออบรมเบื้องต้นเรียบร้อยแล้ว พระองค์ก็กลับมาสู่ราชสำนักของพระบิดา ขณะที่คณะของพระองค์เดินทางกลับผ่านมาถึงแม่น้ำแชนนอน บริอานได้สั่งบริวารของตนเป่าเขาสัตว์ให้ดังขึ้น เพื่อบอกกษัตริย์เคนเนดี้ผู้เป็นบิดาให้รู้ว่าพระโอรสกำลังเสด็จมาแล้ว

แต่ก่อนจะได้เป่าเขาก็ต้องสะดุ้งไปตาม ๆ กัน ปรากฏว่าทางด้านหลังภูเขามีเสียงประหลาดเกิดขึ้นราวกับเสียงแห่งข่าวร้าย ทุกคนพากันพิศวงเมื่อเห็นสาวงามนางหนึ่งปรากฏขึ้น เธอมีผมสีทองยาวสลวยประบ่า ก่อนที่บริอานจะกล่าวอะไร เธอก็ชิงกล่าวขึ้นก่อนว่าเธอมิใช่เทพธิดาหรือนางไม้ที่ไหน อย่าได้ตกใจเลย เธอคือพี่สาวโดยนับเป็นญาติกัน อยากจะมาต้อนรับหลังจากไม่ได้พบกันเป็นเวลาแสนนาน

สาวงามก้าวเข้ามาคำนับและกล่าวขึ้นว่า เวลานี้พระบิดาของบริอาน หรือพระราชาเคนเนดี้กำลังคอยฟังเสียงเป่าเขา บอกการมาของบริอานอย่างกระวนกระวาย เพราะเกรงว่าจะเกิดอันตรายจากพวกเดนส์

บริอานจึงถามว่า เธอใช่ไหมที่ทำให้พวกเราตกใจด้วยเสียงเพลงเตือนอันตราย เป็นการต้อนรับการกลับคืนสู่บ้านเกิดเมืองนอนครั้งนี้

ใช่ค่ะ แต่เสียงเพลงของสตรีคงไม่น่าสะพรึงกลัวเหมือนเสียงพวกเดนส์จริง ๆ หรอก สาวงามพูดยิ้ม ๆ

บริอานจึงให้คนเป่าเขาสัตว์ขึ้น แล้วรีบข้ามแม่น้ำตรงไปยังปราสาทของพระบิดา

ที่ปราสาท เมื่อบริอานไปถึงก็มีงานเลี้ยงเป็นการใหญ่ เป็นการให้เกียรติในการกลับมาคราวนี้ของบริอาน ขณะกำลังร่าเริง สนุกสนานอยู่นั้น ก็มีข่าวมาว่าพวกเดนส์กำลังเจ้าโจมตีพวกสกุลคาส ซึ่งกษัตริย์เคนเนดี้คุ้มครองอยู่

พระราชาตรัสว่า ลูกของเรามาถึงเวลาประจวบเหมาะดีแท้ เวลานี้เราต้องการคนกล้าหาญ คนมีฝีมือเข้มแข็ง ผู้มีหัวใจแข็งแกร่ง พร้อมจะเข้าเผชิญหน้ากับศัตรูที่แข็งกล้า ระหว่างนั้นก็มีเสียงซุบซิบกันว่าคราวนี้จะสู้หรือจะหนี

บริอานกล่าวออกไปอย่างเหลืออดว่า แล้วเราจะมาคอยอะไรกันเล่า เราไม่มีเวลาเหลืออีกต่อไปแล้ว ถ้าท่านพ่ออนุญาต ลูกจะถือโอกาสยกคนไปตรึงอยู่ที่ป้อมปราการบรรณาการ ต่อสู้กับผู้รุกราน ณ บัดนี้

คำพูดนั้นเองก่อให้เกิดกำลังใจกล้าแกร่งอย่างประหลาดแก่แม่ทัพนายกองทั้งหลาย ทุกคนร้องเป็นเสียงเดียวกันว่าต้องสู้ และด้วยดวงใจที่กล้าหาญ แม่ทัพนายกองพร้อมด้วยผู้เป็นหัวหน้าก็ยกทัพไปรวมกันที่ฝั่งแม่น้ำแชนนอน ณ ที่นั่นเองก็จะมองเห็นแสงไฟบนยอดเขารอบ ๆ ส่งแสงเรื่อเรืองรอง

การสู้รบเป็นไปอย่างดุเดือด พระราชา เจ้านาย และแม่ทัพนายกองต่างตกอยู่ในวงล้อมข้าศึกที่โหดเหี้ยม ในจำนวนนั้น มีพระราชาแคนเนดี้และโอรสสององค์ได้รวมอยู่ด้วย

เวลาผ่านไปหนึ่งวันเต็ม ๆ บริอานก็สามารถป้องกันป้อมบรรณการไว้ได้ สามารถขับไล่ทัพพวกเดนส์เตลิดข้ามหุบเขาไป

มีนิทานเล่ากันว่า ระหว่างการปะทะอันดุเดือดที่สุดนั้น มีเรือลำหนึ่งล่องมาตามแก่งน้ำ หญิงสาวงามผู้มีผมสีทอง แต่งกายด้วยเสื้อผ้าขาวบริสุทธิ์ ผู้เป็นญาติของบริอาน นำเสบียงมาส่งให้บริอาน พวกเดนส์ต่างพากันตะลึงงันยิ่ง เมื่อได้ยินเสียงเพลงของเธอกังวาลแจ้งกลบเสียบรบอันดุเดือด จึงเสียกำลังใจรีบหนีไปสิ้น

เมื่อกษัตริย์เคนเนดี้สิ้นพระชนม์แล้ว มาฮอนซึ่งเป็นพี่ชายของบริอานได้รับแต่งตั้งเป็นกษัตริย์ต่อไป พี่ ๆ น้อง ๆ เห็นว่าการรบซึ่ง ๆ หน้าในที่โล่งจะสู้พวกเดนส์ไม่ได้ จึงวางอุบายใหม่คือถอยหนีไปจากฝั่งแม่น้ำแชนนอน เข้าไปอยู่ในป่าแบบกองโจร คอยดักตีชิง ปล้นกองทัพพวกเดนส์ ซึ่งปกครองดินแดนภาคใต้ของไอร์แลนด์

ต่อมาไม่นาน กษัตริย์มาฮอนทรงเบื่อหน่ายที่จะประทับในป่าต่อไป จึงทำสัญญาสงลศึกกับเดนส์ แต่บริอานไม่ยอมแพ้ ยังคงทำการสู้รบต่อไปอย่างดุเดือด จนเป็นที่หวาดเกรงของพวกเดนส์อย่างยิ่ง แต่บริอานเองก็ต้องประสบความเศร้าใจท้อแท้ใจบ่อย ๆ ที่ต้องสูญเสียผู้คนไปคนแล้วคนเล่า จนเหลือผู้คนอยู่ไม่มากนัก

วันหนึ่งบริอานก็ได้ยินเสียงร้องเรียกชื่อเขาให้ออกจากป่ากลับเข้าเมืองเสียที เป็นเสียงของพี่สาวนับญาติของเขานั่นเอง เธอเป็นผู้เดียวที่ใจกล้าหาญ สามารถนำข่าวคราวจากกษัตริย์มาฮอนมาแจ้งให้ทราบว่าพระองค์ประสงค์จะพบบริอาน

บริอานหัวหน้าหนุ่มผู้กล้าหาญ เสี่ยงชีวิตรอดพ้นจาการจับกุมของกองทัพเดนส์เข้าไปพบกษัตริย์มาฮอนผู้พี่ บริอานพยายามกล่อมใจพี่ให้สู้เพื่ออิสระภาพอีกสักครั้งหนึ่ง แล้วคบไฟใหญ่จำนวนมากก็จุดขึ้นที่ยอดเขาวทั่วไปแสดงว่าพวกราชสกุลคาสเตรียมพร้อมที่จะสู้ใหม่เพื่ออิสรภาพ

ในที่สุดพระเจ้าลิเมอริคกษัตริย์พวกเดนส์ส่งสาส์นมายังกษัตริย์มาฮอนขอให้รื้อป้อมค่ายปลดปล่อยทหาร แล้วให้จับบริอานโจรนอกกฏหมายตีตรวนส่งตัวให้กษัตริย์แห่งลิเมอริคพร้อมด้วยเครื่องบรรณาการ คำตอบที่ได้รับจากกษัตริย์มาฮอนคือการปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง และบริอานก็ไม่ยอมแพ้

ดังนั้นการสู้รบจึงเกิดขึ้นอย่างดุเดือดกว้างขวาง พี่น้องต่อสู้อย่างกล้าหาญในสงครามอันยิ่งใหญ่ บริอานเป็นผู้นำทัพและมีชัยขับไล่พวกเดนส์ให้ล่าถอยไปจนยึดแคว้นลิเมอริคกลับคืนได้ แทนที่ตัวเองจะต้องถูกจับเป็นเชลย

เมื่อกษัติรย์มาฮอนสิ้นพระชนม์ชีพแล้ว บริอานก็ได้เป็นกษัตริย์ครองสามแคว้น และต่อมาก็ได้ครองไอร์แลนด์ทั้งหมด

ในระยะเวลาอันรุ่งเรืองยาวนานของกษัตริย์บริอานนั้น พระองค์ทรงบำเพ็ญตนเพื่อประเทศและประชาชนอย่างใหญ่หลวง มีพระทัยเมตตาปวงชน ได้รับความนิยมยกย่องจากไพร่ฟ้าประชาราษฎร์ทั้งหลาย ฝ่ายข้าศึกศัตรูก็เกรงขาม

พระเจ้าบริอานครองราชมาช้านาน จนทรงพระชรามาก ในสงครามครั้งสุดท้ายกับพวกเดนส์ศัตรูเก่าที่เมืองโกลนดาฟ พระองค์ถูกลอบปลงพระชนม์ขณะทางคอยฟังข่าวศึกอยู่ในเต็นท์ที่ประทับกลางสนามรบ

ผลสุดท้ายปรากฎว่า ฝ่ายไอร์แลนด์เอาชนะพวกเดนส์อย่างถอนรากถอนโคน ตั้งแต่นั้นมาไอร์แลนก็มีแต่ความสงบสุขไม่มีการรบกวนจากศัตรูอีกเลย

นิทานคลาสสิกอมตะ เรื่อง นกฮูกแสนกล

นิทานคลาสสิกอมตะ เรื่อง นกฮูกแสนกล

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในป่าที่หนาทึบแห่งหนึ่ง ได้มีนกฮูกและช้างซึ่งเป็นเพื่อนสนิทกันมากอาศัยอยู่ สัตว์ทั้งสองได้แบ่งปันความทุกข์ความสุขให้แก่กันและกัน ในยามที่มีเรื่องเดือดร้อน สัตว์ทั้งสองมักจะพยายามช่วยเหลือซึ่งกันและกันอยู่เสมอ

วันหนึ่ง ช้างออกไปหาอาหารในป่าลึก และตกเข้าไปอยู่ในวงล้อมของเหล่าปีศาจร้าย ราชาแห่งปีศาจเพิ่งฝันไปว่าพระองค์ได้เสวยช้างเข้าไปหนึ่งเชือก ด้วยเหตุนี้เอง บรรดาปีศาจร้ายทั้งหลายจึงพออกพอใจมากที่ได้พบเห็นช่างจริง ๆ ยืนอยู่ตรงหน้าพวกตน และยืนยันว่าควรจะต้องทำความฝันของพระราชาของพวกตนให้เป็นจริงให้ได้

ครั้งแล้วพวกปีศาจร้ายจึงได้จับช้างนั้นไว้และเตรียมพร้อมที่จะฆ่าเสีย แต่ก่อนที่เหล่าปีศาจกำลังจะลงมือฆ่า ช้างก็ได้พูดขึ้นว่า ขอให้ได้ไปพบกับเพื่อนรักเก่าแก่ของฉันเป็นครั้งสุดท้ายด้วยเถิด

พวกปีศาจยอมตกลงถ้าช้างสัญญาว่าจะกลับมาให้ราชาของเหล่าปีศาจกิน และช้างก็ยอมตกลง เหล่าปีศาจจึงยอมปล่อยช้างกลับไป

ช้างจึงออกเดินทางไปพบนกฮูกเพื่อนเก่าของตน ระหว่างทางช่างได้ถามทุกคนที่เขาพบว่า จริงหรือที่ว่าหากคุณฝันว่าได้กินสิ่งใดคุณจะต้องกินสิ่งนั้นในชีวิตจริงด้วย ทุกคนตอบเขาไปว่าเรื่องนี้เป็นความจริง เมื่อช้างได้ยินดังนั้นก็รู้สึกเป็นทุกข์ใจยิ่งนัก

ในที่สุด ช่างก็ได้พบกับนกฮูกและเล่าเรื่องทั้งหมดให้นกฮูกฟัง และก็พูดด้วยความเศร้าสร้อยว่า ฉันลาก่อนนะเพื่อนรัก ฉันต้องไปให้ราชาปีศาจกินในตอนนี้แล้ว

ไม่ ไม่ นายต้องไม่ผิดหวังอย่างนั้น ขอให้ฉันได้ไปเป็นเพื่อนแล้วฉันจะคิดหาทางช่วยเอง ดังนั้นสหายทั้งสองจึงเริ่มออกเดินทางไปด้วยกัน การมีเพื่อนร่วมทางไปด้วย ช่วยทำให้ช้างรู้สึกใจชื้นขึ้นมาบ้าง

เมื่อทั้งสองเข้าสู่ถิ่นที่อยู่ของปีศาจ นกฮูกแสร้งทำเป็นว่าเพิ่งตื่นจากหลับ ทำเป็นกระพือปีกบิดขี้เกียจ แล้วมองดูรอบ ๆ ด้วยดวงตาเบิกกว้าง นกฮูกกวาดตามาหยุดที่กลุ่มปีศาจร้ายที่ชุมนุมกันอยู่จากนั้นก็ได้เอ่ยขึ้นว่า ฉันได้ฝันแปลกมากจริง ๆ ฉันฝันว่าได้แต่งงานกับราชินีแห่งปีศาจ ดังนั้นคงจะได้แต่งงานกับนางจริง ๆ ใช่ไหม

พวกปีศาจคัดค้านเสียงดังลั่นและพูดขึ้นว่า เจ้าไม่สามารถจะแต่งงานกับราชินีของเราได้เพียงเพราะความฝันว่าจะได้แต่งงานกับพระนาง

นกฮูกจึงรีบตอบอย่างรวดเร็วทันทีทันใดว่า ถ้าฉันไม่สามารถทำให้ความฝันของฉันเป็นจริงขึ้นมาได้ แล้วราชาของพวกเจ้าจะสามารถยืนกรานที่จะกินช้างได้อย่างไร เพราะราชาของพวกเจ้าก็เพียงแค่ฝันว่าได้กินช้างเท่านั้นเอง ถ้าราชาของพวกเจ้ายังยืนยันว่าจะกินเพื่อนของฉันให้ได้ ฉันก็จำเป็นต้องยืนยันที่จะแต่งงานกับราชินีของพวกเจ้าได้เช่นกัน

พวกปีศาจร้ายรู้สึกงงงัน และไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไรดี ดังนั้นพวกปีศาจร้ายจึงได้ปล่อยให้นกฮูกและช้างกลับไปบ้านของพวกเขาได้ และนี่คือวิธีที่นกฮูกได้ช่วยชีวิตช้างเพื่อนเกลอของเขาไว้อย่างแยบคาย

นิทานคลาสสิกอมตะ เรื่อง เจ้าบ่าวอสูร

นิทานคลาสสิกอมตะ เรื่อง เจ้าบ่าวอสูร

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีทหารหนุ่มผู้หนึ่งทำการรบพุ่งอย่างกล้าหาญ เมื่อสงครามสิ้นสุด เขาได้รับอนุญาตให้เดินทางกลับบ้าน ทหารหนุ่มผู้นั้นเป็นเด็กกำพร้า ไม่มีบ้านให้ย้อนกลับไปหา เขาจึงตัดสินใจที่จะเดินทางแสวงโชคไปในโลกกว้าง

อยู่มาวันหนึ่ง ทหารหนุ่มเดินทางมาพบชายหน้าตาประหลาด เจ้าจะเดินทางไปยังแห่งหนใด พ่อหนุ่ม? คนแปลกหน้าเอ่ยถาม

ข้าไม่มีบ้าน ไม่มีเงินทอง ดังนั้นข้าจะเดินทางท่องโลกกว้างเพื่อแสวงโชค

จากนั้นคนแปลกหน้าก็พูดขึ้นว่า ถ้าเจ้าปฏิบัติตามคำสั่งของข้า เจ้าจะร่ำรวยไปตลอดชีวิต แต่เดี๋ยวก่อน เจ้าเป็นคนขลาดหรือผู้กล้า

ทหารหนุ่มตอบไปด้วยความภาคภูมิใจ ข้าคือผู้กล้า

คนแปลกหน้าจึงถอดเสื้อคลุมออกมายื่นส่งให้ทหารหนุ่ม ตราบใดที่เจ้าห่มคลุมเสื้อตัวนี้ เจ้าจะมีเงินในกระเป๋าไม่ขาดมือ

จำไว้ให้มั่น ในห้วงเวลา 7 ปี นับจากวันนี้เป็นต้นไปเจ้าจะอาบน้ำไม่ได้ ห้ามหวีผม ห้ามตัดเล็บ ห้ามโกนหนวดเครา หากเจ้าฝ่าฝืนเจ้าจะตกเป็นทาสของข้าไปชั่วนิรันดร์ แต่ถ้าเจ้าปฏิบัติได้ดังว่า ชีวิตหลังเจ็ดปี จะเปี่ยมด้วยความมั่งคั่งผาสุก

ทหารหนุ่มรับเสื้อคลุมมาสวมในทันใด เขายินดีปรีดาเป็นที่สุด เมื่อล้วงเข้าไปพบเหรียญทองคำเต็มกระเป๋า ไม่ว่าเขาจะควักเหรียญออกมามากเพียงใดก็ตาม เหรียญทองคำในกระเป๋าก็ไม่พร่องลงสักนิด

ทหารหนุ่มเดินทางท่องโลกด้วยความสุข อิ่มเอิบใจเป็นที่สุด เมื่อซื้อสรรพสิ่งได้ตามปรารถนา ทหารหนุ่มเปี่ยมด้วยน้ำใจ เมื่อพบเห็นผู้ยากไร้ก็จะช่วยเหลือ เขาเดินทางไปทุกหัวระแหง และไม่เคยแล้งเพื่อนน้ำมิตร

ทหารหนุ่มเตือนตัวเองตลอดเวลาไม่ให้หยิบมีดโกนมาโกนหนวดเครา ไม่วักน้ำมาล้างหน้า หรือแม้กระทั่งตัดเล็บของตนเอง จนเวลาผ่านไปสองปี ทหารหนุ่มมอมแมมก็ได้กลายเป็นสัตว์ประหลาดผู้คนเป็นต้องกระเจิดกระเจิงไปคนละทิศเมื่อเขาเดินเข้ามาใกล้

อยู่มาวันหนึ่งในห้วงปีที่สี่ ทหารหนุ่มเดินทางมาถึงโรงแรมแหน่งหนึ่ง เจ้าของโรงแรมปฏิเสธไม่ให้เข้าพัก เนื่องจากร่างกายของเขาสกปรกโสโครกคล้ายดั่งสัตว์ประหลาด แต่เมื่อทหารหนุ่มควักเหรียญทองออกมาเต็มกำมือ เจ้าของโรงแรมก็ใจอ่อนจึงอนุญาติให้พักค้างแรมได้ในโรงเลี้ยงม้า

ในระหว่างที่ทหารหนุ่มพักผ่อนอยู่ในโรงเลี้ยงม้า เขาได้ยินเสียงถอนหายใจและเสียงร่ำร้องด้วยความเศร้าสร้อย มีชายหน้าตาอมทุกข์ผู้หนึ่งอยู่ในมุมมืด และชายผู้นั้นก็ต้องหวาดกลัวจนแทบขาดใจ เขาร้องลั่นออกมาเมื่อเห็นอสูรหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัวมายืนอยู่ต่อหน้า

ทหารหนุ่มพูดปลอบประโลมด้วยเสียงอ่อนโยน จนชายผู้นั้นคลายความหวาดกลัว เพื่อนรัก ท่านมีทุกข์ใดในใจ? ทหารหนุ่มสอบถาม

ข้าเป็นพ่อค้า ขาดทุนย่อยยับหมดตัว ไม่มีแม้แต่ค่าที่พักเจ้าของโรงแรมคงจะส่งข้าเข้าคุกแน่แท้ ชายผู้นั้นร้องครางออกมา ทหารหนุ่มยิ้มละไม

ไม่ต้องเป็นกังวล ข้าจะช่วยเหลือท่าน ทหารหนุ่มชำระค่าที่พักทั้งหมด และยังมอบทองคำถุงโตให้ยืมติดมือกลับบ้าน พ่อค้าสำนึกบุญคุณทหารหนุ่ม จึงเชื้อเชิญให้เขาร่วมเดินทางกลับบ้านด้วยกัน และให้สัญญาว่าจะยกลูกสาวหนึ่งในสามคนให้เป็นคู่ครอง

ทหารหนุ่มสุดแสนจะยินดี ได้ร่วมเดินทางติดตามพ่อค้ากลับบ้านของเขา เมื่อมาถึงบ้านของพ่อค้า เขาพาทหารหนุ่มเข้าไปในบ้านและแนะนำให้ลูกสาวทั้งสามรู้จัก พ่อค้าผู้นั้นเล่าเรื่องทั้งหมดให้ลูกสาวทั้งสามฟังว่าทหารหนุ่มได้ช่วยเหลืออย่างไรบ้าง และตนสัญญาไว้อย่างไรบ้าง

เมื่อได้ฟังดังนั้น ลูกสาวคนโตแจ้งว่าเธอป่วยไข้ไม่สบาย และผลุนผลันวิ่งออกไปทันที ส่วนลูกสาวคนที่สองร้องอุทานออกมาว่า อะไรกัน จะให้แต่งงานกับเจ้าสัตว์ประหลาดตัวนี้นะหรือ ไม่มีทาง

ในขณะที่ลูกสาวคนสุดท้อง เด็กสาวผู้งดงามทั้งหน้าตาและน้ำใจปลอบประโลมบิดาว่า หากคุณพ่อต้องการ ลูกยินดีจะแต่งงานกับผู้มีพระคุณต่อครองครัวของเรา

ทหารหนุ่มปลาบปลื้มใจเป็นที่สุด มอบแหวนให้สาวน้อย จากนั้นก็บอกลา สั่งกำชับว่า อีกสามปีเขาจะย้อนกลับมา เจ้าสาวสุดแสนจะเศร้าสร้อยเมื่อเจ้าบ่าวลาจากไป พี่สาวทั้งสองเฝ้าเยาะเย้ยถากถางน้องสาวอยู่เป็นนิจ น้องสาวคนสุดท้องอดทนข่มกลั้นคอยนับวันที่เจ้าบ่าวจะกลับมาอีกครั้งตามสัญญา

ฝ่ายทหารหนุ่มก็ออกเดินทางเร่รอนไปอย่างไม่มีจุดหมาย เมื่อถึงวันสุดท้ายของปีที่เจ็ด คนแปลกหน้าก็ปรากฏกายขึ้นต่อหน้าทหารหนุ่ม เขาหน้าตาอมทุกข์เพราะผิดหวังที่ไม่ได้ทหารหนุ่มมาเป็นทาส เอาเถิด เจ้าทหารกล้า เจ้าเป็นผู้ชนะ เจ้าเป็นอิสระแล้ว คนแปลกหน้ารับเสื้อคลุมไปแล้วหายวับไปต่อหน้าต่อตา

ส่วนทหารหนุ่มก็รีบไปอาบน้ำ ฟอกเนื้อตัวจนสะอาดหมดจด ตัดเล็บมือเล็บเท้า ตัดผมโกนหนวดโกนเครา ภาพที่ปรากฎในกระจกเป็นชายหนุ่มหน้าตาคมเข้ม ทหารหนุ่มเร่งเดินทางกลับมาหาเจ้าสาวของเขา

ยามไปถึงที่บ้านพ่อค้ากลับไม่มีใครจดจำเขาได้ แต่เมื่อเขาส่งเสียงทักทายออกไป น้องสาวคนเล็กของบ้านก็จำได้มั่นว่าเป็นเจ้าบ่าวของเธอ เธอยินดีปรีดาที่ได้เห็นเจ้าบ่าวหน้าตาคมสันเดินทางกลับมาโดยสวัสดิภาพ

ส่วนพี่สาวทั้งสองก็ทำได้เพียงเศร้าโศกแสนเสียดายว่า น่าจะเลือกเจ้าบ่าวอสูรหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัวนั้นเสียแต่แรก

นิทานคลาสสิกอมตะ เรื่อง จักรพรรดิเคราแดง

นิทานคลาสสิกอมตะ เรื่อง จักรพรรดิเคราแดง

หลายร้อยปีมาแล้ว ยังมีจักรพรรดิผู้ทรงอานุภาพองค์หนึ่งของเยอรมัน ทรงพระนามว่า เฟรเดอริก บาบารอสสา(เคราแดง) ที่ได้ทรงพระนามเช่นนั้น เพราะทรงมีเครายาวสีแดงในอังกฤษมีกษัตริย์อาร์เธอร์ เป็นที่ยกย่องเทิดทูนเพียงใด ในเยอรมันก็มีจักรพรรดิเฟรเดอริก บาบารอสสา เป็นที่ยกย่องเทิดทูนเพียงนั้นเช่นกัน

เมื่อพระองค์สิ้นพระชนม์ บรรดาศัตรูที่เกรงกลัวพระองค์ต่างพากันดีใจ ส่วนไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินของพระองค์ ต่างเศร้าเสียใจอย่างใหญ่หลวง เพราะจงรักภักดีต่อพระองค์มาก พระองค์ตั้งใจไว้ว่าจะทรงคอยเวลาเมื่อประชาชนต้องการ แล้วสักวันหนึ่งพระองค์จักทรงกลับฟื้นคืนมาใหม่

เล่ากันว่า จักรพรรดิเฟรเดอริกสิ้นพระชนม์ขณะเดินทางไปทำสงครามครูเสดในดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ ระหว่างทางที่กองทัพกำลังข้ามแม่น้ำสายสำคัญสายหนึ่ง ขณะนั้นจักรพรรดิไม่อาจอดทนคอยกองทัพของพระโอรสได้ จึงทรงกระโดดลงไปในแม่น้ำพร้อมข้าศึกและเครื่องเกราะเหล็กหนัก กระแสน้ำไหลเชี่ยวมาก จักรพรรดิผู้สูงด้วยพระชนมายุจึงถูกพัดพาไปไกล

บางคนก็เล่าว่า ระหว่างที่ทรงเดินทางอย่างเหนื่อยอ่อน ก็เสด็จลงสรงในแม่น้ำให้สดชื่น แต่บังเอิญน้ำในขณะนั้นเย็นมากเหลือเกิน พอเสด็จขึ้นจากน้ำ ทรงทนความหนาวเย็นไม่ไหวจึงสิ้นพระชนม์ ณ ที่นั้นเอง

แม้ว่าจักรพรรดิเฟรเดอริกจะสิ้นพระชนม์ไปแล้ว และปราสาทราชวังของพระองค์ที่แม่น้ำไรน์จะปรักหักพังเกือบหมดสิ้นก็ตาม แต่ก็ยังมีคนเชื่อว่าพระองค์ยังคงทรงมีพระชนม์อยู่ และยังมีพวกมหาดเล็กสะสมพระราชทรัพย์อันมีค่าและอาวุธต่าง ๆ อยู่ ในบริเวณนั้นด้วย

เคยมีชาวชนบทผู้หนึ่งเดินเข้าไปในถ้ำและมองเห็นร่างจักรพรรดิยังคงบรรทมอยู่ในถ้ำนั้น มีโต๊ะเก้าอี้ทำด้วยหินล้วน ๆ ซึ่งพระองค์จะทรงนั่งเอนองค์ลงกับโต๊ะอย่างเคร่งขรีม ปล่อยเคราแดงของพระองค์ปลิวตามสบาย เมื่อชาวนาผ่านไปพบเข้า พระองค์จะตรัสถามว่า เวลานี้โลกล่างเขายุคใดแล้ว

เมื่อทรงได้รับคำตอบ จะทรงกล่าวอย่างเศร้าว่า ยังไม่ถึงเวลา แล้วพระองค์จะเสด็จเข้าบรรทมต่อไป

ทุกรอบร้อยปีจะทรงตื่นบรรทม แล้วตรัสถามมหาดเล็กแคระว่า เจ้าคนแคระ จงขึ้นไปดูว่ารอบหอสูงนั้นนกกาน้ำยังบินอยู่หรือเปล่า ถ้ายังบินเหนือหัวเรา ก็ต้องเข้าภวังค์หลับนับร้อยปี

เมื่อมหาดเล็กคนแคระเข้ากราบทูลว่า บัดนี้นกกาน้ำยังคงบินร่อนร้องอยู่รอบหอคอยปราสาท แล้วพระองค์ก็จะทรงพลิกพระวรกายทรงถอนพระทัยใหญ่แล้วบรรทมต่อไป

เมื่อใดที่ไม่มีนกกาน้ำบินรอบปราสาทร้าง และเมื่อใดที่เคราแดงของพระองค์งอกยาวจนพ้นโต๊ะเก้าอี้หินถึงสามรอบ เมื่อนั้นจะมีแตรวิเศษมาเป่า พระจักรพรรดิเฟรเดอริก บาบารอสสาก็จะเสด็จกลับคืนสู่โลก