นิทานธรรมะ เรื่อง สิ่งที่ติดตามมา

นิทานธรรมะ เรื่อง สิ่งที่ติดตามมา

ครอบครัวหนึ่งประกอบไปด้วยพ่อ แม่ และลูก ที่เพิ่งเกิดได้ไม่นาน สามีและภรรยาคู่นี้มีความขยันในการทำงานและมีนิสัยใจคอที่ดีมาก เวลาคนทั้งสองเห็นใครทำอะไร หากไม่เหลือบ่ากว่าแรง พวกเขาต้องเข้าไปช่วยเหลือทุกครั้ง ทำให้ทั้งคู่เป็นที่รักของคนในหมู่บ้านเป็นอย่างยิ่ง

อยู่มาวันหนึ่ง ในขณะที่สามีและภรรยากำลังเตรียมตัวรับประทานอาหารเย็นอยู่นั้น ก็มีชายชรา 3 คนมายืนอยู่หน้าบ้าน ฝ่ายเจ้าของบ้านเห็นชายชราทั้งสามมาแสดงตัว ก็คิดที่จะเชิญผู้เฒ่าทั้งสามเข้ามาในบ้านเพื่อรับประทานอาหารด้วยกัน ซึ่งเป็นการแสดงน้ำใจที่ครอบครัวนี้ทำอยู่เป็นประจำ แต่เมื่อเอ่ยปากชวน ก็มีชายชราคนหนึ่งกล่าวขึ้นว่า

หากเจ้าจะเชิญพวกเราเข้าบ้าน มีข้อแม้อยู่ว่า พวกเราจะไม่เข้าบ้านไปพร้อมกัน

ทำไมล่ะ? หญิงสาวถามด้วยความรู้สึกแปลกใจ

พวกเรา 3 คนนี้มีความเป็นไปที่ต่างกัน คนแรกชื่อว่า ความมั่งคั่ง คนที่สองชื่อว่า ความสำเร็จ และตัวข้ามีชื่อว่า ความรัก หากเจ้าจะเชิญใครเข้าไปในบ้าน ก็พิจารณาให้ดี ๆ เพราะสิ่งที่ทำครั้งนี้ จะมีผลต่อครอบครัวของเจ้า

ถ้าอย่างนั้น ขอให้เราทั้งสองปรึกษากันก่อนได้ไหม?

ตามสบาย ผู่เฒ่าคนหนึ่งกล่าวเปิดทางให้แก่สามีและภรรยาได้มีโอกาสคิดไตร่ตรอง

เวลาผ่านไปสักครู่ คราวนี้สามีและภรรยาได้เดินมาที่หน้าบ้าน แล้วกล่าวขึ้นว่า

เราทั้งสองขอเชิญท่านผู้มีนามว่า ความรัก เข้ามาในบ้านก็แล้วกัน

เมื่อคำเชิญสิ้นสุดลง แทนที่จะมีเฉพาะผู้เฒ่าที่ชื่อว่าความรักเดินเข้าไปในบ้าน แต่ชายทั้งสามคนกลับเดินเข้าไปพร้อมกัน ใขณะที่สามีภรรยาก็อดแปลกใจไม่ได้ว่า ในเมื่อเชิญคนเดียว แต่ทำไมชายชราทั้งสามจึงพร้อมใจกันเดินเข้าไปในบ้าน เหมือนกับว่าคนที่ถูกเชิญนั้นเป็นคนเดียวกัน เมื่อผู้เฒ่าทั้งสามนั่งลงในทีรับรองเรียบร้อยแล้ว ชายผู้เป็นสามีจึงถามขึ้นว่า

ครั้งแรกที่พวกเราเชิญพวกท่านเข้ามาพร้อมกัน พวกท่านก็บอกให้คิดให้ดีเสียก่อน แต่พอเราตัดสินใจเชิญผู้เฒ่าที่มีนามว่าความรัก พวกท่านกลับพร้อมใจกันเดินเข้ามา ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?

เมื่อถูกถามเช่นนี้ ผู้เฒ่านามว่าความรักจึงยิ้มตอบรับด้วยใบหน้าที่แจ่มใส พร้อมกับอธิบายว่า

พวกเราทั้งสามคนไม่ใช่คนทั่วไป แต่ได้ชื่อว่าเป็นเทพแห่งความโชคดี หากใครเชิญสิ่งใดสิ่งหนึ่งเข้าบ้าน เขาคนนั้นก็จะได้ในสิ่งที่เชิญแต่เพียงสิ่งเดียวเท่านั้น ทว่าในการเชิญแต่ละครั้ง ก็มีหลักสำคัญอยู่ว่า หากเชิญสิ่งที่เป็นหัวใจหลักของโชคลาภ เขาก็จะได้ทั้งหมดที่เหลือเพิ่มมาด้วย

หมายความว่าอย่างไร ช่วยอธิบายที? สามีและภรรยาตั้งข้อสงสัย

หมายความว่าคนเรานั้น บางคนอาจประสบกับความร่ำรวยเงินทอง แต่ใช่ว่าจะได้มีโอกาสพบกับความสำเร็จในทุกเรื่อง หรืออาจจะโชคร้ายในเรื่องของความรักอีด้วย ชีวิตของเขาก็จะไม่มีความสุขที่สมบูรณ์พร้อมอยู่ดี

ส่วนคนที่พบกับความสำเร็จ เขาอาจจะได้บางสิ่งที่ต้องการเท่านั้น แต่ความมั่งคั่งร่ำรวยอาจจะหายไป ยิ่งหากไร้ความรักมาคอยช่วยเหลือ ความสำเร็จที่ได้มาก็จะมีค่าไม่สมบูรณ์ เพราะเขาจะได้พบเพียงสิ่งใดสิ่งหนึ่งเท่านั้น

แต่เมื่อใดที่เขามีความรัก เขาได้ชื่อว่ามีทั้งหมดไว้ในครอบครอง โอกาสที่ความมั่งคั่งจะเกิดขึ้นก็ง่าย เพราะเขารักที่จะแสดงหา โอกาสที่ความสำเร็จในทุกเรื่องจะเกิดขึ้นก็มีอยู่เสมอเพราะเขารักที่จะใฝ่หาสิ่งที่ชีวิตต้องการ แม้ว่าสุดท้ายที่สุดเขาจะไม่ได้สิ่งต่าง ๆ มามากมาย แต่เพราะอำนาจของความรักที่มีอยู่ ก็จะช่วยทำสิ่งที่เล็กน้อยให้กลายเป็นสิ่งที่มีค่าที่ยิ่งใหญ่ได้ ทำให้ความสำเร็จที่คนอื่นมองว่าด้วยค่า กลายเป็นสิ่งที่ทรงคุณค่าในชีวิตได้ด้วยเหตุนี้ ความรักจึงชื่อว่าเป็นหัวใจหลักของการมีชีวิตอยู่และเป็นบ่อเกิดของสิ่งทั้งปวงที่จะตามมา

เมื่อผู้เฒ่าแห่งโชคทั้งสามได้อยู่สนทนา และให้พรอันประเสริฐแก่ครอบครัวคนดีนี้ด้วยเวลาที่พอเหมาะ พวกเขาก็ได้ลาจากไป พร้อมกับมอบความโชคดีไว้เป็นรางวัลตอบแทนน้ำใจที่ชายและหญิงคู่นี้ได้สร้างมา ทำให้ครอบครัวของเขามีทั้งความมั่งคั่งทางวัตถุ และมีความสำเร็จในหลาย ๆ เรื่องที่ทำ เพราะพวกเขาเลือกที่จะให้ความรักนำทาง

นิทานเวตาล เรื่องที่ 15 ความรักของเจ้าหญิงศศิประภา

นิทานเวตาล เรื่องที่ 15 ความรักของเจ้าหญิงศศิประภา

เวตาลถูกจับครั้งที่ 15 และได้เล่านิทานให้แก่พระราชาฟังในระหว่างการเดินทาง มีเนื้อหา ดังนี้

ครั้งหนึ่งในอาณาจักรเนปาล มีนครตั้งอยู่ชื่อนครศิวปุระ และที่นครนี้ พระราชาทรงนามว่ายศเกตุทรงปกครองอยู่ พระองค์มีราชเสวกผู้ใกล้ชิดอยู่คนหนึ่งชื่อ ปรัชญาสาคร และทรงไว้วางพระทัยให้เขาดูแลพราชกิจทุกอย่าง ส่วนพระองค์เองทรงใช้เวลาสำราญพระทัยอยู่กับพระมเหสีคือ พระนางจันทรประภา เวลาผ่านไป พระราชาทรงได้พระธิดาองค์หนึ่งอันประสูติแต่พระราชเทวี ทรงตั้งพระนามให้ว่าเจ้าหญิงศศิประภา พระราชกุมารีพระองค์นี้มีวรรณะอันผุดผ่องดั่งแสงพระจันทร์ผู้เป็นประหนึ่งดวงเนตรของโลก

จำเนียรกาลสืบมา พระราชธิดาทรงจำเริญวัยเป็นสตรีแรกรุ่นมีสิริโฉมงดงามยิ่งนัก วันหนึ่งในฤดูวสันต์ เจ้าหญิงเสด็จชมราชอุทยานพร้อมด้วยนางบาทบริจาริกาแวดล้อมโดยรอบเพื่อชมการแสดงฉลองฤดูใบไม้ผลินั้น และที่แห่งหนึ่งในอุทยานนี้เอง พราหมณ์หนุ่มคนหนึ่งชื่อ มนสวามิน บุตรชายของเศรษฐีได้เข้ามาเที่ยวด้วย มาณพหนุ่มแลเห็นเจ้าหญิงกำลังเก็บดอกไม้อยู่ แขนของนางที่เคลื่อนไหวนั้นดูแฉล้มเฉลายิ่งนัก แสดงให้เห็นทรวดทรงอันงามจับตาหาที่ติมิได้ ยามนางกรีดกรายนิ้วเด็ดกิ่งดอกไม้ก็ดูงามสลวยไม่ขัดตา เมื่อหนุ่มน้อยมนสวามินได้เห็นนาง เขารู้สึกในบัดดลว่านางได้เด็ดเอาหัวใจของเขาไปด้วย ทำให้เขางงงวยด้วยความรักนางจนแทบจะระงับสติไว้ไม่อยู่ ชายหนุ่มรำพึงแก่ตัวเองว่า ” นี่คือนางรตี

(รตี แปลว่า รักใคร่, พอใจ, รื่นรมย์ เป็นชายาของพระกามเทพ (เทพแห่งความรัก) นางเป็นธิดาของพระทักษะพรหมฤษีประชาบดี เป็นผู้ที่มีบทบาทเหมือนกับเทวีอโฟรโดต์ของกรีก หรือวีนัสของโรมัน ในกาลครั้งบหนึ่ง พระศิวะทรงเศร้าโศกอย่างหนักเนื่องจากพระสตีผู้เป็นชายาของพระองค์กลั้นใจตาย เพราะทักษะบิดาของนางดูหมิ่นพระศิวะ ความเศร้าโศกของพระศิวะโดยไม่สนใจไยดีต่อโลก ทำให้เกิดความเดือดร้อนไปทั่ว ในกาลนั้นพระสตีไปเกิดใหม่เป็นพระอุมา ธิดาท้าวหิมวัต เจ้าแห่งขุนเขาหิมาลัย ทวยเทพทั้งหลายจึงคิดจะให้นางได้เป็นชายาของพระศิวะ เพื่อจะได้บังเกิดโอรสเป็นเทพแห่งสงครามจะได้ไปปราบศัตรูของทวยเพท จึงขอความอนุเคราะห์จากพระกามเทพให้ช่วยเหลือ พระกามเทพจึงยิงศรดอกไม้ไปที่พระศิวะ ทำให้พระองค์ลืมพระเนตรขึ้นแลเห็นพระอุมาก็หลงรักนาง แต่พอรู้ว่ากามเทพเป็นผู้ยิงพระองค์ด้วยบุษปศร ก็โกรธ จึงลืมพระเนตรที่สามเป็นไฟกรดเผาผลาญกามเทพกลายเป็นจุณไป พระกามเทพจึงไม่มีร่างกาย ได้นามใหม่ว่าพระอนงค์ (ผู้ไม่มีร่างกาย) ไป นางรติมีความเศร้าโศกเสียใจมาก ทูลขอสามีคืนจากพระศิวะหลายครั้ง ในที่สุดพระศิวะให้พระกามเทพลงไปเกิดเป็นโอรสของพระกฤษณะในสงครามมหาภารตะชื่อ พระประทยุมน์ และให้นางรตีลงไปเกิดเป็นภรรยาอสูรชื่อมายาวดี ต่อมานางได้ประทยุมน์กุมารจากท้องปลาใหญ่ นางเลี้ยงดูประทยุมน์มาจนเป็นหนุ่ม และได้ประทยุมน์เป็นสามี เพราะพระนารทฤษีบอกนางว่า นางคือนางรตีในชาติก่อน และประทยุมน์นั้นก็คือกามเทพนั่นเอง รตี มีฉายาต่าง ๆ กันดังนี้
1. เรวา, กามิ, ปรีติ = ผู้ยังให้เกิดความรักใคร่ยินดี
2. กามปัตนี = เมียของกามเทพ
3. กามกลา = ผู้เป็นส่วนของกามเทพ
4. กามปรียา = ผู้เป็นที่รักของกามเทพ
5. ราคลตา = ไม้เลื้อยแห่งความกำหนัด
6. มายาวดี = ผู้มีเล่ห์กล
7. เกลิกิลา = ยวนเสน่ห์
8. ศภางคี = ผู้งามทั้งร่าง ฯลฯ)

(ชายากามเทพ) หรือไฉน นางปรากฎร่างเพื่อมาเก็บรวมรวมบุปผามาลีที่เกลื่อนกล่อนในฤดูวสันต์เพื่อเอาไปทำบุษปศรถวายพระมันมถะ (มันมถะ แปลว่า ผู้ก่อกวนใจ เป็นฉายานามหนึ่งของกามเทพ เพราะกามเทพนั้นทำให้หัวใจมนุษย์ที่ถูกยิงด้วยบุษปศรต้องปั่นป่วนรัญจวนด้วยความรัก) (กามเทพ) แน่เทียว และหรือว่านี่คืออรัญญานี (นางไม้) ที่ปรากฏร่างขึ้นเพื่อกระทำสักการะต่อพระวสันตเทพบุตร (วสันตะ, วสันต์ ชื่อเทพองค์หนึ่งที่ทำให้เกิดวสันตฤดู หรือฤดูใบไม้ผลอันสวยงามยิ่งกว่าฤดูใด ๆ เพราะมีธรรมชาติอันตระการตาชวนให้เพลิดเพลิน วสันตะเป็นเพื่อนสนิทของกามเทพ ไม่ปรากฏว่าเป็นโอรสของใคร) ในฤดูกาลเช่นนี้กระมัง ขณะที่ชายหนุ่มกำลังรำพึงแก่ตัวเองอยู่นั้น เจ้าหญิงก็เหลือบมาเห็นเข้าพอดี นางรู้สึกเหมือนกับว่าเทพแห่งความรัก (พระอนงค์) ผู้หาพระกายมิได้แล้วกลับมาปรากฏให้เห็นอีกครั้งหนึ่ง นางตะลึงต่อภาพที่เห็นเบื้องหน้า ลืมเก็บดอกไม้ ลืมเคลื่อนไหว ลืมหมดทุก ๆ อย่าง

ในระหว่างที่บุคคลทั้งสองกำลังจ้องมองกันอยู่ด้วยความรักอันดื่มด่ำหลงใหลนี้เอง พลันก็มีเสียงร้องตะโกนเอะอะด้วยความตื่นตกใจ คนทั้งสองได้ยินก็ชะเง้อคอดูว่าเกิดอะไรขึ้น ทันใดก็แลเห็นที่มาแห่งเสียง คือช้างพลายเชือกหนึ่งวิ่งมาแต่ไกลเพราะได้กลิ่นนางช้าง มันสลัดเครื่องพันธนาการหลุดออก เหวี่ยงควาญช้างกระเด็น แล้วตะลุยฝ่าไม้ไล่หักโผงผางเตลิดมาตามทาง นางบาทบริจาริกาที่แวดล้อมเจ้าหญิงอยู่ต่างก็พากันวิ่งหนีเอาชีวิตรอดด้วยความตกใจกลัวสุดขีด แต่มนสวามินได้สติก่อน เขาวิ่งถลันตรงมาที่นาง และอุ้มนางไว้ในอ้อมกอด นางกอดเขาไว้อย่างขลาด ๆ ความรู้สึกสับสนด้วยความกลัว ความรัก และความละอาย ชายหนุ่มตระกองกอดนางไว้แน่น วิ่งหนีไปได้ระยะทางไกล พ้นเขตที่ช้างเมามันจะตามมาทัน ในที่สุดนางกำนัลทั้งหลายก็ตามมาทัน กล่าวคำยกย่องสรรเสริญพราหมณ์หนุ่มเป็นอันมากที่ช่วยพระธิดาไว้ แล้วพานางกลับวัง แต่ระหว่างทางที่นางจากไป นางเหลียวหลังกลับมาดูเขาบ่อย ๆ ด้วยความอาวรณ์ เมื่อกลับสู่วังแล้วนางก็โศกครวญหวนหาแต่เขาผู้เป็นวีรบุรุษในใจของนางทิวาและราตรีก็ผ่านไปด้วยความตรอมใจในความรักที่นางมีต่อเขา

ส่วนมนสวามิน ก็ออกจากอุทยาน แลตามนางไปจนกระทั่งนางหายลับเข้าตำหนักไป เขากล่าวแก่ตัวเองว่า “ข้าอยู่โดยปราศจากนางไม่ได้ ที่พึ่งของข้าในยามนี้ก็เห็นจะมีแต่มูลเทวะ จอมเจ้าเล่ห์ที่เชียวชาญทางไสยเวทเท่านั้น”

รำลึกฉะนี้แล้ว ก็เตรียมจะไปพบจอมขมังเวทย์ผู้นั้น ครั้นถึงวันรุ่งขึ้น ชายหนุ่มออกเดินทางไปยังสำนักของมูลเทวะผู้เป็นบดีแห่งมายาวินทั้งหลาย แลเห็นจอมขมังเวทย์กับศศินผู้เป็นสหาย กำลังทดลองมนตร์ไสยต่าง ๆ หลายแบบหลายวิธี สะเทือนฟ้าสะเทือนเดินราวกับสงครามที่อสูรขับเคี่ยวกับทวยเทพกำลังดำเนินอยู่ ชายหนุ่มเข้าไปแสดงคารวะต่อเจ้าสำนักอย่างขลาด ๆ แล้วแจ้งความประสงค์ของตนให้ทราบ มูลเทวะได้ฟังก็หัวเราะยกใหญ่ แต่ในทีี่สุดก็ยอมรับว่าจะช่วยให้ชายหนุ่มได้สัมฤทธิ์ผล จอมขมังเวทย์มนุษย์เจ้าเล่ห์หยิบเม็ดยากลม ๆ เล็ก ๆ ที่ปลุกเสกแล้วเม็ดหนึ่งใส่ลงไปในปากของตนเอง ทันใดก็กลายเป็นรูปพราหมณ์แก่ แล้วเอายาเม็ดที่สองใส่ปากของมนสวามิน ทำให้ชายหนุ่มกลายร่างเป็นหญิงสาวรูปงาม จากนั้นราชาไสยเวทก็จูงมือสาวน้อยไปสู่งท้องพระโรงของกษัตริย์ผู้เป็นพระบิดาของเจ้าหญิงศศิประภา และทูลว่า “โอ ราชะ ข้ามีลูกชายอยู่เพียงคนเดียว ข้าได้ไปสู่ขอหญิงงามคนหนึ่งมาให้เป็นภรรยาของเขา และอุตส่าห์เดินทางดั้นด้นมาแต่ไกล เพื่อจะมอบนางให้แก่ลูกของข้า แต่ไม่พบเขา ข้าจะต้องออกติดตามให้เจอเขาให้ได้ ข้าจำเป็นจะต้องทูลขอร้องพระองค์ให้่วยดูแลหญิงผู้นี้ไว้ให้ข้าด้วย จนกว่าข้าจะตามเจอลูกชายของข้า ที่ข้ามาทูลต่อพระองค์เช่นนี้ ก็เพราะพระราชานั้นได้ชื่อว่า นฤบาล เป็นผู้คุ้มครองคนทั้งหลาย และทรงเป็นผู้พิทักษ์โลกอีกด้วย”

เมื่อพระเจ้ายศเกตุได้ฟังคำขอร้องของพราหมณ์เช่นนั้น ก็รีบรับคำเพราะทรงเกรงกลัวคำสาปของพราหมณ์ถ้าทรงปฏิเสธ จึงตรัสเรียกพระราชธิดาศศิประภามาเฝ้า ดำรัสว่า “ลูกหญิง เอาหญิงผู้นี้ไปไว้ที่ตำหนักของลูก เลี้ยงดูนางให้ดี ให้นางนอนกับเจ้า และกินอาหารร่วมกับเจ้าทุกวัน” เจ้าหญิงก็ดำรัสแล้วก็พามนสวามินผู้แปลงร่างเป็นสาวน้อยตามไปที่ตำหนักของนาง ส่วนมูลเทวะผู้แปลงรูปเป็นพราหมณ์แก่ก็เดินทางท่องเที่ยวไปตามอัธยาศัย และมนสวามินก็ได้อยู่กับเจ้าหญิงที่ตนรักในสภาพที่ตนเป็นหญิงเช่นเดียวกัน

ในเวลาไม่นานนักนางก็มีความสนิทสนมและให้ความรักความเอ็นดูแก่สหายคนใหม่ของนาง และแล้ววันหนึ่งเจ้าหญิงก็เริ่มมีอาการเศร้าสร้อย และแสดงอาการแหนงหน่ายต่อสิ่งทั้งหลายที่นางเคยรักเคยใคร่ พลิกซ้ายป่ายขวากลับไปกลับมาอยู่บนบรรจถรณ์ไม่หยุดหย่อน มนสวามินผู้นอนอยู่บนเตียงถัดไปในสภาพของหญิงสาวจึงปลอบถามนางว่า “ศศิประภายอดรัก ทำไมเจ้าจึงดูซีดเซียวนัก และร่างกายก็ซูบผอมลงทุกวัน ดูราวกับคนที่พลัดพรากจากคู่รักของตนต้องตรอมใจโหยหานึกถึงคนรัก บอกข้าสิ ถ้าเจ้ายังไว้ใจข้าผู้เป็นเพื่อนของเจ้าคนนี้ ดีละ ถ้าเจ้ายังไม่ยอมพูด ข้าจะอดอาหารตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป จนกว่าเจ้าจะบอกความจริงแก่ข้า”

เจ้าหญิงได้ฟังดังนั้นก็ถอนใจ ในที่สุดก็ยอมเล่าเรื่อง นางกล่าวว่า “ข้าจะไม่เชื่อใจเจ้าได้อย่างไรเล่า ฟังให้ดีนะ ข้าจะเล่าสาเหตุให้เจ้าฟัง ครั้งหนึ่งเมื่อวสันตฤดูมาเยือน ข้าไปเที่ยวที่สวนดอกไม้เพื่อความเพลิดเพลิน และที่นั้นเอง ข้าได้เจอพราหมณ์หนุ่มรูปงามคนหนึ่ง ผู้งามสดใสปานฤดูใบไม้ผลิ และผุดผ่องดังรัศมีพระจันทร์ เขาทำให้ข้าตกหลุมรักตั้งแต่แรกเห็น และทำให้ข้าชื่นใจราวกับได้ทิพยรสในดวงจันทร์ (หมายถึง อาหารอันเป็นทิพย์ที่มีอยู่ในดวงจันทร์ เมื่ออาหารนี้ถูกกินนาน ๆ เข้า จำนวนก็ลดน้อยลงทำให้พระจันทร์เรียวลง ๆ เป็นรูปโค้ง ในที่สุดก็หมดดวง ยามนี้คือข้างแรม ต่อมาพระจันทร์ก็มีเสี้ยวใหญ่ขึ้น ๆ จนเต็มที่ นั่นคือ สมบูรณจันทร์หรือพระจันทร์เต็มดวง อันแสดงว่าทิพยาหารในดวงจันทร์เริ่มสะสมขึ้นมาใหม่) นั้น กำลังมองดูเขาด้วยใจอันเผลอไผลนั้นเอง ก็พอดีช้างใหญ่เชือกหนึ่งหลุดจากปลอกพันธนาการวิ่งเตลิดผ่านเข้ามาในอุทยาน รูปร่างของมันกำยำดำมืดเหมือนเมฆฝน พวกนางกำนัลทั้งหลายของข้าก็แตกกระเจิงวิ่งหนีไปหมด และระหว่างที่ข้ายังละล้าละลังไม่รู้จะทำอย่างไร พราหมณ์หนุ่มก็ถลันเข้ามาอุ้มข้าไว้ทันที พาหนีจากที่นั้น การสัมผัสกับร่างกายของชายหนุ่มเป็นความรู้สึกแปลกใหม่ที่ข้าไม่เคยประสบมาก่อน การกอดอย่างนิ่มนวลละมุนละไมของเขาทำให้ข้ารู้สึกเหมือนถูกชะโลมลูบด้วยผงจันทร์อันหอมกรุ่น และรู้สึกเต็มตื้นด้วยความอิ่มเอิบใจ ราวกับได้ลิ้มรสทิพยาหารในดวงเดือน ข้ารู้สึกเป็นสุขเหลือที่จะบรรยายออกมาได้ หลังจากนั้นมินาน บรรดาสาวสรรพ์กำนัลของข้าก็กลับมาชุมนุมกันดังเก่า และเขาก็พาข้ากลับวัง ทั้ง ๆ ที่ข้าไม่เต็มใจเลย ทำให้รู้สึกเหมือนว่าข้าถูกเหวี่ยงจากสวรรค์ลงมาสู่ดินในพริบตา ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาใจของข้าก็เฝ้าแต่คิดถึงเขามิรู้วาย ยามตื่นก็รู้สึกเหมือนเขาอยู่เคียงข้าง และแม้ยามหลับข้าก็แลเห็นเขาในความฝัน ว่าเขาประคองกอดและจุมพิตข้าอย่างนิ่มนวล แต่แม้กระนั้นข้าก็ยังลืมถามชื่อเขา และส่วนอื่น ๆ อันเกี่ยวกับตัวเขา ดังนั้นข้าจึงต้องทนทุกข์ทรมานอย่างที่เจ้าเห็นนี่แหละ เขาทำให้หัวใจของข้าต้องร้อนรุ่มด้วยไฟแห่งความทุกข์ เพราะการพรากจากเขาผู้เป็นบดีแห่งชีวิตของข้า”

พอมนสวามินได้ยินเรื่องราวของนาง เขาก็รู้สึกชุ่มชื่นหัวใจ มีความอิ่มเอิบราวกับได้รับอมฤตรส เพราะวาจาของนางผู้เป็นที่รัก แม้เขาจะอยู่ในร่างของหญิงสาว ณ ที่นั้นก็ตาม เมื่อประจักษ์ความจริงดังนี้ ชายหนุ่มก็รู้ว่าบัดนี้ถึงเวลาที่เขาจะเปิดเผยตัวเองได้แล้ว จึงคายเม็ดยาวิเศษออกจากปาก และแสดงรูปร่างอันแท้จริงให้ประจักษ์ พลางกล่าวว่า “แม่ตากลมแลดูข้าสิ ข้านี่แหละคือพราหมณ์หนุ่มคนที่เจ้าถวิลหาตั้งแต่พบกันในสวนเป็นครั้งแรก และข้าก็ตกเป็นทาสของเจ้าตามความหมายของ “ทาส” ที่แท้จริงทุกประการ ตั้งแต่เราหยุดชะงักเพราะช้างใหญ่วิ่งเข้ามา การได้อุ้มเจ้าหนีอันตรายก็เป็นสิ่งที่มิได้คาดถึง จนเมื่อเจ้าจากไปแล้วข้าก็คิดถึงเจ้ามิวาย จึงต้องหาวิธีที่จะได้พบเจ้าอีก ก็อย่างที่เห็นในรูปร่างผู้หญิงนี่แหละ เพราะฉะนั้น เจ้าผู้เป็นที่รักของข้าเอ๋ย ขอให้ความโศกศัลย์เพราะการพลัดพรากของเราทั้งสองจงถึงที่สุดเถิด เราได้ทนทุกข์ทรมานมามากพอแล้ว อย่าให้เราต้องอดทนอีกเลย เพราะพระกามเทพเองก็ไม่อาจจะทนรอโอกาสให้เราอีกต่อไปแล้ว” ฝ่ายเจ้าหญิงเมื่อได้แลเห็นรูปร่างอันแท้จริงของชายในหทัยของนางปรากฏต่อหน้าและกล่าวถ้อยคำดังกล่าว นางก็เต็มตื้นใจเป็นล้นพ้น ดังนั้นทั้งสองก็กระทำการสมรสกันโดยแบบคานธรรพวิวาห์ (คานธรรพวิวาห์ แปลว่า แต่งงาน หรือได้เสีย กันเองด้วยความสมัครใจของชายและหญิง ถือว่าเป็นการวิวาห์อย่างหนึ่งในแปดอย่างที่ใช้ได้แม้จะไม่เปิดเผยแก่สาธารณชนก็ตาม วิวาห์ ๘ แบบได้แก่

1. พราหมวิวาหะ หมายถึง การแต่งงานที่ได้หมั้นกันเรียบร้อยด้วยทรัพย์ และมีการทำพิธีถูกต้องทางศาสนา
2. พราหมวิวาหะ หมายถึงการแต่งงานที่ได้หมั้นกันเรียบร้อยด้วยทรัพย์ และมีการทำพิธีถูกต้องทางศาสนา
3. อารษวิวาหะ คือการวิวาห์ที่มีสินสอดเป็นแม่โค หรือพ่อโค
4. ปราชาปัตยวิวาหะ คือการวิวาห์ซึ่งฝ่ายพ่อแม่ยกลูกสาวให้เจ้าบ่าวโดยไม่เรียกร้อง
5. คานธรรพวิวาหะ คือการวิวาห์โดยความพึงพอใจของทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิง ที่จะได้เสียกันเองโดยไม่ต้องขอความยินยอมจากญาติของฝ่ายหญิง
6. อาสุรวิวาหะ คือการวิวาห์โดยการซื้อขายเหมือนสินค้า
7. รากษสวิวาหะ คือการวิวาห์ที่ใช้วิธีตีชิงหรือปล้นเอาโดยพละกำลัง
8. ไปศาจวิวาหะ คือการวิวาห์โดยการลักหลับผู้หญิง วางยานอนหลับหรือมอมเมาสุรา)

จากนั้นมนสวามินก็มีชีวิตอย่างผาสุกในวังของนาง โดยดำรงร่างเป็นสองแบบ กล่าวคือเมื่อถึงเวลากลางวันก็เอาเม็ดยาวิเศษอมไว้ในปาก มีรูปร่างเป็นหญิง ตกถึงเวลากลางคืนก็คายเม็ดยาออก กลายร่างเป็นชาย

ด้วยประการฉะนี้แลเวลาก็ผ่านไป ครั้นแล้วันหนึ่ง พี่เขยของพระราชายศเกตุ มีชื่อว่า มฤคางกทัตต์ ได้ยกพระธิดาชื่อมฤคางกวตีให้อภิเษกสมรสกับพราหมณ์หนุ่มลูกชายของมหาเสนาบดี ผู้เป็นอำมาตย์นายกของพระราชา ชื่อ ปรัชญาสคร และนางมฤคางกวตีได้รับทรัพย์สินจำนวนมากจากพระบิดาของนาง ในงามอภิษกสมรสครั้งนี้ เจ้าหญิงศศิประภาได้รับเชิญให้เข้าร่วมงานด้วยที่วังของพระญาติองค์นี้ นางก็เสด็จแวดล้อมไปด้วยเหล่านางผู้รับใช้เป็นอันมาก ในจำนวนนี้มีมนสวามินในร่างสาวสวยตามเสด็จไปด้วย

ฝ่ายลูกชายของมหาอำมาตย์ปรัชญาสาคร ได้เห็นางแปลงคือมนสวามินในร่างหญิงสาวสวย ก็เกิดความหลงใหลเหมือนถูกเสียบด้วยศรกามเทพ เมื่อเสร็จการแต่งงานแล้วเจ้าบ่าวก็พาเจ้าสาวกลับไปสู่เรือนของตน ชายหนุ่มรู้สึกใจหายที่ต้องพรากจากนางงาม มีความรู้สึกเหมือนหัวใจของตนถูกปล้อนเอาไปจากร่างฉะนั้น ชายหนุ่มเฝ้าแต่ครุ่นคิดถึงนางอยู่มิวาย หลับตาลงคราใดก็แลเห็นแต่ใบหน้าของนางทุกครั้ง หัวใจก็เจ็บปวดไปหมดด้วยพิษพญางูแห่งความรักอันแรงร้าย นอนกระสับกระส่ายเดี๋ยวลุกเดี๋ยวนั่งหาความสงบมิได้ คนที่มาช่วยงานและพักอยู่ที่นั้นต่างก็งุนงงต่อภาพที่ได้เห็น ปรึกษากันว่าเกิดอะไรขึ้น และบิดาของชายหนุ่มคือ ท่านมหามนตรีปรัชญาสาคร พอได้ทราบเรื่องก็รีบมาเยี่ยม ท่านมุขมนตรีพยายามปลอบถามสาเหตุอย่างไร ๆ ก็ไม่ได้เรื่อง พอถูกซักถามหนักเข้า ชายหนุ่มก็กระโจนลงจากเตียง ส่งเสียงกรีดร้องพูดรำพันเพ้อพร่ำฟังไม่ได้ศัพท์ ทำให้ผู้เป็นพ่อกลุ้มใจยิ่งนัก และตระหนักว่าสถานการณ์นั้นร้ายแรงเกินกว่าจะเยียวยาได้ เมื่อพระราชาทราบเรื่องก็รีบเสด็จมาเยี่ยมเป็นการส่วนพระองค์ พอเห็นอาการของชายหนุ่มก็ทรงทราบได้ทันทีว่าตกอยู่ในความทรมานเพราะพิษรักอันร้ายแรงถึงขั้นที่ ๗ ในจำนวนทั้งหมด ๑๐ ขั้น ดังนั้นพระองค์จึงตรัสแก่เหล่าอำมาตย์ว่า “ถ้าข้าได้หญิงบริสุทธิ์จากตระกูลพราหมณ์มาสักคนหนึ่ง ข้าจะลองดูซิว่า เขาจะมีความรักนางได้หรือไม่ ถ้าเขายังไม่สามารถทำใจให้รักนางได้ ก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่า เขาจะต้องไปถึงขั้นที่ ๑๐ (ตาย) (๑๐ ขั้นของการทนทุกข์ทรมานเพราะความรัก ได้แก่ ๑. รักนัยน์ตาสวย ๒. ผูกพันทางใจ ๓. กระสัน ๔. นอนไม่หลับ ๕. ซูบผอม ๖. ไม่รู้หนาวรู้ร้อน ๗. ไม่รู้จักอาย ๘. ใจเลื่อนลอย ๙. ลมใส่ ๑๐. ตาย) แน่ ๆ ถ้าเขาตายลง พ่อเของเขาผู้เป็นมหามนตรีของข้าก็คงจะถึงความพินาศ ถ้าเขาถึงความพินาศ อาณาจักรของข้าก็ย่อมพลอยพินาศไปด้วย ลองบอกหน่อยทีว่า ข้าจะทำอย่างไรดี”

เมื่อพระราชาตรัสดังนี้ เหล่ามนตรีก็กราบทูลว่า “ราชะ มีคำท่านกล่าวไว้ว่า บารมีของพระเจ้าแผ่นดิน ย่อมคุ้มครองทวยราษฎร์ทั้งปวง และในหมู่ราษฎร มนตรีเป็นบุคคลที่สำคัญกว่า ถ้ามนตรีพินาศ การคุ้มครองของพระราชาก็ไม่มีผล เมื่อเป็นดังนี้ บาปย่อมเกิดเพราะความตายของบุตรมหามนตรีนี้ เพราะฉะนั้นพระองค์จะต้องไม่ทำให้เกิดบาปกรรมนี้ มิฉะนั้นพระองค์จะถูกประณามว่าทำผิดหลักธรรม และเพื่อหลักการอันนี้ พระองค์ควรทดลองแก้ไขให้ดีที่สุด อุบายในกรณีนี้ก็คือ พระองค์ควรแสวงหาหญิงตระกูลพราหมณ์ที่บริสุทธิ์ผุดผ่อง และงามพร้อมด้วยรูปสมบัติคุณสมบัติอันเลิศมาให้แก่บุตรมนตรี ให้เขาอยู่กับนางสักชั่วระยะเวลาหนึ่ง ถ้าไม่ถูกใจเขาก็คงส่งนางคืน เมื่อถึงเวลานั้น เราค่อยมาปรึกษาหารือกันใหม่ว่าจะทำอย่างไรต่อไป”

เมื่อเหล่ามนตรีกราบทูลแสดงความคิดเห็นดังนี้่ พระราชาก็ทรงเห็นชอบด้วย ในการที่จะส่งนางแปลงไปให้แก่บุตรชายของมุขมนตรี และหลังจากที่ตรวจฤกษ์งามยามดีเรียบร้อยแล้ว พระราชาก็สั่งให้เอาตัวมนสวามินชายในร่างหญิง มาจากตำหนักของเจ้าหญิงพระราชธิดามาเฝ้า แล้วแจ้งเรื่องให้ราบ ชายหนุ่มได้ฟังจึงกราบทูลว่า “ราชะ ถ้าพระองค์ตั้งตระทัยจริงจังว่า จะส่งตัวหม่อมฉันไปเป็นเมียลูกมุขมนตรีคนนั้น หม่อมฉันก็ยอม แต่โปรดทรงระลึกว่า หม่อมฉันเป็นคนที่พราหมณ์ชราผู้หนึ่งนำมาฝากพระองค์ไว้และตัวเขาก็หายสาบสูญไป ถ้าหม่อมฉันจะต้องแต่งงานในครั้งนี้ หม่อมฉันจะต้องขอให้สามีของหม่อมฉันกระทำบุญเสียก่อน คือให้เขาออกเดินทางจาริกแสวงบุญไปนมัสการสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามตีรถะ (ท่าน้ำ) ต่าง ๆ อันเป็นที่ตั้งเทวาลัยของทวยเทพ เมื่อครบ ๖ เดือนที่เขาไปประพฤติบุญยยาตราเสร็จเรียบร้อยแล้วกลับมาบ้าน เมื่อนั้นแหละจึงค่อยส่งหม่อมฉันไปเป็นเมียเขา เงื่อนไขที่หม่อมฉันกราบทูลนี้จะรับได้หรือไม่ ถ้าไม่รับ แต่จะบังคับหม่อมฉันให้เป็นเมียเขา หม่อมฉันก็จะกัดลิ้นให้ขาด ฆ่าตัวตายให้รู้แล้วรู้รอดไป”

เมื่อนางกล่าวดังนี้ พระราชาก็แจ้งให้บุตรชายของมหามนตรีทราบ ชายหนุ่มได้ทราบดังนี้ อาการป่วยก็หายเป็นปกติทันที และรีบรับเงื่อนไขทันทีโดยไม่มีข้อต่อรอง ชายหนุ่มรีบดำเนินการวิวาห์ต่อไปจนขบถ้วนกระบวนการ และตั้งนางมฤคางกวตีเป็นเมียหลวงอยู่ในบ้านหลังหนึ่ง และให้ว่าที่เมียคนที่สองหรือหญิงปลอมอยู่บ้านเดียวกัน ให้มีคนคอยระแวดระวังรับใช้นางอย่างดีที่สุด ส่วนชายโง่เมื่อจัดการเสร็จแล้วก็จัดแจงออกเดินทางไปจาริกแสวงบุญตามตีรถะต่าง ๆ เพื่อเอาใจนางตามข้อตกลง

ฝ่ายมนสวามินอยู่ด้วยกันกับนางมฤคางกวตีเมียหลวงโดยนอนเตียงเดียวกัน กินอาหารโต๊ะเดียวกัน คืนหนึ่งในขณะที่คนทั้งสองนอนบนเตียงด้วยกัน และคนรับใช้ซึ่งอยู่นอกห้องนอนหลับหมดแล้ว นางมฤคางกวตีกล่าวแก่เพื่อนร่วมเตียงว่า “เพื่อนเอ๋ย ข้านอนไม่หลับ ช่วยเล่านิทานให้ข้าฟังสักเรื่องสิ” เมื่อมนสวามินได้ยินดังนั้นก็กล่าวว่า “ข้าจะเล่านิทานให้เจ้าฟัง เรื่องมีว่าในสมัยดึกดำบรรพ์นานมาแล้ว มีราชฤษีองค์หนึ่งชื่ออิฑะ เป็นกษัตริย์สูรยวงศ์องค์หนึ่งได้ถูกคำสาปของพระเคารี (พระอุมา) กลายเป็นหญิง และพระองค์ในสภาพที่ถูกสาปเป็นหญิงเกิดไปรักพระพุธ (โอรสของพระจันทร์) ในการพบกันครั้งแรก ณ พุ่มไม้บริเวณอาศรม และได้เสียเป็นผัวเมียกันที่นั่น จนเกิดโอรสด้วยกันคือเจ้าชายปุรูรวัส” เมื่อหนุ่มเจ้าเล่ห์เล่ามาถึงตอนนี้ ก็สรุปว่า “ดังนั้น ด้วยความอนุเคราะห์จากเทพก็ดี หรือด้วยเวทมนตร์และโอสถก็ดี บางทีก็อาจทำให้ผู้ชายกลายเป็นผู้หญิง หรือในทางกลับกัน ผู้หญิงกลายเป็นชายก็ได้เหมือนกัน และด้วยวิธีนี้แม้แต่มหาบุรุษก็อาจตกเป็นผู้พ่ายแพ้แก่อีกฝ่ายหนึ่งเพราะความรักชักนำไปได้เหมือนกัน”

เมื่อนางมฤคางกวตี ผู้ตรอมใจเพราะถูกสามีทอดทิ้งโดยเขารีบออกเดินทางไปจาริกแสวงบุญ หลังจากพิธีวิวาห์เพิ่งเสร็จไปใหม่ ๆ ได้ฟังนิทานเรื่องนี้ นางก็กล่าวแก่หญิง (มนสวามิน) ผู้เป็นเมียน้อยของสามีและผู้เป็นที่นางไว้ใจเพราะอยู่ด้วยกันในฐานะหญิงผู้ร่วมสามีเดียวกันกับนางว่า “นิทานที่เจ้าเล่ามาทั้งหมดนี่ ทำให้กายของข้าสั่นเทิ้ม และหัวใจของข้าก็วาบหวิวไปหมด สหายเอ๋ย บอกข้าหน่อยเถอะว่าเรื่องนี้หมายความว่ากระไร” เมื่อพราหมณ์หนุ่มในร่างหญิงได้ยินดังนี้ ก็กล่าวต่อไปว่า “เพื่อนเอ๋ย นี่คือสมุฏฐานอันร้ายแรงที่เกิดจากความรัก ข้าก็ทนไม่ไหวเหมืนอกัน ข้าจะไม่ปิดบังเจ้าอีกต่อไปแล้ว” เมื่อนางแปลงกล่าวดังนี้ นางมฤคางกวตีก็กล่าวต่อไปอย่างช้า ๆ ว่า “สหายเอ๋ยข้ารักเจ้าเหมือนชีวิตของข้าเอง เพราะฉะนั้นไฉนข้าจึงไม่ควรพูดสิ่งที่ข้าคิดว่าสมควรจะเปิดเผยเช่นเดียวกัน จะเป็นไปได้หรือไม่ว่า ใครก็ได้ที่ใช้กลอุบายอันชาญฉลาดอาจจะถูกพามาสู่วังนี้ได้” เมื่อศิษย์ของจอมขมังเวทได้ฟังดังนี้ เขาก็เข้าใจว่านางหมายความว่าอะไร จึงประสมประแสแต่งเรื่องเพื่ออธิบายตนเองว่า “ถ้าจะถือเรื่องนี้อย่างจริงจังแล้วละก็ ข้าจะตอบตามตรงว่า ข้าได้รับพรจากพระวิษณุเป็นเจ้าว่า ถ้าข้าอยากจะแปลงร่างเป็นชายในเวลากลางคืนข้าก็ทำได้ เพราะฉะนั้นข้าจะแปลงกายเป็นชายให้เจ้าดูเดี๋ยวนี้” ว่าแล้วก็คายเม็ดยาวิเศษออกจากปาก และปรากฎกายเป็นเด็กหนุ่มรูปงามต่อหน้านาง และด้วยกโลบายอันชาญฉลาดเช่นนี้ พราหมณ์หนุ่มก็ได้อยู่กันกับภรรยาของลูกมุขมนตรี โดยเป็นหญิงในเวลากลางวันและเป็นชายในเวลากลางคืน แต่หลังจากนี้มินานก็มีข่าวแจ้งมาว่าสามีของนางได้เสร็จการจาริกแสวงบุญแล้ว และกำลังเดินทางกลับบ้าน ชายหนุ่มผู้เป็นชู้ได้ทราบข่าวก็ตกใจ รีบพานางมฤคางกวตีหนีออกจากบ้านไปในยามดึก

ถึงตอนนี้ก็ปรากฏว่า จอมขมังเวทย์มูลเทวะผู้เป็นอาจารย์ของชายหนุ่มมนสวามิน หลังจากที่ท่องเที่ยวหาความสำราญใจไปในดินแดนต่าง ๆ ได้ทราบเรื่องที่ศิษย์ของตนก่อขึ้น จึงรีบแปลงกายกลับเป็นพราหมณ์ชราตามเดิม พร้อมด้วยศศินผู้เป็นสหายซึ่งแปลงกายเป็นพราหมณ์หนุ่มตรงไปเฝ้าพระราชายศเกตุ กราบทูลว่า “ข้าแต่ราชะ คงจะทรงจำได้ว่าข้าคือใคร บัดนี้ข้าไปติดตามจนพบลูกชายของข้าแล้ว จึงกลับมาทูลขอคืนลูกสะใภ้ที่ข้าฝากพระองค์ไว้กลับคืน เพราะฉะนั้นขอได้ทรงคืนนางให้แก่ลูกชายของข้าเถิด” พระราชาได้ฟังดังนี้ก็ตกพระทัย กลัวจะถูกพราหมณ์สาปเอาจึงกล่าวอ้อมแอ้มแก้ตัวว่า “ท่านพราหมณ์ ข้าจะทำอย่างไรดีเล่า เพราะลูกสะใภ้ของท่านเพิ่งหนีออกจากบ้านเมื่อสองสามวันนี้เอง ไม่ทราบว่าไปไหน จนป่านนี้ยังตามตัวไม่พบเลย นี่เป็นความผิดของข้าเอง เอาอย่างนี้แล้วกัน ข้าจะมอบลูกสาวของข้าให้ท่านเป็นการทดแทนลูกสะใภ้ของท่านที่หายไป ขอท่านจงรับเอาไปเถอะ”

เมื่อคนเจ้าเล่ห์ในร่างของพราหมณ์ชราได้ยินก็ซ่อนยิ้มด้วยความพอใจ แต่แกล้งตีสีหน้าบึ้งตึงให้พระราชาเกรงกลัว เมื่อรับเจ้าหญิงมาแล้วก็มอบให้แก่ศศิน พราหมณ์หนุ่มผู้ถูกสมมุตให้เป็นลูกชายของพราหมณ์เฒ่า การวิวาห์อย่างเอิกเกริกก็ได้กระทำขึ้นในวังหลวง เสร็จพิธีแล้วมูลเทวะก็นำคนทั้งสองเดินทางกลับบ้านโดยไม่สนใจไยดีต่อทรัพย์ศฤงคารที่พระราชาประทานให้ ณ บ้านของมูลเทวะนั่นเอง มนสวามินผัวคนแรกของเจ้าหญิงก็เดินทางมาถึง เกิดการโต้เถียงยกใหญ่กับศศินผู้เป็นผัวคนใหม่ของนางต่อหน้ามูลเทวะ มนสวามินกล่าวว่า “เจ้าหญิงศศิประภาองค์นี้ควรจะถูกส่งคืนให้ข้า เพราะข้าได้เป็นสามีของนางคนแรกโดยอาศัยกลวิธีของท่านครูแท้ ๆ ” ศศินตอบว่า “อ้ายหน้าโง่ เจ้ามีส่วนได้ส่วนเสียอะไรกับนาง นางเป็นเมียข้าแท้ ๆ เพราะพระบิดาของนางประทานนางให้แก่ข้า โดยเข้าพิธีวิวาห์ต่อหน้ากองไฟอันศักดิ์สิทธิ์” ปรากฏว่าทั้งสองชายต่างก็ถุ้มเถึยงกันอย่างไม่ลดราวาศอกให้กันและกัน ต่งก็ยืนยันสิทธิเหนือตัวนางด้วยกัน ไม่มีใครตัดสินในเรื่องนี้ได้

“โอ ราชันโปรดตอบข้าหน่อยว่าในระหว่างชายสองคนคู่พิพาทในกรณีนี้ ใครสมควรจะเป็นเจ้าของนางอย่างแท้จริง”

เมื่อพระราชาตริวกรมเสนถูกถามจากเวตาล ซึ่งอยู่บนพระอังสาของพระองค์ดังนั้น ก็ตรัสตอบปัญหาว่า “ข้าพิจารณาเรื่องนี้แล้ว มีความเห็นว่าเจ้าหญิงควรเป็นภริยาของศศินโดยแท้ เพราะว่า พระราชาทรงยกนางให้แก่ศศิน และจัดพิธีวิวาห์ให้อย่างเปิดเผยต่อหน้าคนทั้งหลาย เพราะฉะนั้นเจ้าหญิงจึงเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฏหมายของศศิน เขาเท่านั้นที่เป็นเจ้าของนางโดยไม่มีที่สงสัย ส่วนเจ้าหนุ่มมนสวามินนั่น ไม่ได้เข้าพิธีวิวาห์กับนางเพียงแต่ได้เสียกันเองอย่างลับ ๆ ตามแบบคานธรรพวิวาห์เท่านั้น ไม่มีผู้รู้เห็นเป็นพยาน จะมาอ้างสิทธิเหนือนางกระไรได้”

เมื่อเวตาลได้ฟังคำตอบของพระราชา มันก็ละจากพระอังสา และลอยกลับไปยังกิ่งอโศกตามเดิม

นิทานความรัก เรื่อง นิทานความรักของแมลงปอ

นิทานความรัก เรื่อง นิทานความรักของแมลงปอ

. . มีเมืองเล็กๆ ที่สวยและสงบสุขเมืองหนึ่ง มีคู่รักคู่หนึ่งที่รักกันมาก
ทุกวันพวกเขาจะพากันไปชม พระอาทิตย์ขึ้นที่ชายหาด
และไปส่งพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าที่ชายหาดตอนโพล้เพล้
ทุกคนที่เคยพบเจอพวกเขาจะมองด้วยสายตาอิจฉาในความรักของคนคู่นี้เสมอ..

แต่แล้ววันหนึ่งเกิดอุบัติเหตุรถชนขึ้น
หญิงสาวผู้โชคร้ายได้รับบาดเจ็บสาหัส
เธอนอนเงียบๆอยู่บนเตียงของโรงพยาบาล
วันแล้ววันเล่า คืนแล้วคืนเล่า เธอก็ยังคงไม่ฟื้นคืนมา
ตอนกลางวัน ชายหนุ่มจะมาเฝ้าอยู่ที่หน้าเตียง
ร้องเรียกคนรักของเขาเสมอ ทั้งๆ ที่เธอไม่ตอบสนองใดๆเลย ตกกลางคืน ชายหนุ่มจะไปสวดภาวนาอ้อนวอนต่อพระผู้เป็นเจ้าที่โบสถ์นอกเมือง เขาร้องไห้จนน้ำตาเหือดแห้งไม่มีจะไหลออกมาอีกแล้ว

ผ่านไป 1 เดือน
หญิงสาวยังคงหลับใหลไม่ฟื้นเหมือนเดิม
ส่วนชายหนุ่มก็ดูจะซูบเซียวขึ้นทุกวัน
แต่ก็ยังคงสวดอ้อนวอนต่อพระผู้เป็นเจ้าอยู่เสมอไม่หยุด
แต่แล้ววันหนึ่งพระผู้เป็นเจ้าก็เกิดเห็นใจในรักของชายหนุ่ม
และตกลงที่จะประทานพรให้แก่เขา พระผู้เป็นเจ้าได้ถามชายหนุ่มว่า

“เจ้ายอมที่จะแลกพรนี้ด้วยชีวิตของเจ้าไหม”
ชายหนุ่มตอบโดยไม่ลังเลว่า “ ผมยอมครับ”
พระผู้เป็นเจ้าพูดว่า “งั้นดีละ ฉันจะให้คนรักของเจ้าฟื้นขึ้นมา
แต่เจ้าต้องแลกกับการกลายเป็นแมลงปอเป็นเวลา 3 ปี เจ้าจะตกลงยอมไหม” ชายหนุ่มได้ฟังดังนั้น แต่ก็ยังคงยืนยันคำตอบเดิม “ผมยอมครับ”

ฟ้าสางแล้ว
ชายหนุ่มได้กลายเป็นแมลงปอสวยงามตัวหนึ่ง
เขาบอกลาพระผู้เป็นเจ้าแล้วรีบบินกลับไปที่โรงพยาบาล
หญิงสาวฟื้นขึ้นมาแล้วจริงๆ มีนายแพทย์หนุ่มยืนอยู่ข้างๆเธอ คุยเรื่องอะไรกันสักอย่างหนึ่ง แต่ช่างน่าเสียดายที่เขาไม่สามารถที่จะได้ยิน..

หลายวันผ่านไป
หญิงสาวแข็งแรงพอที่จะออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว
แต่เธอดูไม่มีความสุขเลย เธอออกตระเวนหาข่าวคราวของชายหนุ่ม
แต่ไม่มีใครรู้เลยว่าชายหนุ่มหายไปอยู่ที่ไหน
หญิงสาวยังไม่ละความพยายามที่จะตามหาชายคนรักของเธอ
ชายหนุ่มซึ่งอยู่ในร่างของเจ้าแมลงปอได้แต่บินวนเวียนอยู่รอบตัวหญิงสาวไม่ห่าง ทว่าเขาไม่สามารถที่จะส่งเสียง ไม่สามารถโอบกอดเธอ
เขาทำได้แค่เพียงเฝ้ามองดูหญิงสาวไม่ให้คลาดสายตาเท่านั้น

ฤดูร้อนผ่านไปแล้ว
ลมฤดูใบไม้ร่วงพัดใบไม้ปลิวร่วงหล่นจากต้นไม้ใหญ่
เจ้าแมลงปอจำต้องจากที่นี่ไปแล้ว นี่เป็นครั้งสุดท้ายที่เขาจะได้บินมาเกาะที่บ่าของหญิงสาว เขาอยากใช้ปีกของเขาลูบไล้ใบหน้าของหญิงสาว
อยากใช้ปากเล็กๆ จูบที่หน้าผาก แต่อย่างไรก็ดีร่างเล็กบอบบางในคราบของแมลงปอ ก็ไม่สามารถเรียกร้องความสนใจจากหญิงสาวได้

แค่พริบตา ฤดูใบไม้ผลิก็มาเยือน
เจ้าแมลงปอรีบบินกลับมาหาคนรักของเขา
เพื่อจะพบว่าร่างอันคุ้นตานั้น บัดนี้ได้ยืนเคียงคู่อยู่กับชายหนุ่มรูปร่างสันทัดคนหนึ่ง ภาพๆ นั้นทำให้เจ้าแมลงปอเกือบจะบินตกลงมาจากอากาศเลยทีเดียว ชาวบ้านต่างกล่าวขานถึงเรื่องอุบัติเหตุที่ทำให้หญิงสาวได้รับบาดเจ็บสาหัส ทำให้ได้พบกับแพทย์หนุ่มที่น่ารัก และ ใจดี คนนั้น
และยังกล่าวถึงความรักของคนทั้งคู่ที่เหมือนถูกกำหนดมาอย่างไรอย่างนั้น
แน่นอนพวกเขายังคงพูดถึงหญิงสาวที่สดใสร่าเริงขึ้นกว่าเมื่อก่อนมากมายนัก

เจ้าแมลงปอรู้สึกเจ็บปวดยิ่งนัก
หลังจากนั้นไม่กี่วัน แมลงปอเห็นแพทย์หนุ่มผู้นั้นพาคนรักของตนไปชายทะเลเพื่อดูพระอาทิตย์ขึ้น พลบค่ำก็อยู่ที่ชายหาดเพื่อดูพระอาทิตย์ตก

แต่สำหรับเขาแล้ว
นอกจากบินมาเกาะที่บ่าของหญิงสาวแล้ว เขาไม่สามารถทำอะไรได้เลย
หน้าร้อนของปีนี้ช่างยาวนานนัก เจ้าแมลงปอบินต่ำลงๆ ทุกวันด้วยความรู้สึกที่เจ็บปวด เขาไม่มีเรี่ยวแรงเพียงพอที่จะบินเข้าใกล้ หญิงอันเป็นที่รัก
ท่าทางการพูดคุยกันอย่างสนิทสนมของคนทั้งคู่ เสียงหัวเราะอย่างมีความสุขของทั้งคู่ ทำให้เขารู้สึกโดดเดี่ยวยิ่งนัก

ย่างเข้าฤดูร้อนของปีที่ 3
เจ้าแมลงปอไม่ค่อยไปเฝ้าดูคนรักของเขาแล้ว บ่าของเธอบัดนี้ถูกโอบกอดด้วยมือของแพทย์หนุ่ม ใบหน้าถูกประทับจูบอย่างเบาๆ จากเขาผู้นั้น
ดูท่าทางแล้วไม่มีทางเลยที่หญิงสาวจะมีเวลาที่จะไปคิดถึงแมลงปอที่เจ็บปวดตัวหนึ่ง และไม่มีทางที่จะไปคิดถึงอดีตที่ผ่านไป

วันครบรอบปีที่ 3 ที่พระผู้เป็นเจ้ากำหนดไว้ใกล้มาถึงแล้ว
คนรักของเจ้าแมลงปอกับนายแพทย์หนุ่มได้จัดพิธีแต่งงานขึ้นในวันสุดท้ายนั้นเอง เจ้าแมลงปอค่อยๆ บินเข้าไปในโบสถ์ และไปเกาะที่บ่าของพระผู้เป็นเจ้า เขาได้ยินเสียงของคนรักที่ดังมาจากข้างล่างตอบรับคำสาบานของพระผู้เป็นเจ้าว่า
“ฉันยอมรับ”
เขาเห็นแพทย์หนุ่มคนนั้นสวมแหวนให้คนรักของเขา ตามด้วยจุมพิตที่แสนหวานของคนทั้งคู่ เจ้าแมลงปอปล่อยให้น้ำตาแห่งความเจ็บปวดไหลออกมา

พระผู้เป็นเจ้าถามแมลงปอว่า “เจ้ารู้สึกเสียใจไหม”
เจ้าแมลงปอเช็ดน้ำตาแล้วตอบว่า “เปล่า”

พระผู้เป็นเจ้าถอนหายใจแล้วพูดต่อว่า
“งั้นพรุ่งนี้เจ้าก็ได้กลับเป็นเจ้าคนเดิมแล้ว”
เจ้าแมลงปอส่ายหน้าอย่างช้าๆ ก่อนตอบว่า
“ขอผมเป็นแมลงปออย่างนี้ไปตลอดชีวิตเถอะครับ”

บางบุพเพ(ชะตา) ถูกกำหนดมาเพื่อที่ต้องสูญเสียไป
บางบุพเพ ตอนจบไม่ได้สวยงามอย่างที่คิด
รักคน ๆ หนึ่ง ไม่จำเป็นต้องได้รับรักตอบ แต่
เมื่อได้รับรักจากใครคนหนึ่งเราต้องดูแลรักษามันไว้อย่างดี

บนบ่าของคุณมีแมลงปอไหม….

นิทานความรัก เรื่อง ชอล์กกับกระดานดำ

นิทานความรัก เรื่อง ชอล์กกับกระดานดำ

แต่เดิม ชอล์ก กับ กระดานดำ ก็รักกันดี เอาใจใส่ซึ่งกันและกัน ต่างคนต่างชอบ และเชื่อมั่นในสิ่งที่อีกคนเป็น แต่อยู่มาวันหนึ่ง ชอล์กก็บังเอิญได้ไปเจอกับไวท์บอร์ด จึงติดใจหลงรักในความขาวสะอาด ในที่สุด ชอล์กก็ตัดสินใจบอกเลิกกับกระดานดำ

กระดานดำเสียใจมากฉันทำผิดอะไร ทำไมชอล์กจึงเปลี่ยนแปลงไปอย่างนี้ เพราะฉันดำอย่างงั้นใช่ไหม? เมื่อคิดได้อย่างนี้ กระดานดำจึงไปหาครีมไวท์เทนนิ่งต่าง ๆ มาใช้ เพราะหวังว่า.. ตัวเองจะได้ขาว

ทางฝ่ายชอล์ก หลังจากบอกเลิกกระดานดำแล้ว ก็ไปคบหากับไวท์บอร์ด แต่ไม่นานเท่าไหร่ชอล์กก็ได้เรียนรู้ว่า.. ตัวเองกับไวท์บอร์ดนั้น เข้ากันไม่ได้เลย ชอล์กเขียนไวท์บอร์ดไม่ติด ไวท์บอร์ดไม่รักชอล์กแม้แต่นิด ชอล์กผิดหวังกับไวท์บอร์ดมาก จึงพาหัวใจช้ำ ๆ กลับไปหากระดานดำ

แต่กระดานดำเปลี่ยนไปแล้ว เธอไม่ดำเหมือนก่อน และเวลาก็ทำให้กระดานดำเข้มแข็งขึ้น หัวใจของกระดานดำก็เปลี่ยนไปแล้วด้วยเช่นกัน กระดานดำไม่ต้องการชอล์กแท่งเดิมอีกแล้ว…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
อย่าทำร้ายคนที่ใช่… ด้วยความโลเล ช่างเป็นเรื่องเศร้า !!!



นิทานความรัก เรื่อง เด็กหญิงความรักกับนายรองเท้า

นิทานความรัก เรื่อง เด็กหญิงความรักกับนายรองเท้า

ท่ามกลางเมืองที่แสนจะกว้างใหญ่ เต็มไปด้วยผู้คนมากมาย
มีเด็กผู้หญิงคน หนึ่ง ชื่อ “เด็กหญิงความรัก”

ทุก ๆ วัน เด็กหญิงความรักจะเดินทางไปในที่ต่าง ๆ ตามลำพัง ด้วยสองเท้าที่เปลือยเปล่า
โดยไม่สนใจว่าพื้นที่เธอเหยียบย่ำจะสกปรก หรือสะอาด จะร้อนระอุ หรือชื้นแฉะ
หรืออาจจะเต็มไปด้วยกิ่งไม้ หรือเศษแก้ว ต่าง ๆ ที่อาจจะทิ่มแทงเท้าอันบอบบางของเธอ
เด็กหญิงความรัก ยังคงมีความสุขกับการเดินทางด้วยเท้าเปล่า
เธอยังคงเดิน เดิน และเดินไปข้างหน้าเรื่อย ๆ อย่างเดียวดาย
————————————————————————————–
แต่แล้ววันหนึ่งระหว่างการเดิน ทางตามปกติของเด็กหญิงความรัก
เธอเริ่มรู้สึกเจ็บปวดบริเวณเท้าทั้งสอง ข้างจนไม่อยากเดินทางต่อไป
ความรู้สึกเหงาและว้าเหว่ก็เข้ามาหาเธอใน ทันที
ทันใดนั้นเด็กหญิงความรักได้พบกับ “นายรองเท้า”
ซึ่งเป็นเพียง รองเท้าเก่า ๆ คู่หนึ่งที่ไม่ได้สะดุดตาอะไร
นายรองเท้าทักทายเด็กหญิง ความรักอย่างเป็นมิตร

“เท้าเธอคงจะเจ็บมาก ถ้าเธอไม่รังเกียจ ให้ฉันเดินทางไปพร้อม ๆ กับเธอได้ไหม ฉันสัญญาว่าจะปกป้องเธอเอง”

เด็ก หญิงความรักได้ยินเพียงแค่นั้น ความรู้สึกอ้างว้าง เดียวดายที่เคยมีก็มลายหายไปในทันที
เธอจึงตัดสินใจที่จะเดินทางต่อไปใน ทุก ๆ ที่พร้อม ๆ กับ “นายรองเท้า”
————————————————————————————–
แต่ต่อมาไม่นาน เด็กหญิงความรักก็ได้พบกับรองเท้าคู่ใหม่โดยบังเอิญ
รองเท้าคู่นี้แตก ต่างจากนายรองเท้ามากมายนัก
เพราะเขาทั้งใหม่ ทั้งสะอาด และสะดุดตาทุกคนที่พบเห็นด้วยสีสันและดีไซน์ที่นำสมัย
อีกทั้งยังเป็นรอง เท้าแบรนด์เนมที่มีราคาแพงอีกด้วย
เด็กหญิงความรักจึงตัดสินใจที่จะทิ้ง “นายรองเท้า”
แม้ว่าเขาจะสวมใส่สบาย และพร้อมจะก้าวเดินไปกับเธอในทุก ๆ ที่ก็ตาม
เด็กหญิงความรักได้ตัดสินใจสวมใส่รองเท้าคู่ใหม่ (ที่สุดแสนจะ Perfect)
ถึงแม้ว่ามันอาจจะไม่พอดีกับเท้าของเธอ
เพียงเพื่อต้องการ ให้ตัวเองดูดีขึ้นในสายตาของผู้อื่น
เด็กหญิงความรักถึงกับยอมให้รองเท้า กัด จนเท้าของเธอเจ็บปวดทรมานมาก
แต่เธอก็ยังอดทน และพยายามที่จะเดินไปข้างหน้าต่อไป ทั้งที่ในใจเธอนั้นไม่มีความสุขเลย

เพียง ไม่กี่วัน เด็กหญิงความรักก็รู้ดีว่า…..
เธอกับรองเท้าคู่ใหม่นั้นเข้า กันไม่ได้เลย
เพราะหลายครั้งที่เขาทำให้เธอเสียใจ
เขาไม่พร้อมที่จะ เดินทางไปกับเธอในทุก ๆ ที่
เขากลัวการลำบาก เขากลัวถูกแปดเปื้อนจากดิน จากโคลนที่สกปรก
เด็กหญิงความรักกลับมานั่งทบทวนดูเรื่องราวต่าง ๆ ที่ผ่านมา
เธอจึงพบว่าระหว่างเธอกับรองเท้าคู่ใหม่นั้นยังขาด “ความเข้าใจ”
ทำให้ตลอดระยะเวลาการเดินทางทั้งคู่ต้องพบกับปัญหาและ อุปสรรคอยู่เสมอ
ถึงแม้เวลาที่ผ่านมา ใคร ๆ ต่างพากันอิจฉาเด็กหญิงความรัก
ที่เธอได้ครอบ ครองรองเท้าคู่ใหม่ที่เพียบพร้อม
แต่เธอก็เลือกที่ถอดรองเท้าคู่นั้นออก และกลับมาเดิมเท้าเปล่าดังเดิม
————————————————————————————–
มันอาจจะเจ็บเท้าบ้างในบางครั้ง แต่เธอก็สบายใจ
เพราะเธอสามารถเดินทางไปได้ในทุก ๆ ที่ที่เธอต้องการ
เด็ก หญิงความรักเดินทางตามลำพังมาเป็นเวลานานพอสมควร
เธอเริ่มรู้สึกกลัว รู้สึกเหงา และโดดเดี่ยว
เธออยากมีเพื่อนสักคนที่เข้าใจเธอ และพร้อมที่จะเดินทางไปกับเธอในทุก ๆ ที่
ทันใดนั้นเอง เธอก็ได้ยินเสียงอันคุ้นเคยตะโกนถามเธอว่า……
“อยากมีเพื่อนร่วมทาง สักคนไหมครับ”
ใช่แล้ว! มันเป็นเสียงของเขา…………. “นายรองเท้า”
เด็ก หญิงความรักดีใจมากจนไม่สามารถกลั้นน้ำตาเอาไว้ได้
เพราะเธอคิดว่าเธอคง ไม่มีโอกาสเจอเขาอีกเลย หลังจากที่เธอตัดสินใจทิ้งเขาไป
นายรองเท้ายังคง พูดประโยคเดิม ๆ กับเธออีกครั้งว่า…

“ถ้าเธอไม่รังเกียจ ให้ฉันเดินทางไปพร้อม ๆ กับเธอได้ไหม ฉันสัญญาว่าจะปกป้องเธอเอง”
เด็ก หญิงความรักยิ้มและตอบกลับไปว่า “ขอบคุณนะ…ฉันสัญญาว่าเราจะอยู่เคียงข้างกันตลอดไป”

“เธอไม่จำเป็นต้อง สัญญาหรอก เพราะถ้าเมื่อใดที่เธอรู้สึกเบื่อ และอยากเป็นอิสระจากฉัน ฉัน ก็พร้อมที่จะให้เธอไป”
นายรองเท้าตอบกลับมาอย่างอ่อนโยน
เด็กหญิงความ รักรู้ในทันทีว่านี่แหละ คือ “ความเข้าใจ” ที่เธอรอคอยมานานแสนนาน
————————————————————————————–
แต่ วันนี้เธอเจอแล้ว และเธอจะเก็บรักษาดูแลมันไว้อย่างดี
ถึงแม้ว่านาย รองเท้าจะเป็นเพียงแค่รองเท้าธรรมดา ๆ คู่หนึ่ง ไม่ได้น่าชื่นชมในสายตาของคนอื่น ๆ
แต่สำหรับเด็กหญิงความรักแล้ว เขาสำคัญต่อเธอมาก
เขาเข้าใจและห่วงใยเธอ ส่วนเธอก็รู้สึกปลอดภัยเมื่ออยู่กับเขา……
แค่นี้มันก็มากเพียงพอแล้ว สำหรับเธอ
ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา เด็กหญิงความรักและนายรองเท้าก็อยู่เคียงข้างกันตลอดไป
ในบางครั้งเราอาจ จะเห็นเด็กหญิงความรักไม่ได้ใส่รองเท้า….แต่อย่าเพิ่งตกใจ!!!!
ลองมอง ดูในมือเธอสิ! นายรองเท้าอาจอยู่ในมือเธอก็ได้
เขาอาจจะต้องการให้เท้า ของเธอได้เป็นอิสระจากการผูกมัดบ้าง
หรือเธออาจจะซักนายรองเท้า แล้วแห้งไม่ทันก็ได้ อย่าคิดมาก !!!!

นิทานความรัก เรื่อง ความรักของนกน้อย

นิทานความรัก เรื่อง ความรักของนกน้อย

ในป่าที่ชื่อความรัก…นกน้อยบินไปตามถนนสายหนึ่ง ถนนสายนั้นที่เจ้านกน้อยไม่เคยรู้ว่าจะเจออะไร หวังเพียงแต่ว่าจะเจอต้นไม้ต้นเล็ก ๆ ระหว่างทางเดินเพื่อที่จะได้หยุดพักนาน ๆ แต่วันแล้ววันเล่า เจ้านกน้อยก็ได้แค่พักเพียงชั่วคราวเท่านั้น ยังหาต้นไม้ที่อบอุ่นในฤดูหนาว และเย็นสบายในฤดูร้อนไม่ได้

แล้ววันหนึ่งเจ้านกน้อยก็บินมาเจอต้นไม้ใหญ่ ผลิดอกออกใบสวยงาม และร่มเย็น ต้นไม้ใหญ่พอให้นอนหลับ ไม่เปียกปอนจากสายฝนกระหน่ำ เพียงแค่อยู่ใต้ร่มเงา เจ้านกน้อยก็มีความสุข ทุก ๆ วันของนกน้อยเริ่มมีความหมาย มันบินไปคาบใบไม้ใบหญ้าหวังจะทำรังบนคาคบของต้นไม้ใหญ่ รังน้อยเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง เจ้านกน้อยฮัมเพลงส่งเสียงเจื้อยแจ้วอย่างมีความสุข

หลายวันผ่านไป ขณะที่เจ้านกน้อยกำลังฮัมเพลงให้ต้นไม้ใหญ่ฟังอยู่นั้น จู่ ๆ ก็มีเสียงชายคนหนึ่งตะโกนดังลั่น และเอาก้อนหินปามาที่รังเจ้านกน้อย
“ฉันเป็นเจ้าของพื้นที่แถวนี้ เจ้าได้รับอนุญาตให้มาอยู่ที่นี่หรืออย่างไร ลงไปจากต้นไม้นั้นเสีย… ไป”

เจ้านกน้อยทำเป็นหูทวนลม แต่ก็ยังคงไม่ยอมผละจากรังใต้ต้นไม้ใหญ่ ในที่สุดชายคนนั้นทนไมไหว ก็ตะโกนขึ้นพร้อมเงื้อมขวานที่อยู่ในมือขึ้น “ก็ได้เจ้านก ถ้าเจ้ายังไม่ยอมลงจากต้นไม้นี้ ข้าจะฟันต้นไม้ให้เละไปเลย ดูซิเจ้าจะยังอยู่ได้มั้ย”

นกน้อยตกใจเมื่อได้ยินคำพูดนั้น หันกลับมามองลำต้นไม้ใหญ่นั้นด้วยความรัก ถึงแม้ฉันอยากอยู่ตรงนี้ แต่ถ้าต้นไม้ใหญ่นั้นต้องเสียกิ่งก้าน เพราะความอยากได้ของฉัน ต้นไม้นั้นก็คงหมดความสง่างามเสียแล้ว เจ้านกน้อย จึงตัดใจ รีบบินจากต้นไม้นั้นมาในทันที ก่อนที่ชายคนนั้นจะฟันต้นไม้ทิ้ง
แม้นกน้อยจะจากต้นไม้ใหญ่นั้นมาแล้ว แต่ก็ยังคงคิดถึงต้นไม้ต้นนั้นอยู่เสมอ วัน ๆ มันจะคอยวนเวียนมาดูต้นไม้ใหญ่ในวันที่อาทิตย์กำลังอัสดง ทุก ๆ วัน เพื่อหลบสายตาของชายใจร้ายที่คอยจ้องจะไล่มัน

เจ้าค้างคาวที่เห็นพฤติกรรมของนกน้อยแล้ว ก็รู้สึกเวทนาเจ้านกน้อย ที่ไปกลัวกับคำพูดของชายคนนั้น
“ข้าว่าชายคนนั้นโง่แล้ว เจ้านกน้อย… เจ้ากลับโง่เสียกว่า…เจ้ากลัวมันเหรอ มันจะตัดต้นไม้ทิ้งก็ตัดไปสิ ต้นไม้ของมัน มันจะโค่นเพราะอยากจะไล่เจ้า ก็ให้มันทำไป เป็นข้าหน่อยไม่ได้ ข้าจะย้ายรังหนีไปเรื่อย ๆ ให้มันตัดต้นไม้ของมันเสียให้หมดป่าไปเลย ฮ่า ฮ่า ฮ่า ”
“ถ้าเจ้าทำอย่างนั้น เพราะเจ้าไม่มีใจผูกพันกับสิ่งที่เจ้ารักนะ ฉันรักต้นไม้นั้น ถ้ามันจะถูกโค่นเพราะฉัน ฉันก็คงไม่มีความสุข” นกน้อยโต้ตอบกับเจ้าค้างคาว
ค้างคาวก็ยังไม่ลดละ

“แล้วที่เจ้าต้องคอยบินมาดูมันทุกวันนี่น่ะ มันสุขแล้วเหรอ”

“ฉันสุขแล้ว อย่างน้อยฉันก็ยังได้ชื่นชมและมองต้นไม้นั้นเติบโตอย่างสวยงามและสง่า การไม่ได้ครอบครอง ไม่ใช่ว่าต้องเป็นทุกข์เสมอไปหรอกนะ ” นกน้อยตอบเจ้าค้างคาว ก่อนค่อย ๆ บินไปที่เหนือต้นไม้ใหญ่ มันบินรอบ ๆ พร้อมส่งเสียงเพลงเจื้อยแจ้วอย่างที่ทำในทุก ๆ วัน เสมือนการทักทายเพื่อนเก่าที่เคยอาศัยพักพิงในช่วงเวลาหนึ่งของชีวิต มันบินอยู่อย่างนั้นพักใหญ่ ก่อนเปลี่ยนทิศบินกลับรังนอนที่จากมา เพียงเพื่อหวังว่าจะพบต้นไม้ใหญ่ในวันพรุ่งนี้อีกครั้ง

นิทานความรัก เรื่อง หลง

นิทานความรัก เรื่อง หลง

เด็กชายคนหนึ่งมีเพื่อนเป็นเด็กผู้หญิง เธอชื่อว่า รัก และเด็กชายมีชื่อว่า หัวใจ ทั้งสองมักจะชวนกันไปวิ่งเล่น เล่นไล่จับ เล่นซ่อนหา… ด้วยความใกล้ชิดทั้งสองผูกพันธ์กันมาก จนกระทั่งเด็กชายหัวใจนั้น ไม่อยากจะจากเด็กหญิงรักไปแม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว

รักมักจะชวนให้หัวใจเล่นซ่อนแอบอยู่บ่อย ๆ และบ่อยครั้งที่หัวใจตามหารักไม่เจอ เพราะว่ารักซ่อนตัวเก่งเหลือเกิน

ในเวลาที่รักหายไป หัวใจที่ตามหาจนเหนื่อยล้าและหลงทาง ก็จะร้องให้ออกมา…..

รัก ที่แอบมองอยู่ไม่ห่าง ก็ออกมาหาหัวใจด้วยความเป็นห่วง หัวใจบอกว่า รักนั้นใจร้าย ทั้งที่เขาตามหารักจนเหนื่อยล้า ทำไมรักถึงไม่ยอมออกมา ปล่อยให้เค้าเจ็บปวดร้องให้อยู่คนเดียว รักได้แต่ยืนมองนิ่งๆ และตอบกลับไปว่า ” เราก็ไม่ได้หายไปใหนนะ ถึงเราจะแอบแต่ก็ตามนายมาตลอด นายแค่วิ่งหาเราไวไปหน่อย บางครั้งเราเลยตามไม่ทัน เราไม่ได้ไปใหน.. แค่นายหลงทางหาเราไม่เจอ.. ”

หัวใจหยุดร้องไห้และเงยหน้าขึ้นมองรัก.. เขาก็แค่หลงทาง.. รักไม่ได้หายไปใหนเลย เพียงแค่เขาหา รัก ไม่เจอเองก็เท่านั้น หัวใจยิ้ม และจับมือรักเดินกลับบ้านในเย็นวันนั้น อย่างมีความสุข…

“หากว่าความรักนั้นทำให้คุณต้องเจ็บปวด คุณลองมองย้อนกลับไปสิ่ว่า… คุณกำลังเจ็บปวดเพราะคุณหลงรัก หรือคุณเจ็บปวดเพราะว่าคุณกำลังหลงทาง.. ”



นิทานความรัก เรื่อง สายน้ำแห่งความรัก

นิทานความรัก เรื่อง สายน้ำแห่งความรัก

กาลครั้งหนึ่ง…….. ณ เมืองหลับใหล

เมื่อก่อนนี้เมืองแห่งนี้เคยเป็นเมืองแห่งความสุข มีเจ้าหญิงฝาแฝด วิ่งเล่นในสวนดอกไม้ และมีเจ้าชายที่เป็นลูกพี่ลูกน้องคอยดูแล รดน้ำต้นไม้ในสวน คอยระวังภัยให้เจ้าหญิงฝาแฝดทั้งสอง ตั้งแต่เธอยังเล็กจนโตเป็นหญิงสวยงามสง่าทั้งคู่….. เจ้าชายหลงรักเจ้าหญิงพี่ แต่เจ้าหญิงพี่รู้ว่าน้องรักเจ้าชายจึงค่อยๆปลีกตัวออกมา…..จนเจ้าหญิงพี่เริ่มเก็บตัว ไม่พูด ไม่คุยกับใคร ในหนึ่งวันเจ้าหญิงได้แต่ปลูกดอกไม้และชื่นชมสวนใบโคลเวอร์เฝ้านั่งนับกลีบใบโคลเวอร์ทุกใบ เป็นเช่นนี้เรื่อยมา เจ้าชายเองไม่รู้จะทำอย่างไร จึงได้หนีหายไปจากเมืองเพื่อเป็นการจบสิ้นเรื่องราวทั้งหมด เจ้าหญิงน้องก็เศร้าใจที่เจ้าหญิงพี่เปลี่ยนไปมากมาย ไม่รู้ว่านานแค่ไหน ที่ความเงียบเหงาเริ่มเข้าเกาะกินเจ้าหญิงทั้งสอง………..

จนกระทั่ง… วันหนึ่ง วันที่ท้องฟ้ามืดทะมึน ฟ้าทั้งฟ้ากลายเป็นสีเทา เหมือนฝนจะตกก็ไม่ตกมืดครึ้มอยู่เช่นนั้น ท่ามกลางความมืดทะมึน เจ้าหญิงพี่ยืนร้องไห้น้ำตาไหลนองแก้มข้างสวนต้นโคลเวอร์ เจ้าหญิงน้องกำลังใช้มีดดาบไล่ทำลายใบโคลเวอร์เหมือนคนเสียสติ ร่ำไห้ พร้อมกับพึมพำอยู่ในใจว่า “พวกเจ้านี่เองที่ทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไป พวกเจ้าไม่ใช่ความหวัง เจ้าไม่ใช่ศรัทธา เจ้าไม่ใช่ความรัก และเจ้าไม่เคยทำให้ใครมีความสุข มันก็แค่เรื่องเพ้อเจ้อ”

จนรุ่งเช้า สวนใบโคลเวอร์ทั้งสวนเหลือแต่ซากใบโคลเวอร์…….

มีคนพบเจ้าหญิงน้องนอนอยู่ข้างๆสวนในสภาพหลับใหล ทำเช่นไรเธอก็ไม่สามารถตื่นขึ้นมาได้

เจ้าหญิงพี่หายไป……..

เมืองทั้งเมืองอยู่ในความมืดมิด ผู้คนค่อยๆทยอยหลับใหลจนหมดเมือง และเมืองตกอยู่ในความมืด มีเพียงยายแก่คนหนึ่งซึ่งอาศัยอยู่ริมเมือง หล่อนวิ่งหนีออกมาทันก่อนที่จะโดนสาป “แม่มดตนหนึ่ง สาปเมืองนี้ไว้ว่า เมืืองนี้จะไม่มีความหวัง เมืองนี้จะไม่มีศรัทธา ไม่มีความรักและไม่มีความสุข ทุกคนที่เข้ามาในเมืองนี้จะต้องโดนสาป” ยายแก่ได้แต่วิ่งออกมาเหมือนคนหวาดกลัวและตะโกนสิ่งที่แม่มดได้สาปแช่งไว้

มีผู้คนมากมาย เจ้าชาย วงศาคณาญาติของเจ้าหญิง ผู้คนที่เจ้าหญิงทั้งสองเคยให้การช่วยเหลือ ต่างพากันเดินทางทดลองเปิดประตูเมือง เพียงแค่ย่างกรายเข้าไปได้ไม่เกิน 10 ก้าวพวกเค้าจะกลายเป็นแมลง ที่ได้แต่บินไปบินมาอยู่ในสวนซากใบโคลเวอร์และออกจากเมืองไม่ได้

เจ้าชายที่หายไปกลับมา……. เค้าได้แต่เสียใจในการกระทำของตนเองที่หนีปัญหา ไม่ยอมพูดกับเจ้าหญิงพี่ว่า ตนเองรักเธอมากมายแค่ไหน …..

ในวันหนึ่งๆ เขาได้แต่เดินทางไปยังป่าทึบเพื่อเก็บใบไม้สีต่างๆ นำมาผูกมัดกับก้อนหินแล้วโยนขึ้นไปเพื่อให้ผ่านกำแพงเมือง……. เขาทำเช่นนั้น วันแล้ววันเล่า……. จนไม่สามารถนับได้ว่ามันผ่านมากี่ร้อยวันแล้ว ไม่มีใครรู้ว่าเค้าทำเช่นนั้นทำไม

ร่างกายเจ้าชายผ่ายผอม และชราลงทุกวัน แต่สิ่งที่เจ้าชายยังทำคือการนำใบไม้มามัดติดกับก้อนหินโยนเข้าไปในกำแพงเมืองทุกวันๆ

จนค่ำคืนหนึ่ง แม่มดได้ปรากฎกายต่อหน้าเจ้าชายชรา และถามว่า “เจ้ายังมีความหวังและศรัทธาอยู่อีกหรือ” เจ้าชายไม่พูดกับแม่มด เขาหยิบใบไม้แห้งๆเล็กๆใบหนึ่งขึ้นมา ส่งให้กับมือของแม่มด แล้วเดินหนีไป แม่มดแบมือออก เธอรู้ว่ามันหมายถึงอะไร นั่นคือสิ่งที่เธอเคยบอกเจ้าชายไว้ว่า “ใครๆก็ว่าต้องใบโคลเวอร์สี่กลีบถึงจะทำให้มีความสุขได้ แต่เราคิดว่าถึงจะเป็นใบไม้ใบใดๆในโลกนี้ถ้าได้รับจาคนที่เรารัก นั่นก็คือสิ่งที่แทน ความหวัง ศรัทธา ความรักและความสุขทั้งมวลแล้ว”

แม่มดร่ำไห้กับการกระทำของตนเอง ทรุดตัวลงกับพื้นดิน น้ำตาที่ไหลจากดวงตาที่หม่นหมองค่อยๆไหลลงพื้น ทุกผืนแผ่นดินที่น้ำตาแม่มดหยดลงไปได้กลายเป็นสีเขียว ต้นไม้ ดอกไม้ ฟื้นขึ้นมีชีวาอีกครั้ง เหล่าแมลงแปรร่างกลายเป็นมนุษย์เช่นเดิม เจ้าหญิงน้องตื่นขึ้นมา…… เธอรีบวิ่งออกมาหน้าประตูเมืองเพียงเพื่ออยากจะบอกกับเจ้าหญิงพี่ว่า “ที่ผ่านมาเธอเองก็ไม่ได้รักเจ้าชายแบบที่ท่านพี่เข้าใจ” แต่ทุกอย่างสายไป เธอพบแต่แม่น้ำสายหนึ่งที่ทอดยาวระหว่างขุนเขากลางป่าใหญ่ผ่านใจกลางเมือง มองออกไปไม่รู้ว่าแม่น้ำสายนี้ไปสิ้นสุดที่ไหน ริมฝั่งแม่น้ำทั้งสองเขียวชะอุ่มไปด้วยใบไม้สีสรรสดใส พันธุ์ต่างๆ….. “ทุกอย่างสายไปจริงๆ”

ในขณะที่เจ้าหญิงน้องตะลึงงันกับสิ่งที่เธอได้เห็น มีเสียงกระซิบแผ่วเบาดังขึ้นมาจากแม่น้ำสายนั้น “ไม่เป็นไรน้องพี่ พี่ได้อยู่เคียงคู่กับชายที่รักของพี่แล้ว” เหมือนกับว่าเจ้าหญิงพี่ยิ้มอยู่ในแม่น้ำสายนั้นพร้อมกับเสียงดนตรีที่ขับขานโดยเจ้าชายบรรเลงเป็นเพลงรัก ดังกังวานอยู่ในยามค่ำคืนของทุกคืน…. ทุกคนหลับใหลอย่างมีความสุขและตื่นเช้าอย่างมีความหวัง เพราะพวกเขาศรัทธาในแม่น้ำที่พวกเขาพากันเรียกว่า “สายน้ำแห่งความรัก”

นิทานความรัก เรื่อง ความรักกับความเชื่อใจ

นิทานความรัก เรื่อง ความรักกับความเชื่อใจ

…มีชายหญิงคู่นึงพึ่งรักกัน…

ทั้งคู่รักกันมากกกก

ผู้ชายให้สัญญากับผู้หญิงว่า …

ผมจะรักคุณตลอดไป

ผู้หญิงจึงบอกกลับว่า…

ชั้นเชื่อคุณ และจะรักคุนอย่างที่รักชั้น ให้ดีที่สุด

ทั้ง 2 คน คบกันไปซักพักนึง

ระหว่างที่ 2 คน…ได้เดินจับมือกัน

อยู่ในสวนสาธารณะแห่งนึง

ได้มีนางฟ้าคน ปรากฏกายลงมา

พร้อมกับบอกว่า…

“เราได้เห็นความรัก บริสุทธิ์จากพวกท่าน เราอยากจะให้ท่าน ได้เห็นอนาคตของท่านทั้ง 2 คน”

ชายหญิงคู่นั้น จับมือกันไว้แน่น และ รุสึกดีใจที่ความรักของเค้าและเธอ

ถึงขนาดนางฟ้ามาให้พร

นางฟ้าจึงพูดขึ้นว่า…

“ท่านจะดูอนาคตของท่านทั้ง 2 นับตั้งแต่นี้หรือไม่”

ชายและหญิงคู่รักมองตากัน แล้วตอบพร้อมกันว่า…

“เราทั้ง 2 ไม่กลัวอนาคตเรามั่นใจในกันและกัน”

นางฟ้าได้ยินดังนั้น

จึงเสกของออกมาเป็น cd 2 แผ่นให้ทั้งคู่ไปดูอนาคต…

หญิงสาวค่อยนำแผ่น cd ที่ได้จากนางฟ้า…ใส่ลงในเครื่องเล่นซีดี

ในภาพแรกเทอเห็น

เทอและแฟนของเทอแต่งงานกัน

เธอยิ้มมีความสุขอย่าง

บอกไม่ถูก

ในภาพหลังๆ หญิงสาวได้เห็นว่า…

“มีรูปของแฟนเทอคบชู้” เทอนั่งร้องไห้ เสียใจ

ทันใดนั้น…มีเสียงประตูเคาะขึ้นที่ห้องของเทอ

เธอรีบปิดเครื่อง cd และ ซับน้ำตา

เธอเปิดประตู

เธอเห็นแฟนของเธอเอง

แฟนเธอยิ้ม

แต่เธอโมโหจึงตบหน้าเค้าอย่างแรง

และ ปิดประตูโดยที่แฟนเธอ งง ๆๆ

เธอนอนร้องไห้…ถึงอนาคตที่จะต้องเกิดแบบใน cd นั้น

หลังจากนั้น… เธอพยายามหนีหน้าแฟนของเธอ

โดยที่แฟนก็ตามง้อ

แฟนของเธอเองก้ไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรผิด

เธอจึงพยายามหาทางเลิกกับเขา

จนเธอเลิกกับเค้าได้สำเร็จ

วันหนึ่ง…ได้มีเสียงเคาะประตู

เธอเปิดประตู…แต่ทันใดนั้น

คนที่เคาะประตูก้เดินไปจนลับตาแล้ว

เธอจำได้ดีถึงแผ่นหลังของ

“อดีตชายที่ตัวเองรัก”

เธอมองลงพื้น

พบ cd อีกแผ่นนึงที่นางฟ้าได้ให้กับเค้า…

เธอนำ cd แผ่นนี้ไปเปิด

พบภาพที่เหมือนกันคือ…

ภาพที่ทั้งคู่แต่งงานกันอย่างมีความสุข

แต่ภาพหลังจากแต่งงานคือ…

ภาพที่เธอมีชู้กับผู้ชายคนใหม่

โดยมีแฟนของเธอร้องไห้อยู่ข้าง ๆ … เธอน้ำตาไหลและปิด cd อย่างช้าๆ

เธอค่อยๆ เปิดจดหมาย ที่แนบมากับ cd นี้อ่าน

ข้อความเขียนว่า…

“ผมไม่กลัวอนาคต เรามั่นใจในกันและกัน ขอบคุณ แม้ผมจะเชื่อใน คุณฝ่ายเดียวก็ตาม ลาก่อน”

คำว่าเชื่อใจเท่านั้น ที่ทำให้ คนทั้ง 2 คน คบกันอย่างมีความสุข

แล้วคุณหล่ะเชื่อใจคนรักของคุณมากแค่ไหน ?

นิทานความรัก เรื่อง ความรักกับการรอคอย

นิทานความรัก เรื่อง ความรักกับการรอคอย

ทหารหนุ่มแอบหลงรักเจ้าหญิงเลอโฉมเขาตระหนักถึงความสูงส่งของเธอ เฉกเช่นเดียวกับที่ตระหนักถึงความต่ำต้อยตน แต่เขายังรวบรวมความกล้า เดินเสี่ยงตายเข้าไปบอกเธอว่า…”รัก” และจะอยู่บนโลกต่อไปโดยไม่มีเธอไม่ได้เจ้าหญิงผู้เป็นดวงใจตอบเขาว่า

“ถ้าสามารถรอคอยอยู่ใต้ระเบียงห้องเธอได้ติดต่อกัน 100 วัน 100 คืน เธอจะเป็นของเขาตลอดไป”

ณ ใต้ระเบียง ทหารหนุ่มเฝ้ารอคอยอยู่ตรงนั้น วันแล้ววันเล่า คืนแล้วคืนเล่า โดยไม่ยอมขยับเขยื้อนกายไปไหน เขารอคอยในสายลมบาดผิว รอคอยในสายฝนกระหน่ำ รอคอยในความหนาวเหน็บของหิมะ วันแล้ววันเล่า คืนแล้วคืนเล่า โดยมีเจ้าหญิงของเขาเฝ้าดูอยู่ตลอดเวลา เธอเห็นหยาดน้ำตาของเขาพรูพรายเป็นสาย จนกระทั่งในคืนที่ 99

ทหารหนุ่ม หยุดร้องไห้…หยุดรอคอย…หยุดทุกอย่างไว้ แล้วหันหลัง…เดินจากไป

เรื่องนี้ไม่มีตอนจบ แต่มีบางคำถาม บางคำตอบในใจ ความรักของเธอกับเขาอาจจะเหมือน “นาฬิกาทราย” เมื่อฝ่ายหนึ่งเริ่มหมดรักไปในใจอีกฝ่ายหนึ่งกลับรักขึ้นมาใหม่เต็มเปี่ยม แต่บางทีทหารหนุ่มอาจตั้งใจแค่แสดงให้เห็นว่าเขารักเธอจริงแท้แค่ไหน

แค่พิสูจน์ให้เห็น แต่ไม่ต้องการ ครอบครองไว้ หรือบางทีเขาอาจเสียใจ ต้องตัดใจจากไปเพราะรักเขาถูกทำร้ายย่ำยี หรือบางทีเป็นเจ้าหญิงเองที่เสียใจ เพราะไม่เคยมีใครรักเธอได้อีกถึงเพียงนี้…

ความรัก เป็นสิ่งที่ออกแบบไม่ได้
ความรัก เป็นเรื่องที่บังคับใจกันไม่ได้
ความรัก ที่บริสุทธิ์ คือ การให้…ให้โดยที่ไม่หวังว่าจะได้อะไรตอบแทน

แต่ในความเป็นจริงแล้ว ผู้ที่ให้มักจะหวังอยู่ลึก ๆ ที่จะได้ความรักเป็นสิ่งตอบแทนเสมอ และเมื่อเค้าได้ ความรัก กลับมาแล้ว มีเพียงน้อยคนนักที่จะสามารถให้ในลักษณะนี้ได้ตลอดไป

ความอดทนอยู่คู่กับความรักไม่ได้ แต่ความเข้าใจต่างหากที่ควรเคียงคู่กันไป ถูกต้องที่ “เวลา” เป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ทุกอย่าง โดยเฉพาะความรัก การประคองให้รักกันได้ตลอดไป เป็นสิ่งที่ยากกว่าการจะทำอย่างใรให้รักกัน

เจ้าหญิงไม่ผิด และ ทหารผู้นี้ก็ไม่ผิด เพียงแต่เวลาของ ความรัก ของสองคนนี้… ไม่เท่ากันเท่านั้นเอง

เราจะรู้ค่าของสิ่งของสิ่งหนึ่ง เมื่อเราได้รู้ว่า เราได้เสียมันไปแล้ว