นิทานอีสป เรื่อง นิสัยช้าง นิสัยเสือ

นิทานอีสป เรื่อง นิสัยช้าง นิสัยเสือ

ครั้งหนึ่ง นกทั้งมวลถกเถียงกันว่าในบรรดาสัตว์บนกนั้น สัตว์ชนิดใดโหดร้ายที่สุด หลังจากแสดงความคิดเห็นกันต่าง ๆ นานาแล้วก็สรุปได้ว่า ช้างและเสือเป็นสัตว์บกที่โหดร้ายที่สุด คราวนี้ก็มีคำถามว่าใครโหดร้ายกว่าใคร

พวกที่เห็นว่าเสือโหดร้ายกว่าช้างให้เหตุผลว่าเสือฆ่าและกินสัตว์ทุกชนิด ส่วนพวกที่เห็นว่าช้างโหดร้ายกว่าเสือก็อ้างว่าเสือฆ่าสัตว์ต่าง ๆ เพื่อกินเป็นอาหาร จึงจำเป็นต้องฆ่าให้ตายก่อนกิน แต่เมื่อช้างฆ่าสัตว์ใด มันไม่มีความจำเป็นต้องกินสัตว์นั้นเลย แม้มันไม่ฆ่าสัตว์อื่น ตัวมันก็ไม่เป็นอะไร สันดานโหดร้ายอย่างเดียวเท่านั้นที่ทำให้ช้างฆ่าสัตว์อื่นได้

เมื่อถกเถียงเรื่องปัญหาความโหดร้ายเสร็จสิ้นแล้ว ก็ยังมีปัญหาใหม่ที่ทั้งสองฝ่ายมีความเห็นไม่ตรงกันอีก คือฝ่ายหนึ่งเห็นว่าเสือขลาดกว่าช้าง แต่อีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่าช้างขลาดกว่าเสือ

ฝ่ายแรกอ้างว่า เสือมักลอบทำร้ายข้างหลัง มันไม่กล้ากินสัตว์เป็น ๆ ต้องฆ่าให้ตายเสียก่อน จึงจะกล้ากิน ส่วนช้างนั้นไม่เคยลอบทำร้ายข้างหลังเลย

ฝ่ายหลังให้เหตุผลว่า ช้างตัวใหญ่มหึมา แต่ขี้ขลาดที่สุด มันยอมให้มนุษย์ขี่คอ ใช้ขอเหล็กสับ บังคับให้ทำงานหนัก และเหตุผลสำคัญที่ยืนยันให้เห็นชัดว่าช้างขลาดกว่าเสือก็คือ เมื่อช้างเห็นว่าสัตว์ใดจะเป็นอันตรายแก่ตัวมัน ทั้ง ๆ ที่สัตว์นั้นยังไม่ทันจะทำอันตรายใด ๆ มันก็ฆ่าสัตว์นั้นตายทันที เพราะมันขี้ขลาด หวาดกลัวว่าสัตว์นั้นจะทำร้ายมัน จึงฆ่าเสียก่อน

ในที่สุด นกทั้งมวลก็สรุปความว่าช้างเป็นสัตว์ที่โหดร้ายและขลาดมากกว่าเสือ



นิทานอีสป เรื่อง คิดต่างกัน

นิทานอีสป เรื่อง คิดต่างกัน

ช้างตัวหนึ่งเป็นสหายรักกับกระต่ายตัวหนึ่งมานาน สัตว์ทั้งสองอาศัยอยู่ด้วยกัน หากินด้วยกัน และกินอาหารอย่างเดียวกันคือหญ้าและใบไม้

ครั้งหนึ่งกระต่ายป่วย ช้างก็ช่วยปรนนิบัติรักษาและหาอาหารมาให้กระต่ายกินจนหายเป็นปกติดี หลังจากนั้นประมาณหนึ่งปีช้างก็เกิดไม่สบายและออกไปหากินไม่ได้ กระต่ายจึงช่วยปรนนิบัติรักษาและหาอาหารมาให้ช้างกินเท่าที่จะมีกำลังขนมาได้ ขณะที่เพียรพยายามขนหญ้ามาให้ช้างอยู่หลายเที่ยว กระต่ายก็คิดในใจว่า

ช้างเอ๋ย เจ้าคงยินดีที่ได้กินหญ้ามากมายอย่างนี้ ข้าอุตส่าห์หาหญ้ามาให้เจ้าไม่ใช่น้อยเลย แม้แต่ตัวข้ายังไม่เคยกินหญ้ามากถึงขนาดนี้

แต่เมื่อช้างเห็นหญ้าทั้งหมด กลับคิดตรงข้ามกับกระต่าย มันรำพึงว่า

โอ้กระต่ายมิตรรักของข้า หญ้าทั้งหมดที่เจ้าเพียรพยายามขนมานี้คงมากมายสำหรับเจ้า แต่สำหรับข้านั้น ยังไม่พอที่จะกินเพียงหนึ่งคำเลย

นิทานอีสป เรื่อง ช้างเกเร

นิทานอีสป เรื่อง ช้างเกเร

นกคู่หนึ่งทำรังอยู่บนต้นไม้ต้นหนึ่ง ทั้งสองมีลูกนกน้อย ๆ ที่เพิ่งฟักออกมาจากไข่สองตัว นกทั้งสองรักลูกมาก ทุกวันนกตัวพ่อจะบินไปหาไส้เดือนมาป้อนให้ลูกน้อยกิน ส่วนนกตัวแม่นั้นอยู่ที่รังเพื่อดูแลให้ความรักความอบอุ่นแก่ลูก ๆ

วันหนึ่ง ช้างเกเรตัวหนึ่งเดินผ่านมาในบริเวณนั้น มันโค่นทำลายต้นไม้มากมายหลายต้น นกทั้งสองตื่นตกใจและเป็นห่วงลูก ๆ มาก พวกมันขอร้องช้างว่า ไม่ให้ทำเช่นนั้น เพราะเกรงว่าลูก ๆ จะได้รับอันตราย

แต่ช้างเกเรไม่มีความเมตตา มันใช้งวงพันลำต้นและกระชากด้วยพละกำลังมหาศาลจนต้นไม้หักลงมา ลูกนกทั้งสองจึงตกลงมาตาย นกพ่อแม่เสียใจมากที่ลูกน้อยต้องตายจากไป ขณะเดียวกันก็โกรธแค้นช้างเกเรยิ่งนัก ทั้งสองตั้งใจแน่วแน่ว่าจะต้องลงโทษเจ้าช้างใจโหดตัวนี้ให้ได้ จึงเล่าเรื่องร้ายที่เกิดขึ้นให้พวกเพื่อน ๆ ฟัง สัตว์เหล่านี้ซึ่งได้แก่ ฝูงผึ้ง ฝูงเม่น และฝูงจิ้งหรีดต่างสัญญาว่าจะร่วมมือกันปราบช้างเกเรตัวนั้น

แล้วสัตว์ทั้งหลายก็พากันไปหาช้างเกเร นกทั้งสองร้องบอกมันว่า เจ้าช้างใจโหด เจ้าจะถูกลงโทษเดี๋ยวนี้แหละ

ช้างเกเรหัวเราะอย่างหยิ่งผยองและวิ่งเอางวงฟาดนกทั้งสอง แต่พลาด ฝูงผึ้งรุมกัดต่อยนัยน์ตาทั้งสองข้างของมันจนบอด ส่วนฝูงเม่นก็พองตัว แล้ววิ่งเอาหนามแหลมบนตัวไปทิ่มแทงอุ้งเท้าช้าง ช้างเกเรร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด

ช้างเกเรซึ่งขณะนี้ตาบอดแล้ววิ่งหนีไปพลางชนต้นไม้ไปพลางตลอดทาง เมื่อวิ่งหนีมานานแล้ว มันก็รู้สึกเหนื่อยและกระหายน้ำ มันร้องว่า น้ำ ข้าต้องการดื่มน้ำเหลือเกิน

ฉับพลันนั้น ฝูงจิ้งหรีดซึ่งชุมนุมกันแน่นขมัดอยู่บนยอดผาใกล้ ๆ ต่างส่งเสียงร้องระงม เมื่อช้างตาบอดได้ยินเสียงจิ้งหรีดก็ร้องด้วยความดีใจว่า น้ำ ข้าจะได้ดื่มน้ำแล้ว ฝูงจิ้งหรีดต้องส่งเสียงมาจากบึงที่มีน้ำแน่ ๆ

ช่างเกเรจึงวิ่งไปตามเสียงจิ้งหรีด และในที่สุดก็ตกจากหน้าผาลงมาถึงแก่ความตาย

นิทานพื้นบ้านภาคกลาง เรื่อง เขารูปช้าง

นิทานพื้นบ้านภาคกลาง เรื่อง เขารูปช้าง

เขารูปช้าง เป็นชื่อเขา อยู่ในเขตตำบลดงป่าดำ อำเภอท่าหลวง จังหวัดพิจิตร มีนิทานประจำถิ่นเล่าถึงที่มาของชื่อดังนี้

ครั้งหนึ่งในอดีตกาล มีชายคนหนึ่งขี่ช้างเดินทางรอนแรมมาจากแดนไกล ได้รับความทุกข์ยากลำบากมากเพราะขณะนั้นเป็นหน้าแล้งน้ำหายาก จนกระทั่งมาถึงบริเวณแห่งหนึ่งเป็นที่กว้างขวางและกันดารน้ำกว่าที่แห่งใดที่เคยผ่านมา ทั้งช้างและคนไม่ได้ดื่มน้ำเป็นเวลา 3-5 วันแล้ว พยายามกัดฟันเดินทางต่อไป แต่ก็ไม่สามารถผ่านดินแดนแห่งนี้ไปได้ เนื่องจากขาดกำลังวังชา ในที่สุดก็ถึงแก่ความตายทั้งคนและช้าง

หลายปีต่อมามีพระธุดงค์รูปหนึ่งมาพบเข้าก็เกิดความประหลาดใจที่ซากช้างได้กลายเป็นก้อนหินไป เห็นเป็นสิ่งมหัศจรรย์จึงคิดริเริ่มที่จะสร้างวัดขึ้นข้าง ๆ ตัวช้างที่นอนตาย ชาวบ้านเมื่อทราบเรื่องก็ช่วยกันสร้างวัดขึ้นตามความประสงค์ของพระธุดงค์รูปนั้น เมื่อสร้างเสร็จก็ตั้งชื่อวัดว่า เขารูปช้าง



นิทานชาดก เรื่อง พญาช้างสีลวะ

นิทานชาดก เรื่อง พญาช้างสีลวะ

ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้า ประทับอยู่วัดเวฬุวัน เมืองราชคฤห์ ทรงปรารภพระเทวทัต ผู้ไม่รู้คุณคน ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธกว่า…

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นพญาช้างขาวปลอดเชือกหนึ่ง ชื่อ สีลวนาคราช เป็นสัตว์มีศีล เที่ยวหากินอยู่ที่ป่าหิมวันตะ

วันหนึ่งมีพรานป่า ชาวเมืองพาราณสีผู้หนึ่ง พลัดหลงป่า กลัวตายจึงนั่งร้องไห้อยู่ พญาช้างได้ยินเสียงคนร้องไห้ จึงเข้าไปช่วยนำเขาขึ้นขี่คอไปยังที่อยู่ของตน นำผลไม้มาเลี้ยง ให้เขาพักอยู่สองสามวัน จึงนำไปส่งปากทาง ในขณะที่อยู่บนคอช้าง นายพรานคิดวางแผนร้าย ได้กำหนดต้นไม้ไว้แล้ว พอถึงปากทางพญาช้างบอกให้นายพรานอย่าได้บอกเรื่องนี้แก่ใคร

วันนั้น นายพรานได้เดินทางไปที่ถนนช่างสลักงา สอบถามถึงความต้องการงาช้าง เมื่อพวกนายช่างแจ้งให้ทราบว่า งาช้างที่เป็นอยู่มีราคาแพงกว่างาช้างที่ตายแล้ว ในวันรุ่งขึ้นนายพรานจึงถือเอาเลื่อยไปสู่ที่อยู่ของพญาช้าง เพื่อของาช้างนำไปขายเลี้ยงชีพ พญาช้างก็มอบปลายงาทั้งคู่ให้ไปตามความประสงค์

พอหมดเงินเขาก็เดินทางไปของากับพญาช้างอีกเป็นครั้งที่ ๒ พญาช้างก็ให้ส่วนกลางของงา จนถึงครั้งที่ ๓ เหลือแต่โคนงา ก็ขอพญาช้างอีก พญาช้างก็มอบให้ด้วยความกรุณา นายพรานได้ขึ้นเหยียบกระทืบปลายงาทั้งสอง ฉีกเนื้อตรงสนับงาแล้วเอาเลื่อยตัดโคนงา สร้างความเจ็บปวดเวทนาแก่พญาช้างอย่างมาก พอนายพรานเดินไปลับจักษุพญาช้างเท่านั้น แผ่นดินก็แยกออกสูบเขาจมธรณีตาย ณ ที่นั้น

รุกขเทวดา ผู้สิงสถิตอยู่ในป่านั้น ได้กล่าวคาถาว่า ” คนอกตัญญูคอยจับผิดอยู่เป็นนิตย์ ถึงจะให้แผ่นดินทั้งหมด ก็ทำให้เขาพึงพอใจไม่ได้ ”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
ผู้อกตัญญูไม่รู้คุณคนแม้ฟ้าดินก็ลงโทษ



ดู นิทานชาดก เรื่อง พญาช้างสีลวะ บน Youtube ได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=iDneGl4CZTs

นิทานชาดก เรื่อง หนอนท้าสู้กับช้าง

นิทานชาดก เรื่อง หนอนท้าสู้กับช้าง

ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวันเมืองสาวัตถี ปรารภภิกษุรูปหนึ่ง ผู้ปราบความจองหองของชายด้วน ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า…

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ บ้านพักริมทางปลายแดนแห่งหนึ่งระหว่างอังครัฐกับมคธรัฐ จะมีพ่อค้าทั้งสองเมืองแวะมาพักร้อนก่อนเดินทางไปค้าขายต่ออยู่เป็นประจำ อยู่มาวันหนึ่งมีพ่อค้ากลุ่มหนึ่งแวะมาพักเช่นเคย แต่ครั้งนี้ได้นำสุรามาดื่มด้วยพักค้างคืนแล้วจึงออกเดินทางในตอนเช้ามืด

เมื่อพวกพ่อค้าไปแล้วไม่นาน มีหนอนกินอุจจาระตัวหนึ่งได้กลิ่นอุจจาระจึงมาที่นั้น เห็นสุราที่เขาทิ้งไว้ตรงนั้น มันก็กินด้วยความหิวกระหายแล้วเกิดอาการเมาสุรา ไต่ขึ้นไปบนกองอุจจาระๆ ก็ยุบลง มันจึงร้องขึ้นด้วยความลำพองใจว่า

“อะฮ้า ในโลกนี้ไม่มีใครใหญ่เกินเรา แม้แต่แผ่นดินก็ยังทนทานน้ำหนักเราไม่ได้”

ขณะนั้นเองได้มีช้างตกมันตัวหนึ่งเดินผ่านมาทางนั้นพอดี พอได้กลิ่นอุจจาระจึงปลีกตัวเดินห่างออกไป เจ้าหนอนเห็นช้างเดินตรงมาถึงแล้วก็หลบไปทางอื่นก็ยิ่งลำพองใจคิดว่าช้างกลัวตนเอง จึงร้องเรียกช้างขึ้นว่า

“ท่านเป็นช้างผู้กล้าหาญมิใช่เหรอ ท่านอย่างพึ่งหนีไป กลับมาสู้กันก่อน เราคือผู้ยิ่งใหญ่อยู่ที่นี้”

ช้างพอได้ยินเสียงหนอนเรียกท่าสู้ด้วย จึงเดินกลับไปหาพร้อมตวาดขึ้นว่า …

“เจ้าหนอนตัวเหม็น เราไม่จำเป็นต้องออกแรงฆ่าเจ้าด้วยเท้าด้วยงาดอก เพียงแค่ขี้ของเราจึงจะคู่ควร”

ว่าแล้วก็ถ่ายอุจจาระก่อนโตตกลงไปทับหนอนตายคาที่พร้อมกับปัสสาวะรดแล้วก็แผดเสียงร้องเข้าป่าไป

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
ฤทธิ์ สุราทำให้คนใจใหญ่หยิ่งผยอง ไม่เกรงกลัวใคร และมักนำความฉิบหายมาให้มากกว่าผลดี

นิทานชาดก เรื่อง พญาช้างฉัททันต์

นิทานชาดก เรื่อง พญาช้างฉัททันต์

ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภภิกษุณีสาวรูปหนึ่ง ผู้นั่งฟังธรรมระลึกถึงอดีตชาติได้แล้วแสดงอาการเดี๋ยวหัวเราะเดี๋ยวร้องไห้ ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า…

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีช้างประมาณ ๘,๐๐๐ เชือกมีฤทธิ์เหาะไปในอากาศได้ อาศัยสระฉันททันต์อยู่ในป่าหิมพานต์ครั้งนั้น พระโพธิ์สัตว์เกิดเป็นลูกช้างของช้างหัวหน้าโขลง มีสีขาวปลอด ปากและเท้าสีแดง เมื่อเติบโตขึ้นมีร่างกายใหญ่โตมากกว่าช้างเชือกอื่น ๆ ที่งามีแสงรัศมี ๖ ประการเปล่งประกายออกมา

อยู่ต่อมาเมื่อบิดาเสียชีวิตแล้ว พระโพธิสัตว์ได้เป็นหัวหน้าช้างแทน มีชื่อว่า พญาช้างฉัททันต์ มีภรรยา ๒ เชือก คือมหาสุภัททาและจุลลสุภัททา วันหนึ่งในฤดูร้อน ป่ารังมีดอกบานสะพรั่ง พญาช้างฉัททันต์ได้พาบริวารไปหากินที่ป่ารัง ใช้กระพองชนต้นรังให้ดอกหล่นลงมา นางช้างจุลลสุภัททายืนอยู่เหนือลมจึงถูกใบรังเก่า ๆ ติดกับกิ่งไม้แห้งมีมดดำมดแดงตกใส่ร่างกาย ส่วนนางช้างมหาสุภัททายืนอยู่ใต้ลมเกสรดอกไม้และใบสด ๆ จึงโปรยปรายใส่ร่างกาย นางช้างจุลลสุภัททาเห็นเช่นนั้นจึงเกิดความน้อยใจว่าสามีโปรดปรานและรักใคร่แต่นางช้างมหาสุภัททา ส่วนตนมีแต่มดดำมดแดงร่วงใส่ จึงผูกความอาฆาตในพญาช้างฉัททันต์

ต่อมาอีกวันหนึ่ง พญาช้างฉัททันต์เมื่ออาบน้ำในสระเสร็จแล้ว ขึ้นมายืนบนฝั่งขอบสระ มีนางช้างทั่งสองยืนเคียงข้าง ขณะนั้นมีช้างเชือกหนึ่งได้นำดอกบัวมีกลีบ ๗ ชั้นดอกหนึ่งขึ้นมามอบให้พญาช้าง พญาช้างโปรยเกสรลงบนกระพองแล้ว ยื่นดอกบัวให้แก่นางช้างมหาสุภัททา เป็นเหตุให้นางช้างจุลลสุภัททาเห็นแล้วคิดน้อยใจว่า “พญาช้างให้ดอกบัวแก่ภรรยาที่รักและโปรดปรานเท่านั้น ส่วนเราไม่เป็นที่รักที่โปรดปรานจึงไม่ให้” จึงผูกเวรในพญาช้างอีก

อยู่มาวันหนึ่งเป็นวันอุโบสถ พญาช้างได้ไปอุปัฏฐากถวายน้ำผึ้งแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า นางช้างจุลลสุภัททาถวายผลไม้แล้วตั้งความปรารถนาไว้ว่า “สาธุ ถ้าดิฉันตายไปแล้วขอให้ไปเกิดเป็นอัครมเหสีของพระราชาผู้มีอำนาจ สามารถฆ่าพญาช้างนี้ได้ด้วยเทอญ” นับแต่วันนั้นนางก็อดหญ้าอดน้ำ ร่างกายผ่ายผอม ไม่นานก็ล้มป่วยตายไปเกิดเป็นธิดาของพระราชาในแคว้นมัททรัฐ เมื่อเจริญวัยแล้ว ก็ได้เป็นอัครมเหสีของพระเจ้าเมืองพาราณสี เป็นที่รักใคร่โปรดปรานมาก ระลึกชาติหนหลังได้ วันหนึ่งจึงทำทีเป็นประชวรไข้หนักบรรทมอยู่ พระราชาเสด็จมาตรัสถามว่า “น้องนางดูนัยน์ตาเจ้าก็แจ่มใส แต่เหตุไรหนอ น้องนางจึงดูโศกเศร้าซูบผมไปละจ๊ะ” มเหสี “เสด็จพี่ หม่อมฉันแพ้ครรภ์ ฝันเห็นสิ่งที่หาได้ยากพระเจ้าคุณ แต่ถ้าไม่ได้สิ่งนั้น ชีวิตของหม่อมฉันคงอยู่ไม่ได้เช่นกัน” พระราชา “น้องนาง มีอะไรในโลกนี้ที่หาได้ยากบอกพี่มาเถิดจะจัดหามาให้” มเหสี “เสด็จพี่ ถ้าจะกรุณาหม่อมฉัน โปรดรับสั่งให้ประชุมนายพรานป่าทุกสารทิศเข้าประชุมกันที่ท้องพระโรง มีนายพรานป่าประมาณ ๖๐,๐๐๐ คนมาประชุมกัน พระเทวีเมื่อพระราชาเปิดโอกาส จึงตรัสว่า “ท่านนายพรานทั้งหลาย ฉันฝันเห็นช้างเผือก ที่งามีรัศมี ๖ ประการ ฉันต้องการงาคู่นั้น ถ้าไม่ได้ชีวิตฉันก็คงอยู่ไม่ได้ ขอให้พวกท่านนำมาถวายเถิด” พวกนายพรานทูลว่า “ขอเดชะอาญาไม่พ้นเกล้า ตั้งแต่เป็นพรานมาก็ไม่เคยได้ยินปู่ทวดกล่าวถึงพญาช้างเผือก งามีรัศมี ๖ ประการเลย ขอพระองค์ได้ตรัสบอกที่อยู่ของพญาช้างด้วยเถิดพะยะค่ะ” พระเทวีได้ตรวจดูพรานป่าทั้งหมด เห็นพรานป่าคนหนึ่งชื่อโสณุตระ มีเท้าใหญ่ เข่าโต หนวดดก เคราแดง ตาเหลืองเป็นสัญลักษณ์ของพรานผู้โหดร้าย จึงมีรับสั่งให้เข้าเฝ้าแล้วตรัสบอกทิศทางไปว่า “จากนี้ไปทางทิศเหนือ ข้ามภูเขา ๗ ลูก มีภูเขาสูงที่สุดลูกหนึ่งชื่อ สุวรรณปัสสคีรี เจ้าจงขึ้นไปบนภูเขาลูกนั้นมองดูตามเชิงเขา จะเห็นต้นไทรใหญ่ต้นหนึ่งมีกิ่งก้านสาขาหนาทึบมีพญาช้างเผือกเชือกหนึ่งอาศัยอยู่ มีงาสวยงามมาก มีบริวารอยู่มาก เจ้าจงระวังตัวให้ดี พวกมันระวังรักษาแม่แต่ธุลีก็ไม่ให้แตะต้องพญาช้างได้” นายพรานเกิดความกลัวตายทูลว่า “ข้าแต่พระเทวี พระแม่เจ้าทรงประสงค์จะฆ่าพญาช้าง เอางามาประดับหรือว่าจะให้พญาช้างฆ่าพวกนายพรานเสียกระมัง” พระเทวี “นายพราน..เรามีความริษยาและความน้อยใจเมื่อนึกถึงความหลัง ขอเพียงท่านทำตามคำของเรา จะได้บ้านส่วยเก็บภาษี ๕ ตำบล ไปเถิดอย่ากลัวเลย” พร้อมกับชี้แจงที่อยู่ของพญาช้างให้แจ่มแจ้งยิ่งขึ้น มอบทรัพย์ให้พันหนึ่งแล้วนัดให้มาอีก ๗ วัน แล้วรับสั่งช่างเหล็กให้ทำอาวุธ ช่างหนังให้ทำกระสอบหนังใส่สัมภาระ ในวันที่ ๗ นายพรานโสณุตระเข้าเฝ้าทูลอำลาเข้าป่าไป

นายพรานปีนยอดเขา ๗ ลูก จนเข้าไปถึงที่อยู่ของพญาช้างเห็นพญาช้างเผือกงามีรัศมี ๖ ประการ ลงอาบน้ำในสระอยู่ เมื่อถึงเวลากลางคืนจึงขุดหลุมสี่เหลี่ยมเพื่อใช้เป็นที่แอบดักยิงพญาช้างในเวลาใกล้รุ่ง คลุมร่างกายมิดชิดด้วยผ้าเหลืองแล้วลงไปยืนถือธนูมีลูกอาบยาพิษแอบอยู่ในหลุมนั้น รอการมาของพญาช้าง

วันนั้น พญาช้างได้พาบริวารออกหากินตามปกติ เมื่อลงอาบน้ำแล้วก็ขึ้นมายืนบนฝั่งใกล้หลุมนั้น ทันใดนั้นเองก็ร้องขึ้นสุดเสียงเมื่อถูกลูกศรของนายพราน ฝูงช้างได้ยินเสียงร้องของพญาช้างต่างตกใจวิ่งหนีเข้าป่าไป พญาช้างตัวเดียวเหลียวดูที่มาของลูกศรแล้วพลิกกระดานขึ้นเห็นนายพรานเท่านั้น คิดจะจับขึ้นมาฆ่าพอเห็นผ้าเหลืองพันกายนายพรานเท่านั้น ความโกรธก็หายไป ด้วยตระหนักว่า “ผ้าเหลืองคือธงชัยแห่งพระอรหันต์ บัณฑิตไม่ควรทำลาย ควรสักการะเคารพอย่างเดียวโดยแท้” จึงกล่าวเป็นคาถาว่า

“ผู้ใดยังไม่หมดกิเลส ปราศจากทมะ และสัจจะ ผู้นั้น ไม่ควรจะนุ่งห่มผ้าเหลือง ส่วนผู้ใดคลายกิเลสได้แล้วตั้งมั่นอยู่ในศีลประกอบด้วยทมะและสัจจะ ผู้นั้นแล ควรนุ่งห่มผ้าเหลือง”

แล้วถามนายพรานว่า “เพื่อนเอ๋ย ท่านยิงเราเพื่อต้องการอะไร เพื่อตนเอง หรือคนอื่นใช้ให้มาฆ่าเรา” นายพรานตอบว่า “พญาช้าง พระนางสุภัททามเหสีของพระเจ้ากาสีกราช ได้ทรงสุบินเห็นท่าน จึงใช้ให้ข้าพเจ้ามาเพื่อประสงค์งาทั้งคู่ของท่าน”

พญาช้างก็ทราบโดยทันทีถึงการผูกเวรของนางจุลลสุภัททา จึงกล่าวว่า “เพื่อนเอ๋ย พระนางสุภัททามิใช่จะต้องการงาทั้งสอง ของเราดอก ประสงค์จะฆ่าเราเท่านั้น ถ้าเช่นนั้นก็เชิญเถิดนายพราน จงหยิบเลื่อยมาตัดงาเราขณะที่ยังมีชีวิตอยู่เถิด”

นายพรานจึงใช้เลื่อยตัดงาทั้งคู่แล้วรับถือกลับเมืองไป พญาช้างมอบงาให้นายพรานแล้วตั้งจิตอธิษฐานให้ได้บรรลุพระสัพพัญญุตญาณ แล้วตั้งจิตเมตตาให้นายพรานเดินทางกลับเมืองด้วยความปลอดภัย แล้วก็ล้มลงขาดใจตาย

ฝ่ายนางช้างมหาสุภัททาพร้อมฝูงช้างวิ่งหนีไปได้ระยะทางหนึ่ง เมื่อไม่เห็นศัตรูตามมาก็พากันกลับเห็นพญาช้างสิ้นใจตายแล้ว ก็พากันร่ำไห้คร่ำครวญอยู่ ณ ที่ตรงนั้น ส่วนนายพรานก็นำงาทั้งคู่เข้าถวายพระนางสุภัททาพระนางรับคู่งาอันวิจิตรมีรัศมี ๖ ประการวางไว้ที่พระเพลาทอดพระเนตรดูงาของสามีสุดที่รัก เกิดความเศร้าโศกสลดในอย่างยิ่งทันใดนั้นเองดวงหทัยของพระนางก็ได้แตกสลายสวรรคตในวันนั้นเช่นกัน

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
อย่าคิดทำอะไรด้วยอารมณ์หุนหันพลันแล่น วู่วาม เพราะจะนำความเศร้าโศกเสียในมาให้ภายหลัง

นิทานชาดก เรื่อง พญาช้างยอดกตัญญู

นิทานชาดก เรื่อง พญาช้างยอดกตัญญู

ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภภิกษุผู้ลี้ยงมารดารูปหนึ่ง ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า…

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นพญาช้างเผือกขาวปลอด มีรูปร่างสวยงาม มีช้าง ๘๐,๐๐๐ เชือกเป็นบริวารเลี้ยงดูมารดาตาบอดอยู่ เมื่อพาบริวารออกหากินได้อาหารอันมีรสอร่อยแล้วก็จะส่งกลับมาให้มารดากิน แต่ก็ถูกช้างเชือกที่นำอาหารมากินเสียระหว่างทาง เมื่อกลับมาทราบว่ามารดาไม่ได้อาหารก็คิดจะละจากโขลงเพื่อเลี้ยงดูมารดาเท่านั้น ครั้นถึงเวลาเที่ยงคืนก็แอบนำมารดาหนีออกจากโขลงไปอยู่ที่เชิงเขาแล้วพักมารดาไว้ที่ถ้ำแห่งหนึ่ง ส่วนตนเองออกเที่ยวหาอาหารมาเลี้ยงดูมารดา

อยู่ต่อมาวันหนึ่ง มีพรานป่าชาวเมืองพาราณสีคนหนึ่งเข้าป่ามาแล้วหลงทางออกจากป่าไม่ได้จึงนั่งร้องไห้อยู่ พญาช้างพอได้ยินเสียงคนร้องไห้ด้วยความเมตตากรุณาในเขา จึงนำเขาออกจากป่าไปส่งที่ชายแดนมนุษย์ ฝ่ายนายพรานเมื่อพบช้างที่สวยงามเช่นนั้น ก็คิดชั่วร้าย “ถ้าเรานำความกราบทูลพระราชา เราจักได้ทรัพย์มากเป็นแน่แท้” ขณะอยู่บนหลังช้างได้หักกิ่งไม้่กำหนดไว้เป็นสัญลักษณ์

ในสมัยนั้น ช้างมงคลของพระราชาได้ตายลง พระราชาจึงมีรับสั่งให้ตีกลองร้องประกาศว่าใครมีช้างที่สวยงามขอให้บอก นายพรานนั้นได้โอกาสจึงรับสั้งให้นายควญช้างพร้อมด้วยบริวารติดตามนายพรานนั้นเข้าป่านำพญาช้างนั้นมาถวาย

นายควาญช้างเมื่อพบพญาช้างแล้วก็ถูกใจ ส่วนพญาช้างขณะนั้นกำลังดื่มน้ำอยู่ในสระ เมื่อเห็นนายพรานนั้นกลับมาพร้อมผู้คนอีกจำนวนมากก็ทราบถึงภัยมาถึงตัวแล้ว จึงกำหนดสติข่มความโกรธไว้ในใจยืนนิ่งอยู่ นายควาญช้างได้นำพญาช้างเข้าไปในเมือง พาราณสี ฝ่ายช้างมารดาของพญาช้าง เมื่อไม่เห็นลูกมาจึงคร่ำครวญคิดถึงลูกว่า “ลูกเราสงสัยถูกพระราชาหรือมหาอำมาตย์จับไปแล้วหนอ เมื่อไม่มีพญาช้างอยู่ ไม้อ้อยช้าง ไม้มูกมัน ไม้ช้างน้าว หญ้างวงช้าง ข้าวฟ่าง และลูกเดือย จักเจริญงอกงาม”

ฝ่ายนายควาญช้างในระหว่างทางขณะกลับเข้าเมืองได้ส่งสาส์นไปถึงพระราชาเพื่อตบแต่งเมืองให้สวยงาม เมื่อถึงเมืองแล้วก็ประพรมน้ำหอมพญาช้าง ประดับเครื่องทรงแล้วนำไปไว้ที่โรงช้างขึ้นกราบทูลพระราชา

พระราชาทรงนำอาหารอันมีรสเลิศต่าง ๆ มาให้พญาช้างด้วยพระองค์เอง พญาช้างคิดถึงมารดาจึงไม่กินอาหารนั้น พระองค์จึงอ้อนวอนมันว่า “พญาช้างตัวประเสริฐเอ๋ย เชิญพ่อรับคำข้าวเถิดเจ้ามีภารกิจมากมายที่ต้องทำ” พญาช้างพูดลอย ๆ ขึ้นว่า “นางช้างผู้กำพร้า ตาบอดไม่มีผู้นำทาง คงสะดุดตอไม้ล้มลงตรงภูเขาเป็นแน่” พระราชาตรัสถามว่า “พญาช้าง… นางช้างนั้นเป็นอะไรกับท่านหรือ” พญาช้าง “นางเป็นมารดาของข้าพระองค์เอง” พระราชาเมื่อฟังแล้วเกิดความสลดใจมีรับสั่งให้ปล่อยพญาช้างว่า “พญาช้างนี้เลี้ยงดูมารดาตาบอดอยู่ในป่า ท่านทั้งหลายปล่อยมันกลับไปเถิด”

พญาช้างเมื่อถูกปล่อยให้อิสระพักอยู่หน่อยหนึ่งแล้วแสดงธรรมต่อพระราชาว่า “มหาราชเจ้า ขอพระองค์จงอย่าเป็นผู้ประมาทเถิด” แล้วได้กลับไปยังที่อยู่ของตน ได้นำน้ำในสระไปรดตัวมารดาที่นอนร่างกายผ่ายผอมเพราะไม่ได้อาหารมาแลัว ๗ วัน เป็นอันดับแรก

ฝ่ายช้างมารดาเมื่อถูกน้ำราดตัวเข้าใจว่าฝนตกจึงพูดขึ้นว่า “ฝนอะไรนี่ตกไม่เป็นฤดู ลูกเราไม่อยู่เสียแล้ว” พญาช้างจึงพูดปลอบใจมารดาว่า “แม่.. เชิญลุกขึ้นเถิดลูกของแม่มาแล้ว พระราชาผู้ทรงธรรมให้ปล่อยมาแล้วละ” นางช้างดีใจมากได้อนุโมทนาแก่พระราชาว่า “ขอให้พระองค์ทรงพระชนม์ยืนนาน เจริญรุ่งเรืองเถิดที่ได้ปล่อยลูกของข้าพระองค์คืนมา”

ฝ่ายพระราชาทรงเลื่อมใสในพญาช้าง จึงมีรับสั่งให้ตั้งอาหารไว้เพื่อพญาช้างและมารดาเป็นประจำ ตั้งแต่วันที่ปล่อยพญาช้างไปและรับสั่งให้สร้างรูปเหมือนพญาช้างจัดงานฉลองช้างขึ้นเป็นประจำทุกปี พญาช้างเมื่อมารดาเสียชีวิตแล้วก็ได้อยู่อุปัฏฐากคณะฤๅษี ๕๐๐ ตน จนตราบเท่าชีวิต

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
ความกตัญญูกตเวทีเลี้ยงดูมารดา บิดาเป็นบุญกุศลอันยิ่งใหญ่ แม้พระราชาก็ทรงบูชาผู้นั้น