นิทานอีสป เรื่อง ขนนก

นิทานอีสป เรื่อง ขนนก

นกนางแอ่นและนกกาถกเถียงกันว่าระหว่างมันทั้งสอง ใครจะงดงามกว่ากัน ในที่สุดนกกาก็ยุติการโต้แย้งดังกล่าว โดยพูดว่า

ขนของเจ้าจะขึ้นดกและสวยงามเพียงแต่ในฤดูร้อนเท่านั้น แต่ขนของข้าจะปกป้องความหนาวเย็นให้ข้าทุกฤดูหนาวทีเดียว



นิทานอีสป เรื่อง ความคิดของนกต่อ

นิทานอีสป เรื่อง ความคิดของนกต่อ

นักจับนกคนหนึ่งกางตาข่ายดักนกออก และนำนกพิราบเชื่อง ๆ จำนวนหนึ่งไปผูกไว้กับตาข่ายนั้น จากนั้นก็เดินไปหลบอยู่ในระยะไกลพอสมควรและคอยดูว่าจะมีสิ่งใดเกิดขึ้น

สักครู่หนึ่งมีนกพิราบป่าจำนวนหนึ่งบินมาที่ตาข่ายดักนกนั้น และเข้าไปติดอยู่ในช่องตาข่าย นักจับนกจึงรีบวิ่งไปที่ตาข่ายและเริ่มดึงนกเหล่านั้นออกมาจากตาข่าย

พวกนกที่ติดตาข่ายอยู่ต่างตัดพ้อต่อว่านกพิราบทั้งหลายที่เป็นนกต่อ ว่าไม่ตักเตือนเมื่อเห็นบรรดาญาติพี่น้องของตนกำลังเดินเข้าไปตาข่ายดักนก

ในสภาพของเรา นกต่อทั้งหลายตอบ การหลีกเลี่ยงไม่ทำให้นายของเราขุ่นเคืองใจเป็นสิ่งที่สำคัญกว่าการได้รับคำขอบคุณจากญาติพี่น้องของเราเอง



นิทานอีสป เรื่อง นกเตือนสติหนู

นิทานอีสป เรื่อง นกเตือนสติหนู

วันหนึ่ง งูพิษตัวหนึ่งเลื้อยเข้าไปในบริเวณรูหนูที่โคนต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง หนูทั้งหลายในที่นั้นตกใจและหวาดกลัวยิ่งนัก ต่างพากันเอะอะโวยวายและวิ่งชุลมุนไปมาพลางร้องว่า

มันมาจากไหน งูพิษตัวนี้มาจากไหน ใครรู้บ้างว่ามันมาจากไหน

ขณะที่เกิดความโกลาหลวุ่นวายกันอยู่นั้นเอง งูก็ได้โอกาสกัดหนูกินอย่างง่ายดายทันที นกตัวหนึ่งซึ่งอาศัยอยู่บนต้นไม้นั้นเห็นเหตุการณ์ตั้งแต่ต้น จึงร้องตะโกนบอกพวกหนูลงมาว่า

มันมาจากไหนไม่สำคัญ ไม่ว่ามันมาจากไหน มันก็คืองูร้ายจะเป็นอะไรอื่นไปไม่ได้ สิ่งที่พวกเจ้าควรสนใจและเห็นว่าสำคัญก็คือทันทีที่เห็นงูร้ายมา พวกเจ้าควรพากันหนีไป แทนที่จะมัวเอะอะโวยวายและวิ่งชุลมุนอยู่ให้งูจับกิน

เมื่อหนูทั้งหลายได้ฟังเช่นนั้นก็ได้สติ จึงพากันเผ่นหนีไปทุกทิศทุกทาง

นิทานอีสป เรื่อง ต้นไม้ใหญ่และพงไม้หนาม

นิทานอีสป เรื่อง ต้นไม้ใหญ่และพงไม้หนาม

นกตัวหนึ่งบินมาเกาะอยู่บนกิ่งไม้ของต้นไม้ต้นหนึ่ง เพราะหมายจะทำรังอยู่ที่นั่น เมื่อเหลือบมองลงไปที่โคนต้นไม้ใหญ่ต้นนั้น มันก็เห็นว่ามีพงไม้หนามขึ้นล้อมรอบโคนต้นไม้อยู่เต็มไปหมด

นกจึงบินลงไปหาต้นไม้หนามเล็ก ๆ เหล่านั้นและถามว่า ทำไมพวกเจ้าถึงพากันมาขึ้นอยู่ที่โคนต้นไม้ใหญ่เช่นนี้ล่ะ

ต้นไม้หนามเหล่านั้นตอบว่า พวกข้าจำเป็นต้องอาศัยร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ในฤดูร้อน หากพวกข้าไปขึ้นอยู่กลางแจ้งในฤดูร้อนแล้ว แสดงแดดอันร้อนแรงก็จะแผดเผาพวกข้าตายหมด

นกจึงบินขึ้นไปถามต้นไม้ใหญ่ต้นนั้นว่า ท่านไม่รู้สึกรำคาญบ้างหรือจึงปล่อยให้พงไม้หนามขึ้นล้อมรอบโคนต้นของท่านเช่นนี้

ต้นไม้ใหญ่ตอบว่า ไม่เลย พงไม้หนามเหล่านี้มีประโยชน์ต่อข้ามาก พวกมันเป็นเครื่องป้องกันไม่ให้สัตว์ต่าง ๆ มากัดแทะรากของข้า

นิทานอีสป เรื่อง แหย่จนได้เรื่อง

นิทานอีสป เรื่อง แหย่จนได้เรื่อง

วันหนึ่ง หลังจากจระเข้ตัวใหญ่ตัวหนึ่งกินอาหารเช้าจนอิ่มหนำสำราญแล้วก็โผล่ขึ้นมาอ้าปากเกยตลิ่งอยู่ตามเคย แล้วนกน้อยตัวหนึ่งก็บินเข้าไปเกาะฟันจระเข้และจิกอาหารตามซอกฟันกินตามเคยเช่นเดียวกัน

แต่วันนี้มีนกแปลกหน้าสามตัวบินเข้าไปในปากจระเข้ แล้วจิกกินอาหารอื่น ๆ ที่ติดซอกฟันอยู่อย่างไม่เกรงใจ ทั้งกระโดดเล่นไปมาจากฟันซี่หนึ่งไปยังอีกซี่หนึ่งราวกับว่าฟันเหล่านั้นเป็นตอไม้ ซ้ำร้ายยิ่งกว่านั้นยังกินพลางถ่ายพลางอีกด้วย

ครั้นนกน้อยเห็นดังนั้นจึงเตือนนกทั้งสามว่าอย่าทำความรำคาญให้จระเข้โดยการถ่ายมูลไว้ แต่พวกมันกลับไม่พอใจและช่วยกันขับไล่ผู้หวังดีออกไปจากปากจระเข้เสีย

เมื่อยึดพื้นที่ภายในปากจระเข้ได้แล้ว นกเกเรเหล่านั้นก็กระโดดเต้นกันอย่างสำเริงสำราญ ทะเลาะและหัวเราะกันเสียงดังลั่นราวกับปากจระเข้เป็นโพรงไม้ที่พวกมันอาศัยอยู่

ตามปกติจระเข้ตัวนี้มีความอดทนยิ่งนัก ทั้งยังรักและเอ็นดูเจ้านกน้อยซึ่งอ่อนน้อมถ่อมตนมาก มันพยายามอดทนกับเหตุการณ์เลวร้ายที่กำลังเกิดขึ้นภายในปากของมันจนไม่สามารถอดทนต่อไปได้แล้ว ในที่สุดความอดทนนั้นก็ผันแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธจัด

ฉับพลันนั้น จระเข้ก็หุบปากของมัน แล้ววิญญาณของนกเกเรทั้งสามตัวก็โบยบินออกจากร่างของพวกมันไปในทันที

นิทานอีสป เรื่อง มดขี้เกียจ

นิทานอีสป เรื่อง มดขี้เกียจ

ขณะที่มดทั้งหลายกำลังทำงานกันอย่างขยันขันแข็งนั้นเอง มดขี้เกียจตัวหนึ่งได้หลบเลี่ยงออกจากรังใต้ดินของมันแล้วไต่ขึ้นไปนอนอยู่บนต้นไม้ใกล้ ๆ ในไม่ช้ามันก็สึกรำคาญที่ต้องนอนนิ่งเงียบอยู่ตลอดเวลา มันเกียจคร้านในการทำงานเท่านั้น แต่มิได้เกียจคร้านในการหาความสนุกสนาน จึงไต้ต้นไม้ขึ้นไปเรื่อย ๆ

ในที่สุดมดขี้เกียจก็เห็นลูกนกเกิดใหม่หลายตัวกำลังนอนหลับสบายอยู่ในรัง มันรู้สึกสนุกสนานขึ้นมาทันที จึงคิดจะกัดลูกนกเหล่านั้นให้ตื่นขึ้นมาและพากันร้องลั่น ทั้ง ๆ ที่พ่อแม่ของมันเคยพร่ำสอนอย่างมากมายว่าอย่าได้เข้าไปใกล้ลูกนกเกิดใหม่เพราะอาจถูกพ่อนกแม่นกทำอันตรายถึงชีวิตได้

ฉับพลันที่นกขี้เกียจกัดลูกนกตัวแรกจนตกใจร้อง แม่นกซึ่งกำลังบินไปจากต้นไม้ก็พุ่งตัวกลับมาที่รังของมัน แต่เมื่อเห็นว่าอะไรกำลังเกิดขึ้นกับลูกนก ก็จิกมดกินเสียในพริบตา

นิทานอีสป เรื่อง ขอยืมขนแต่งตัว

นิทานอีสป เรื่อง ขอยืมขนแต่งตัว

พระมหาเทพจูปิเตอร์ทรงต้องพระประสงค์ที่จะแต่งตั้งราชานกเพื่อให้ทำหน้าที่ปกครองนกทั้งหลาย พระองค์ทรงนัดวันที่ให้นกทั้งมวลมาชุมนุมกันโดยพร้อมเพรียงกันเพื่อจะทรงเลือกนกที่สวยงามที่สุดเป็นราชานก

ด้วยเหตุนี้ นกทุกตัวจึงบินไปที่ฝั่งแม่น้ำสายหนึ่งและเริ่มแต่งตัวอย่างประณีตเพื่อให้ดูงดงามที่สุด นกเจ็คดอร์ตระหนักดีว่ามันเป็นนกที่มีรูปร่างหน้าตาแสนจะธรรมดา จึงคอยเก็บขนที่นกชนิดอื่นสลัดทิ้งไว้ แล้วนำมาแซมไว้เต็มตัวเพื่อให้ตัวเองกลายเป็นนกที่สวยงามที่สุด

เมื่อถึงวันนัด นกทั้งหลายรวมทั้งนกแจ็คดอร์ซึ่งมีขนหลากสีแสนสวยก็เข้าแถวเดินผ่านพระมหาเทพเพื่อให้พระองค์ทรงเลือกขณะที่พระมหาเทพกำลังจะทรงพระราชทานตำแหน่งราชานกให้แก่นกแจ็คดอร์เนื่องจากมันมีรูปร่างหน้าตาสะดุดตามากที่สุด นกตัวอื่น ๆ ต่างพากันมารุมถอนขนของตัวคืนไปจากตัวนกแจคดอร์

ผลสุดท้าย นกแจคดอร์ก็ถูกถอนขนที่มันเอามาแซมตัวกลับไปหมด แล้วมันก็กลายเป็นนกแจคดอร์ที่มีรูปร่างหน้าตาแสนจะธรรมดาเหมือนเดิม

นิทานอีสป เรื่อง หมดโอกาส

นิทานอีสป เรื่อง หมดโอกาส

เมื่อถึงฤดูทำนา ชาวนาจะหว่านเมล็ดข้าวลงในนา นกทั้งหลายจึงมีอาหารกินกันมากมายในช่วงนี้

นกตัวหนึ่งเป็นนกฉลาด มันเฝ้าสังเกตเหตุการณ์ในนามาหลายแห่งแล้วและพบว่า หากนกทั้งหลายลงไปจิกกินเมล็ดข้าวในช่วงนี้คงจะไม่มีอันตราย จึงป่าวประกาศให้ฝูงนกรู้ทั่วกัน

แต่นกทั้งหลายก็ลังเลอยู่จนกระทั่งเมล็ดข้าวแตกเป็นต้นอ่อน นกฉลาดตัวนี้ก็ยังอุตส่าห์เตือนเพื่อนนกด้วยกันอีกว่าให้รีบสะสมอาหารเสียแต่ตอนนี้ มิฉะนั้นจะหมดโอกาส

แต่นกทั้งหลายก็ยังผลัดวันประกันพรุ่งอยู่อีก ในที่สุดต้นข้าวก็ออกรวง ชาวนาจึงเอาตาข่ายมาขึงไว้เพื่อกันนกมาจิกกินรวงข้าว

ครั้งนี้ นกทั้งหลายเห็นว่าพวกตนควรรีบหาอาหารมาเก็บไว้กินได้แล้ว จึงพากันบินไปหมายจะจิกกินรวงข้าวเหลืองอร่าม แต่แล้วกลับพากันไปติดตาข่ายของชาวนา และต้องตายเพราะมัวแต่ผัดวันประกันพรุ่งอยู่ ไม่เชื่อคำแนะนำตักเตือนของนกฉลาดนั่นเอง

นิทานอีสป เรื่อง นกยูงจองหอง

นิทานอีสป เรื่อง นกยูงจองหอง

เมื่อนกน้อยตัวหนึ่งเห็นนกยูงตัวหนึ่งบินไปเกาะที่ต้นไม้ใหญ่จึงร้องบอกด้วยความหวังดีว่า

นกยูงจ๋า มีงูตัวใหญ่อยู่บนต้นไม้ รีบบินหนีไปจากที่นั่นเถอะจ้ะ บินหนีไปเสียก่อนที่จะกลายเป็นอาหารของงูพิษตัวนั้นนะจ๊ะ

เมื่อนกยูงผู้จองหองและเย่อหยิ่งในความงามและสกุลรุนชาติของตนได้ยินเจ้านกน้อยพูดเช่นนั้นก็นึกในใจว่า

อนิจจา เจ้านกน้อยผู้ต้อยต่ำปราศจากความงามใด ๆ ในชีวิตของข้านกยูงผู้สูงส่ง ข้าไม่เคยปรารถนาจะได้ยินหรือยอมรับฟังถ้อยคำของสัตว์รูปทรามต่ำต้อยกว่าข้าเลย ข้าไม่เคยพูดจาหรือแม้แต่ปรารถนาจะพูดจากับสัตว์น่ารังเกียจเช่นเจ้า

นกยูงจึงแสร้างทำเป็นไม่ได้ยินคำพูดของนกน้อยตัวนั้น ส่วนนกน้อยก็เข้าใจว่านกยูงไม่ได้ยินเสียงมัน จึงร้องบอกอย่างสุดเสียงอีกครั้งแล้วครั้งเล่า เร่งเร่าให้นกยูงบินไปจากต้นไม้ใหญ่ แต่นกยูงก็ยังนิ่งเฉยอยู่

ในที่สุดนกยูงจองหองก็กลายเป็นอาหารโอชะของงูใหญ่ตัวนั้นไป

นิทานอีสป เรื่อง หนีไม่ทัน

นิทานอีสป เรื่อง หนีไม่ทัน

ชายคนหนึ่งจับนกแจ็คดอร์ได้ตัวหนึ่ง เขาเอาเชือกเส้นหนึ่งผู้ไว้ที่ขาข้างหนึ่งของมัน แล้วให้นกตัวนี้เป็นสัตว์เลี้ยงแก่เด็ก ๆ แต่นกแจ็คดอร์ไม่ชอบอยู่กับมนุษย์เลย ดังนั้นหลังจากนั้นระยะหนึ่ง เมื่อมันดูเหมือนเชื่องพอสมควรแล้วและเด็ก ๆ ไม่ได้เฝ้าดูมันอย่างใกล้ชิดพอ นกแจ็คดอร์ก็หลบหนีออกมาบินมุ่งกลับไปยังที่อยู่ของมัน

ช่างเคราะห์ร้ายเสียกระไรนี่ที่เชือกเส้นนั้นยังผูกติดอยู่กับขาของมัน ในไม่ช้าเชือกก็พันกันยุ่งกับกิ่งก้านของต้นไม้ต้นหนึ่งและนกแจคดอร์ก็ไม่สามารถทำตัวให้เป็นอิสระได้ไม่ว่าจะพยายามดิ้นรนเท่าใดก็ตาม

นกแจคดอร์รู้ดีว่าทุกสิ่งทุกอย่างสิ้นสุดลงแล้วสำหรับมันจึงร้องด้วยความสิ้นหวังว่า อนิจจา เพื่อให้ได้อิสรภาพมาข้าต้องสูญเสียชีวิตไป