นิทานอีสป เรื่อง นักจับนกและงูพิษ

นิทานอีสป เรื่อง นักจับนกและงูพิษ

นักจับนกคนหนึ่งเดินแบกตาข่ายดักนกและกิ่งไม้จำนวนหนึ่งออกไปดักนก เมื่อเห็นนกทรัชตัวหนึ่งเกาะอยู่บนต้นไม้ก็ต้องการจับมัน นักจับนกเลือกกิ่งไม้ที่มีความยาวพอเหมาะกับที่ต้องการใช้ เขาจ้องมองเจ้านกอย่างเขม็ง ความคิดทั้งหมดของเขาพุ่งไปที่มัน

ขณะที่มัวแต่สนใจมองข้างบน นักจับนกหารู้ตัวไม่ว่าตัวเองกำลังเหยียบงูพิษตัวหนึ่งที่กำลังนอนหลับอยู่ไว้ใต้เท้า งูพิษตัวนั้นหันหัวมาทางเขาแล้วฉกเขาอย่างแรง ขณะที่นักจับนกล้มลงเขาร้องว่า ข้าเคราะห์ร้ายเหลือเกิน ขณะที่ข้าหมายล่าเอาชีวิตผู้อื่น ข้ากลับไม่รู้ว่าตัวเองกำลังตกอยู่ในหลุมพรางของความตาย

นิทานคลาสสิกอมตะ เรื่อง บาทหลวงกับเสียงเพลงนก

นิทานคลาสสิกอมตะ เรื่อง บาทหลวงกับเสียงเพลงนก

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ยังมีบาทหลวงรูปหนึ่งชื่อว่าเฟลิกซ์อาศัยอยู่ในวัดประจำหมู่บ้านแห่งหนึ่ง วันหนึ่งได้ท่องเที่ยวไปในป่าเพื่ออ่านหนังสือและสวดมนต์ภาวนา ในหนังสือที่ท่านถือไป ท่านได้อ่านบทเพลงแห่งชีวิตตอนหนึ่งความว่า

เวลาคล้อยเคลื่อนไปช้านานถึงพันปี คิดให้ดีแล้วเหมือนเพิ่งผ่านไปวันวานนี้เอง และเหมือนกับอยู่ยามกลางคืนเพียงคืนเดียว

แสดงอาทิตย์ส่องลอดหมู่แมกไม้ใหญ่น้อย ขับไล่ป่าอันมืดสลัวออกไป ดอกไม้ป่าและเถาไม้เลื้อยส่งกลิ่นหอมระรื่น ในฤดูร้อน ต้นไม้ใหญ่น้อยไกวกิ่งก้านสาขาไปมาราวกับจะกระซิบกระซาบความหวังดีต่อกัน

ในท่ามกลางสิ่งดังกล่าว บาทหลวงเฟมิกซ์มิได้เอาใจใส่เลยแม้แต่น้อย คงตั้งหน้าตั้งตาขบคิดถ้อยคำที่ได้อ่านจากบทเพลงแห่งชีวิตด้วยความไม่เข้าใจว่า สำหรับพระเจ้าแล้ว ทำไมเวลาพันปีจึงเหมือนวันเดียว

ขณะกำลังคิดอยู่อย่างลืมตัวนี่เอง บาทหลวงก็ได้ยินเสียงนกเล็ก ๆ สีขาวราวหิมะส่งเสียงร้องเพลงอยู่อย่างร่าเริง โผบินไปมาจากต้นนี้ไปต้นนั้น

ไม่เคยเห็นนกอะไรสวยอย่างนี้มาก่อนเลย บาทหลวงเฟลิกซ์อุทาน จากนั้นก็เดินตามนกตัวนั้นไป นกนั้นส่งเสียงร้องเพลงที่ไพเราะแจ่มใส ราวกับความไพเราะของพิณพันสายบรรเลงเสียงใสเป็นทำนองหวานเจี้ยวแจ้วระรื่นหู หนังสือในมือของบาทหลวงเฟลิกซ์ร่วงหล่นจากมือโดยไม่รู้ตัว

กระทั่งจะตัวตกดิน ท้องฟ้ามืดลงทุกที เสียงเจื้ยวแจ้วของนกน้อยค่อย ๆ แผ่นเบาลงบาทหลวงรู้ตัวดีว่าถึงเวลาที่จะต้องกลับโบสถ์ จึงเดินกลับด้วยอาการเศร้าซึม เพราะคิดว่าจะไม่ได้ฟังเสียงอันไพเราะเช่นนี้ต่อไปอีกแล้วไม่ยอมนึกถึงเรื่องอื่นใดเลย แต่แทนที่จะได้ยินเสียงนก บาทหลวงก็ได้ยินเสียงระฆังโบสถ์บอกเวลาที่จะต้องสวยมนต์ภาวนาแล้ว จึงรีบสาวเท้าเพื่อให้ถึงโบสถ์เร็ว ๆ

ขณะที่เดินมใกล้บริเวณวัดซึ่งเคยอยู่มาหลายปี ท่านไม่ล่วงรู้เลยว่าขณะนี้ทุกสิ่งทุกอย่างได้เปลี่ยนแปลงไปหมด มีคนหน้าใหม่ ๆ ที่ประตู เสียงเพลงในโบสถ์ก็ไม่เหมือนเสียงที่เคยได้ยินมาก่อน สิ่งที่คุ้นตาที่พอจะจำได้คือ ยอดโบสถ์หินสีเทา ๆ และหอระฆังเท่านั้น

เอ๊ะ! นี่อะไรกัน มีอะไรเกิดขึ้นหรือ? ก็เมื่อเช้าฉันเข้าไปในป่าไปอ่านหนังสือและสวดมนต์ภาวนา ทำไมจึงเปลี่ยนปลงไปหมดเช่นนั้น บาทหลวงเฟลิกซ์ถามบาทหลวงที่ออกมาเปิดประตูรับ ฉันมองไม่เห็นใครที่เคยรู้จักเลย

ฉันอยู่ที่นี่มาเกือบครึ่งศตวรรษแล้ว บาทหลวงนั้นตอบ แต่ก็ไม่เคยเห็นหน้าท่านมาก่อนเลย ท่าเป็นคนแปลกหน้าของที่นี่อย่างแน่นอน แม้ว่าเครื่องแต่งตัวของท่านกับพวกเราจะเป็นนิกายเดียวกัน

เฟลิกซ์พูดเหมือนคนที่เพิ่งตื่นจากความฝัน ก็เมื่อเช้านี้ ฉันยังเข้าป่าไปตามลำพังเพื่ออ่านหนังสือและสวดมนต์ภาวนา ฉันยังอ่านถ้อยคำในหนังสือว่า

เวลาคล้อยเคลื่อนไปช้านานถึงพันปี คิดให้ดีแล้วเหมือนเพิ่งผ่านไปวันวานนี้เอง และเหมือนกับอยู่ยามกลางคืนเพียงคืนเดียว

ฉันอ่านถ้อยคำนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยความเชื่อถือ แม้จะไม่เข้าใจนัก และทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงไพเราะของนกเล็ก ๆ สีขาวราวหิมะร้องเพลงเจื้ยวแจ้วอยู่ ฉันยังเดินตามนกที่โผบินจากต้นไม้ต้นนี้ไปต้นนั้นไปต้นโน้น จนกระทั่งได้ยินเสียงระฆังวัดดังกังวานบอกเวลาสวดมนต์ จึงได้รีบกลับมาที่นี่ แต่พอกลับมาแล้ว เหมือนไม่ใช่ที่เดิมซึ่งเคยพำนักอยู่ ที่ว่าเพียงชั่วครู่หนึ่งคงจะต้องเป็นหลายชั่วโมงทีเดียว

ไม่ใช่หลายขั่วโมง หลายปีต่างหาก บาทหลวงรูปที่มีอายุมากที่สุดกล่าวขึ้น แล้วท่านก็นึกออกว่า เมื่อท่านได้เข้ามาบวชได้ห้าสิบปีมาแล้ว ท่านได้ฟังเรื่องเก่าแก่จากวัดว่า มีบาทหลวงรูปหนึ่ง ชื่อเฟลิกซ์ออกจากวัดเข้าไปในป่าในเช้าวันหนึ่ง แล้วหายไปยังไม่กลับมาจนบัดนี้

บาทหลวงองค์นั้นมองดูบาทหลวงเฟลิกซ์แล้วคิดว่า ท่านผู้แปลกหน้านี่คงจะเป็ฯบาทหลวงเฟลิกซ์แน่ ในหนังสือโบราณเก่าแก่สีน้ำตาล ซึ่งเป็นบัญชีชื่อของบาทหลวงเก่า ๆ ที่มรณะไปแล้ว มีข้อความปรากฎเป็นพยานอยู๋ในบันทึกบ่งชัดว่า เป็นดังเช่นที่บาทหลวงชราผู้นี้คาดคิดไว้

บันทึกมีว่า วันหนึ่งเมื่อร้อยกว่าปีมาแล้ว มีบาทหลวงชื่อว่า เฟลิกซ์ ได้ออกจากวัด เพื่อไปอ่านหนังสือและสวดมนต์ภาวนาในป่า แล้วได้หายไปเป็นเวลาช้านาน ไม่ได้รับข่าวคราว น่าจะเสียชีวิตแล้ว

ตั้งร้อยกว่าปีเลยหรือนี่ เฟลิกซ์อุทานด้วยความประหลาดใจ พระเจ้าโปรดประทานความสุขอันยืดยาวเช่นนั้นให้ฉันเถิด แต่ฉันรู้สึกเหมือนกับว่าเวลาผ่านไปเพียงวันเดียว

แล้วบาทหลวงเฟลิกซ์ก็ก้มศีรษะลงสวดมนต์ ท่านรู้แล้วว่าขณะฟังเสียงเพลงอันไพเราะจากนกน้อยสีขาวราวหิมะตัวนั้น เวลาผ่านไปถึงร้อยปีเศษ บาทหลวงเฟลิกซ์ได้รับรู้ความหมายที่แท้จริงของบทเพลงแห่งชีวิตนั้นอย่างแจ่มแจ้งแล้วด้วยประการฉะนี้

นิทานเวตาล เรื่องที่ 3 นกแก้วชื่อ วิทัคธจูฑามณี กับนกขุนทองชื่อ โสมิกา

นิทานเวตาล เรื่องที่ 3 นกแก้วชื่อ วิทัคธจูฑามณี กับนกขุนทองชื่อ โสมิกา

เวตาลถูกจับครั้งที่ 3 และได้เล่านิทานให้แก่พระราชาฟังในระหว่างการเดินทาง มีเนื้อหา ดังนี้

พระวีรกษัตริย์ตริวิกรมเสนเสด็จกลับไปที่ต้นอโศกอีกครั้งหนึ่งเพื่อจับตัวเวตาลเอามา ณ ที่นั้นได้แลเห็นซากศพที่มันสิงอยู่ห้องหัวบนกิ่งอโศก จึงปีนขึ้นไปจับตัวมันพาดไหล่ แล้วเสด็จกลับไปตามทางเดิม ระหว่างทางอันเงียบสงัด เวตาลได้ถือโอกาสกล่าวขึ้นว่า “ข้าแต่วิศามบดี” ข้ารู้สึกประหลาดใจมากที่แลเห็นพระองค์สู้ทนความลำบากเสด็จกลับไปมากลับมาหลายเที่ยว เพื่อจะทำธุระให้แก่คนอื่นโดยใช่เหตุ ข้าจึงคิดว่าจะเล่านิทานสนุก ๆ สักเรื่องหนึ่งถวาย เพื่อเป็นเครื่องปลอบพระทัย ขอทรงฟังเถิด”

แต่ปางบรรพ์มีพระนครอันใหญ่และสวยงามชื่อปาฏลีบุตร มีพระมหากษัตริย์องค์หนึ่ง ทรงนามว่าพระเจ้าวิกรมเกศริน ซึ่งทรงมีคุณธรรมอันไพศาล พอ ๆ กับท้องพระคลังของพระองค์ซึ่งอุดมด้วยมณีรัตนนับไม่ถ้วน พระองค์มีนกแก้วตัวหนึ่ง ซึ่งมีความเฉลียวฉลาดอย่างอัศจรรย์ราวกับเทพยดาเข้าดลใจแลมีความชำนิชำนาญในศาสตร์ทั้งปวง เหตุที่มันต้องมาเกิดเป็นนกในชาตินี้ก็เพราะมันถูกสาปด้วยเรื่องใดเรื่องหนึ่ง นกแก้วตัวนี้มีชื่อว่าวิทัคธจูฑามณี มันได้ทูลแนะนำพระองค์ให้อภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงผู้ทรงศักดิ์แห่งแคว้นมคธชื่อจันทรประภา เจ้าหญิงเองก็ทรงเลี้ยงนกไว้เป็นคู่พระทัยตัวหนึ่งเป็นนกขุนทองตัวเมียมีชื่อว่า โสมิกา เป็นนกที่เจนจบในวิชาการต่าง ๆ ทั้งนกแก้วและนกขุนทองถูกเลี้ยงไว้ในกรงทองกรงเดียวกันราวกับเป็นคู่ผัวเมียฉะนั้น

วันหนึ่งนกแก้วเกิดความกำหนัดในนางนกโสมิกาจึงกล่าวแก่นางว่า “มาแต่งงานกับข้าเถิด เจ้ารูปงาม ไหน ๆ เราก็หลับนอนและได้รับการเลี้ยงดูในกรงเดียวกันแล้ว”

นางนกขุนทองได้ฟังก็ตอบว่า “อย่าเลย ข้าไม่เคยพิศวาสในผู้ชายหน้าไหนทั้งนั้น เพราะขึ้นชื่อว่าผู้ชายแล้วล้วนแต่ชั่วช้าและใจร้าย” ทั้งสองต่างก็โต้เถียงกันอย่างไม่ลดละ ในที่สุดเกิดท้าทายและพนันกันว่า ถ้านกแก้วชนะจะได้นกขุนทองเป็นเมีย และถ้านางนกขุนทองชนะ นกแก้วจะต้องกลายเป็นทาสของนางตลอดไป เมื่อตกลงกันดังนี้แล้วก็พากันไปเฝ้าเจ้าชาย ทูลเรื่องให้ฟังและขอให้ตัดสินอย่างยุติธรรม ขณะนั้นเจ้าชายประทับอยู่ในท้องพระโรงธารกำนัลของพระราชบิดา เมื่อได้ฟังคดีวิวาทของนกทั้งสอง จึงตรัสแก่นางนกโสมิกาว่า “เจ้าจงเล่าให้ข้าฟังสิว่า เหตุใดจึงว่าผู้ชายเป็นคนอกตัญญู”

นางนกได้ฟังดังนั้นก็กล่าวว่า “ขอทรงฟังเถิด” แล้วก็ลงมือเล่าเรื่องประกอบข้อกล่าวหาของตนดังต่อไปนี้

(เรื่องแทรกของนางนกโสมิกา)
พระเจ้าข้า ในสมัยโบราณมีพระนครชื่อ กามันทกี ในเมืองนี้มีพ่อค้าคนหนึ่งร่ำรวยมาก มีชื่อว่า อรรถทัตต์ พ่อค้ามีลูกชายอยู่เพียงคนเดียวชื่อ ธนทัตต์ เมื่อไวศยะผู้เศรษฐีถึงแก่กรรมลง ลูกขายก็ใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่าย ผลาญทรัพย์ที่มีอยู่แม้มากมายมหาศาลให้หดเหี้ยนไป ธนทัตต์คบเพื่อนที่ล้วนแต่ชั่วช้าเลวทราม ซึ่งคนชั่วเหล่านี้ได้ชักจูงให้เขาประพฤติชั่วต่าง ๆ มีการเล่นการพนันและอื่น ๆ ต่อมามิช้าทรัพย์สมบัติก็มลายไปหมด ชายหนุ่มมีความละอายที่กลายเป็นคนยากจนเพราะรักษาสมบัติของตัวเองไม่ได้ จึงละถิ่นฐานบ้านเรือนออกตุหรัดตุเหร่ไปในดินแดนต่าง ๆ

ในระหว่างทางที่ผ่านไป ชายหนุ่มมาถึงเมืองแห่งหนึ่ง ชื่อจันทนปุระ และบังเกิดความหิวโหยเหนื่อยล้าเป็นอย่างยิ่ง จึงเข้าไปในบ้านนายวาณิชผู้หนึ่งเพื่อขออาหารกิน และราวกับโชคบันดาลให้เป็นไป เผอิญพ่อค้าผู้นั้นไม่มีบุตรชายและเห็นธนทัตต์เป็นชายหนุ่มรูปงามท่าทางเป็นผู้ดีมีสกุล ก็บังเกิดความสนใจ จึงไต่ถามเรื่องราวความเป็นมาของเขา เมื่อได้ทราบว่าเป็นไวศยะเหมือนกับตน นายวาณิชผู้เฒ่าก็รู้สึกยินดีจึงรับชายหนุ่มไว้เป็นบุตรบุญธรรม และยกธิดาชื่อรัตนวลีให้เป็นภรรยาอีกด้วย ธนทัตต์ก็อยู่บ้านพ่อตามีความสุขสำราญตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

กาลเวลาผ่านไป ธนทัตต์ผู้อยู่บ้านพ่อตาอย่างสุขสบาย มีเงินจับจ่ายใช้สอยไม่ขาดมือก็เกิดความดิ้นรนขึ้นมาอีก คิดจะกลับบ้านเดิมเพื่อจะเอาทรัพย์ไปเล่นการพนันให้สนุกตื่นเต้นตามนิสัยสันดานเดิมของตนซึ่งอดไม่ได้ จึงขออนุญาตพ่อตาเดินทางกลับบ้านเดิมและพาภรรยาไปด้วย นายวาณิชเฒ่ามีบุตรสาวเพียงคนเดียวก็มีความอาลัยไม่อยากจะให้ไป แต่เมื่อขัดไม่ได้ก็จำใจต้องให้ตามสามีไป นางแต่งเครื่องถนิมพิมพาภรณ์ไปเต็มที่ มีพี่เลี้ยงเฒ่าติดตามไปเป็นเพื่อน ทั้งสามคนก็ออกเดินทางไป หลังจากที่เดินมาพักใหญ่ถึงป่าเปลี่ยว ซึ่งน่าจะเป็นที่อยู่ของพวกโจร ขายหนุ่มจึงกล่าวแก่นางผู้ภรรยาว่า เพื่อความปลอดภัยขอให้นางถอดเครื่องประดับมามอบให้ตนดูแล เพราะถิ่นนี้เป็นถิ่นโจร เมื่อได้รัตนาภรณ์อันมีค่ามาแล้ว ชายชั่วก็เก็บเข้ารวมกับห่อสมบัติของตนอนิจจาเอ๋ย ขอให้ตรองดูเดิดว่าเจ้าผัวจำแลงนี้มันชั่วชาติเพียงไร มันติดการพนันจนโงหัวไม่ขึ้น คนอย่างนี้ใจแข็งและคมกริบเหมือนดาบ

เจ้าโจรใจฉกาจเมื่อหลอกได้ทรัพย์ของภรรยาแล้ว ก็คิดจะฆ่านางเสียเพื่อปิดปาก จึงผลักนางกับแม่เฒ่าลงไปอยู่ในเหวแล้วรีบเดินทางต่อไป หญิงชรานั้นตายในเหวแต่นางบุตรสาวเศรษฐีหาได้ตายไม่ เพราะเมื่อตกลงไปในเหวนั้น เผอิญนางตกลงไปบนซุ้มไม้เลื้อยที่เกี่ยวพันกันราวกับลงไปอยู่ในตาข่าย นางจึงรอดชีวิตไป นางค่อยไต่เชิงเถาวัลย์ขึ้นมาจนถึงปากเหว มีความรู้สึกเหนื่อยอ่อนแทบจะขาดใจ นางค่อยลัดเลามาจนถึงทางที่นางผ่านมา และล้มลุกคุกคลาน โซซัดโซเซมาตามทางจนในที่สุดกลับมาถึงบ้านโดยปลอดภัย แต่ร่างกายของนางฟกช้ำดำเขียวเจ็บระบมไปหมด เมื่อนางกลับมาถึงบ้าน บิดามารดาของนางตกใจมาก ไต่ถามสาเหตุด้วยความสงสัย นางผู้มีคุณธรรรมจึงกลับเรื่องเสียใหม่โดยกล่าวแก่บิดามารดาว่า

“พวกเราถูกโจรปล้นระหว่างทาง สามีของลูกถูกโจรมันจับมัดลากเอาตัวไป ยังไม่รู้ชะตากรรมเลย แม่เฒ่าถูกฆ่าตาย แต่ลูกรอดชีวิตมาได้เพราะเมื่อถูกเหวี่ยงลงเหวนั้น เผอิญตกไปค้างอยู่บนซุ้มไม้เลื้อยจึงไต่ขึ้นมาได้ ถึงปากเหวก็สลบเหมือด แต่นักเดินทางกลุ่มหนึ่งช่วยเอาไว้ โชคยังดีอยู่จึงกลับมาถึงบ้านได้”

เมื่อนางรัตนาวลีเล่าเรื่องจบ เศรษฐีผู้เป็นบิดาและมารดาก็กล่าวปลอบโยนนางต่าง ๆ มิให้เสียใจในเรื่องที่เกิดขึ้น เพราะการที่นางเอาชีวติรอดมาได้ก็นับว่าโชคช่วยอย่างมากแล้ว นางอยู่ในบ้านพ่อแม่เรื่อยมา แต่ไม่มีความสุขนักเพราะเฝ้าแต่คิดถึงสามีอันเป็นที่รักไม่เว้นวาย

ฝ่ายธนทัตต์ผู้สามีซึ่งเดินทางกลับไปเมืองที่ตนเคยอาศัยอยู่พร้อมด้วยทรัพย์สินของภรรยานั้น ต่อมามิช้าเขาก็ถลุงเงินจนหมดเกลี้ยงด้วยการเล่นการพนันอย่างหามรุ่งหามค่ำ และปรนเปรอตัวเองด้วยของกินชนิดเลิศและสุรานารีไม่เว้นแต่ละวัน เมื่อเงินหมดก็คิดหาทางที่จะแสวงหาอีก โดยมีความคิดว่า “เราจะกลับไปบ้านพ่อตา อ้อนวอนขอเงินเขามาสัก้อนหนึ่งเอาไปทำทุน เราจะบอกแก่เขาว่า ลูกสาวของเขายังพักอยู่ที่บ้านของเรา มิได้เอามาด้วย” เมื่อทำกำหนดแผนการเรียบร้อยแล้ว ชายหนุ่มก็เดินทางไปที่บ้านพ่อตา พอเข้าประตูบ้านภรรยาของเขาแลเห็นแต่ไกลก็ดีใจ วิ่งมาต้อนรับและทรุดตัวลงคารวะอย่างนอบน้อม ทั้งที่รู้อยู่ว่าเขาเป็นโจรใจอำมหิต ความจริงก็เป็นดังนี้แหละ ผู้หญิงดีนั้นแม้ผัวจะชั่วชาติสักปานใด นางก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลงความรู้สึกเคารพรัก ที่นางมีต่อเขา เมื่อเห็นนางวิ่งเข้ามหาโดยไม่คาดฝัน ชายหนุ่มก็ตกใจแทบสิ้นสติ แต่นางก็กล่าวปลอบโยนเขาให้คลายใจ โดยกล่าววว่า นางได้สร้างเรื่องโกหกแก่บิดมารดาของนางว่า นางถูกโจรปล้นจับเอาตัวสามีไปและผลักนางตกเหว แต่นางเอาชีวิตรอดมาได้และยังไม่รู้ชะตากรรมของสามีว่าเป็นอย่างไร เมื่อชายหนุ่มได้ฟังก็หายวิตก เข้าไปสู่บ้านพ่อตาแม่ยายของตนพร้อมด้วยภรรยา ข้างพ่อตาแม่ยายแลเห็นเข้า ก็ดีอกดีใจที่ลูกเขยกลับมาได้ จึงเรียกประชุมญาติพี่น้องและเพื่อนฝูงจัดการฉลองอย่างใหญ่โตเป็นการรับขวัญลูกเขย และประกาศว่า “ช่างน่ายินดีนี่กระไรที่ลูกเขยของเราถูกโจรจับไปแต่หนีรอดมาได้ในที่สุด”

หลังจากนั้นธนทัตต์ก็อาศัยอยู่กับนางรัตนาวลีในบ้านพ่อตาแม่ยายด้วยความสุข มีเงินทองใช้อย่างอุดมสมบูรณ์ แต่เจ้าประคุณเอ๋ย คืนหนึ่งอ้ายคนชั่วเห็นได้โอกาสก็แอบฆ่าภรรยาของตนตอนที่นางหลับอยู่ กวาดเอาทรัพย์สินและของมีค่าต่าง ๆ หนีกลับไปสู่ถิ่นเดิมของตน มีชีวิตอยู่อย่างหลบ ๆ ซ่อน ๆ ไม่มีใครได้ข่าวคราวอีกนับแต่นั้น

“ฉะนั้นเราอาจจะกล่าวได้อย่างเต็มปากว่า ผู้ชายมันก็ชั่วเหมือนกันทั้งโลกนั่นแหละ” นางนกขุนทองสรุปทิ้งท้ายอย่างแค้นเคือง

พระราชาจึงหันมาตรัสแก่นกแก้วว่า “คราวนี้ถึงทีเจ้าแล้วละ มีอะไรจะเถียงไหม”

นกแก้วได้ยินก็กล่าวว่า “โอ เทวะ ขึ้นขื่อว่าผู้หญิงแล้ว ล้วนมีจริตเหลือที่จะทนทาน เป็นคนทุศีล และชั่วช้าสามานย์เหมือนกันหมด ขอได้โปรดสดับเรื่องราวที่ข้าพระบาทจะเล่าถวายดังต่อไปนี้”

(เรื่องแทรกของนกแก้ว วิทัคธจูฑามณี)
มีนครหนึ่งชื่อหรรษวดี ในนครนี้มีไวศยะที่มีชื่อเสียงเลื่องลือคนหนึ่งมีชื่อว่า ธรรมทัตต์ มีทรัพย์หลายสิบโกฏิ พ่อค้าผู้นี้มีธิดาคนหนึ่งชื่อ วสุทัตตา มีความงามหาที่เปรียบมิได้ เป็นที่รักของบิดาปานชีวิต ต่อมาเศรษฐีจัดการแต่งนางกับพ่อค้าหนุ่มผู้มั่งคั่งชื่อ สมุทรทัตต์ ซึ่งมีฐานะเท่าเทียมกันทั้งทรัพย์สมบัติและรูปสมบัติอันงามพร้อม เป็นที่ต้องตาของสตรีทั้งหลายซึ่งทอดสายตาให้ด้วยความหลงใหลราวกับนกจโกระที่คลั่งไคล้ต่อแสงจันทร์ฉะนั้น ไวศยะหนุ่มผู้นี้มาจากเมืองตามรลิปติ ซึ่งเป็นแหล่งของคนดีมีเกียรติยศทั้งหลาย

ครั้งหนึ่งนางวสุทัตตตาพักอยู่ที่บ้านพ่อของนางในขณะที่สามีกลับไปทำธุรกิจในแว่นแคว้นของตน นางแลเห็นชายหนุ่มผู้หนึ่งเดินทางมาแต่ระยะไกล ชายผู้นั้นมีความงดงามมาก บังเกิดความพิศวาสหลงใหลด้วยอำนาจของมาร (ผู้เฒ่า เป็นฉายานามของกามเทพ) จึงแอบเชื้อเชิญเขาอย่างลับ ๆ และทำเขาให้เป็นชู้ของนาง หลังจากนั้นนางก็แอบมาพบเขาทุก ๆ คืน มีความคลั่งไคล้แต่ชายชู้ผู้เดียวโดยมิเสื่อมคลาย

ครั้นแล้ววันหนึ่ง สามีของนางก็กลับมาจากเมืองของเขา การปรากฏตัวของเขายังความปลาบปลื้มแก่บิดามารดาของนางอย่างยิ่ง ต่างก็ต้อนรับเขาอย่างกุลีกุจอ ในวันแห่งความรื่นรมย์นั้น แทนที่นางจะสดชื่นรื่นเริง กลับไม่พูดอะไรกับสามีเลย และเมื่ออยู่สองต่อสองกับนาง นางก็แกล้งทำเป็นหลับ ไม่ไยดีต่อสามี ในใจนางมีแต่ความโหยไห้คิดถึงแต่หนุ่มชายชู้เท่านั้น ส่วนสามีของนางมึนเมาไม่ได้สติเพราะเสพสุรา ประกอบกับความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าเพราะการเดินทางมาตลอดวันทำให้เขาม่อยหลับไป

ขณะนั้นมีโจรคนหนึ่งแอบเจาะช่องกำแพงเล็ดลอดเข้ามาในบ้าน ประจวบกับนางวสุทัตตาลุกขึ้นจากเตียง แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าอันงดงาม ประดับดัวยรัตนาภรณ์แพรวพราวระยับเดินออกมาจากห้องนอนโดยไม่ทันเห็นโจร มุ่งหน้าออกไปยังสถานที่ที่นางนัดไว้กับชายชู้ เมื่อโจรแลเห็นนางรีบลุกลี้ลุกลนออกไปก็สงสัย กล่าวแก่ตนเองว่า “นางผู้นี้ออกไปจากห้องในเวลาดึกดื่นเที่ยงคืนแต่งตัวงดงามด้วยปิลันธนาภรณ์อันมีค่าซึ่งเราตั้งใจจะเข้ามาขโมยพอดี ดีละเราจะสะกดรอยดูว่านางจะไปไหน” เมื่อโจรตั้งใจดังนี้แล้วก็แอบออกไปจากห้องติดตามนางวสุทัตตาไปโดยมิให้คลาดสายตา และนางไม่ทันสังเกต

นางวสุทัตตาถือช่อดอกไม้และของขวัญอันมีค่าเดินออกจากบ้านไป มีโจรติดตามไปอย่างลับ ๆ เข้าไปสู่อุทยานแห่งหนึ่งนอกพระนครออกไปไม่ไกลนัก ที่อุทยานั้นเอง นางได้เห็นชู้รักของนางถูกแขวนคอห้อยอยู่กับกิ่งไม้ด้วยเชือกเส้นหนึ่ง เนื่องจากราชบุรุษ(ตำรวจ) มาพบเขาด้อม ๆ มอง ๆ อยู่ในสวนในเวลากลางคืน จึงจับเขาแขวนคอเป็นการลงทัณฑ์เพราะคิดว่าเขาเป็นขโมย นางซวนกายผงะหงายด้วยความตกใจแทบสิ้นสติ ร้องออกมาว่า “ฉิบหายแล้วเรา” พร้อมกับทรุดกายลงนั่งกับพื้นดินร่ำไห้ด้วยความรักและเสียดาย

เมื่อค่อยสร่างโศกได้สติขึ้นนางจึงปีนขึ้นไปบนกิ่งไม้ แก้เชือกออกปล่อยร่างชู้รักลงไปบนพื้น แล้วลงมายกศพของเขาขึ้นวางในท่านั่งแล้วลูบไล้ร่างกายของเขาด้วยวิเลปนะของหอม และประดับด้วยบุปผามาลัยอันวิจิตร และถึงแม้ร่างของเขาจะปราศจากชีวิตแล้ว นางก็ยังโอบกอดเขาไว้ด้วยความเสน่หา ร่ำไห้เหมือนใจจะขาด และในความโศกรันทดนั้นเอง นางจับหน้าของเขาให้เงยขึ้นและประจงจูบอย่างทะนุถนอม ขณะนั้นเวตาลเข้าสิงศพอยู่ เห็นนางยื่นหน้าเข้ามาใกล้ก็กัดจมูกนางในทันที นางวสุทัตตาตกใจรีบผละหนีไป แต่แล้วก็เกิดความงุนงงจับต้นชนปลายไม่ถูก จึงเดินกลับมาใหม่เพื่อจะดูให้แน่ว่าชู้รักของนางยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า ครั้นเห็นเวตาลละร่างไปแล้ว และร่างนั้นตายสนิทเคลื่อนไหวต่อไปอีกไม่ได้ นางก็ผละจากศพนั้นเดินทางกลับไปบ้าน ร้องไห้ด้วยความกลัวและอัปยศอดสู

ระหว่างนั้นโจรซึ่งแฝงกายแอบดูอยู่ ได้เห็นเหตุการณ์โดยตลอดก็กล่าวแก่ตัวเองว่า
“นางหญิงชั่วมาทำอะไรที่นี่ อนิจจา จิตใจของผู้หญิงนี้ช่างน่ากลัวและดำราวกับความมืดของบ่อน้ำลึกสุดหยั่งที่ใครตกลงไปแล้วไม่มีวันจะได้กลับขึ้นมาได้อีก เราสงสัยนักว่านางจะทำอย่างไรนับแต่นี้”

หลังจากรำพึงดังนี้แล้ว โจรก็แอบย่องตามนางกลับไปทางเดิมด้วยความพิศวงว่านางจะแก้สถานการณ์ด้วยวิธีใด

นางวสุทัตตากลับไปถึงบ้านก็ตรงเข้าไปในห้องนอน เห็นสามียังหลับอยู่ก็ทำตีอกชกหัวร้องไห้ร้องห่ม แผดเสียงว่า “ช่วยด้วย ช่วยด้วย ไอ้คนชาติชั่วผัวเลวทรามมันกัดจมกูข้าขาดแล้ว ข้าไม่ได้ทำความผิดอะไรแม้แต่สักนิด” ฝ่ายสามีของนางพร้อมด้วยพ่อตาและบรรดาคนใช้ได้ยินเสียงนางร้องตะโกนดังนั้น ต่างตกใจตื่นและวิ่งกรูกันมาด้วยท่าทางตื่นเต้น บิดานางวสุทัตตาแลเห็นลูกสาวของนางที่ถูกกัดมาใหม่ ๆ ก็ปักใจเชื่อว่าเป็นการกระทำของลูกเขยตน จึงให้บ่าวไพร่ช่วยกันจับตัวมัดและกล่าวหาว่าชายผู้เคราะห์ร้ายเป็นคนทำร้ายธิดาของตน ฝ่ายสมุทรทัตต์ถึงแม้จะถูกมัดและถูกกล่าวหาดังนั้นก็ยังคงนิ่งเฉยมิได้ตอบโต้แต่ประการใด ราวกับเป็นใบ้ พ่อตาและคนอื่น ๆ ต่างก็หันหลังให้แก่เขาด้วยความชิงชัง

เมื่อนายโจรได้เห็นเหตุการณ์เกิดขึ้นเช่นนั้นก็ค่อย ๆ เลี่ยงหลบไปเงียบ ๆ และเมื่อคืนแห่งความโกลาหลดังกล่าวได้ผ่านไปแล้ว ถึงเวลาเช้าบุตรไวศยะก็ถูกลากตัวไปเฝ้าพระราชาพร้อมด้วยนางผู้ภรรยาซึ่งมีจมูกโหว่เพราะถูกกัด เมื่อพระราชาได้ฟังเรื่องราวฟ้องร้องดังนั้น มิทันได้พิจารณาโดยรอบคอบก็สั่งให้เพชฌฆาตนำตัวบุตรพ่อค้าไปประหารในข้อหาว่า ทำร้ายภรรยาของตนให้พิการ ทั้งนี้โดยมิฟังข้อแก้ตัวใด ๆ เลย ขณะที่ชายหนุ่มถูกนำตัวไปยังตะแลงแกงเพื่อประหารชีวิต และกลองตีรัวเป็นสัญญาณนั้น ก็มีโจรผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้นและกล่าวแก่เจ้าหน้าที่ผู้เป็นราชบุรุษว่า “ท่านไม่ควรจะประหารชายผู้นี้เพราะเขามิได้กระทำผิดเลยสักนิด ข้าเป็นผู้รู้เห็นเหตุการณ์โดยตลอดแต่ผู้เดียว พาข้าไปเฝ้าพระราชาโดยเร็วเถิดเพื่อจะได้ทูลความจริงให้ทรงทราบ”

เมื่อได้ยินโจรเล่าวดังนั้น บรรดาราชบุรุษก็พาโจรไปเฝ้าพระเจ้าแผ่นดิน เมื่อได้รับราชานุญาตแล้ว โจรก็กราบทูลเรื่องราวให้ทรงทราบโดยตลอดตั้งแต่ต้น และกล่าวเสริมว่า “ถ้าพระองค์ไม่เชื่อข้าพระบาทก็โปรดทอดพระเนตรจมูกของผู้หญิงคนนี้ในปากของศพชายชู้ของนางเถิด”

พระราชาได้ฟังดังนั้นก็ส่งราชบุรุษไปดูสถานที่เกิดเหตุก็ได้ทราบความจริงจึงกลับคำพิพากษาให้งดโทษประหาร แต่สั่งให้เนรเทศหญิงชั่วไปให้พ้นแว่นแคว้น พร้อมกับตัดใบหูเสียงทั้งสองข้าง ยิ่งกว่านั้นยังโปรดให้ริบทรัพย์ของผู้เป็นบิดานางเสีย และสำหรับนายโจรนั้น พระราชาทรงโปรดปรานว่าเป็นคนเฉลียวฉลาดและกล้าหาญจึงตั้งให้เป็นหัวหน้าตุลาการของพระนคร

“ได้โปรดเกล้า ทรงเห็นหรือยังว่าผู้หญิงนั้นโดยธรรมชาติเป็นคนชั่วร้ายและเจ้าเล่ห์แสนกลเพียงใด” นกแก้วกล่าวสรุปในที่สุด

พอเล่าเรื่องจบลง นกแก้วก็พ้นจากคำสาปของพระอินทร์ กลายร่างเป็นคนธรรพ์รูปงามชื่อ จิตรรถ เหาะไปสู่สรวงสวรรค์ ขณะเดียวกันคำสาปของนางนกขุนทองก็เสื่อมลง นางนกโสมิกาก็กลายร่างเป็นนางเทพอัปสรชื่อ ติโลตตมา กลับคืนไปถวายการบำเรอท้าววัชรินทร์ในสวรรค์เช่นเดิม อย่างไรก็ดี กรณีพิพาทของนกทั้งสองก็ยังไม่ได้ตัดสินในท้องพระโรง
 
เมื่อเวตาลเล่าเรื่องจบลง ก็กล่าวแก่พระราชาว่า “ขอพระองค์โปรดทรงวินิจฉัยด้วยเถิดว่า ฝ่ายชายหรือฝ่ายหญิงพูดถูก ถ้าพระองค์ทราบแล้วมิแสดงความเห็น พระเศียรของพระองค์ก็จะต้องแตกเป็นเสี่ยง ๆ โดยพลัน”

ฝ่ายพระราชาเมื่อถูกเวตาลซึ่งห้อยอยู่บนบ่ากล่าวถ้อยคำดังนั้นก็ตรัสว่า “นางจอมมายาหญิงในเรื่องของนกแก้วนั่นแหละเป็นหญิงที่ชั่วช้าที่สุด เพราะว่าผู้ชายอาจจะหลงทำผิดได้ชั่วครั้งหนึ่งเท่านั้นเอง แต่ผู้หญิงนั้นว่าโดยความจริงเป็นคนชั่วในทุกโอกาส”

เมื่อพระเจ้าแผ่นดินตรัสดังนี้ เวตาลก็หลุดลอยหนีไปจากพระอังสาของพระองค์ กลับไปยังที่เดิม และพระราชาก็ต้องเสด็จย้อนไปทางเดิมเพื่อไปจับตัวเวตาลกลับมาใหม่

นิทานความรัก เรื่อง ความรักของนกน้อย

นิทานความรัก เรื่อง ความรักของนกน้อย

ในป่าที่ชื่อความรัก…นกน้อยบินไปตามถนนสายหนึ่ง ถนนสายนั้นที่เจ้านกน้อยไม่เคยรู้ว่าจะเจออะไร หวังเพียงแต่ว่าจะเจอต้นไม้ต้นเล็ก ๆ ระหว่างทางเดินเพื่อที่จะได้หยุดพักนาน ๆ แต่วันแล้ววันเล่า เจ้านกน้อยก็ได้แค่พักเพียงชั่วคราวเท่านั้น ยังหาต้นไม้ที่อบอุ่นในฤดูหนาว และเย็นสบายในฤดูร้อนไม่ได้

แล้ววันหนึ่งเจ้านกน้อยก็บินมาเจอต้นไม้ใหญ่ ผลิดอกออกใบสวยงาม และร่มเย็น ต้นไม้ใหญ่พอให้นอนหลับ ไม่เปียกปอนจากสายฝนกระหน่ำ เพียงแค่อยู่ใต้ร่มเงา เจ้านกน้อยก็มีความสุข ทุก ๆ วันของนกน้อยเริ่มมีความหมาย มันบินไปคาบใบไม้ใบหญ้าหวังจะทำรังบนคาคบของต้นไม้ใหญ่ รังน้อยเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง เจ้านกน้อยฮัมเพลงส่งเสียงเจื้อยแจ้วอย่างมีความสุข

หลายวันผ่านไป ขณะที่เจ้านกน้อยกำลังฮัมเพลงให้ต้นไม้ใหญ่ฟังอยู่นั้น จู่ ๆ ก็มีเสียงชายคนหนึ่งตะโกนดังลั่น และเอาก้อนหินปามาที่รังเจ้านกน้อย
“ฉันเป็นเจ้าของพื้นที่แถวนี้ เจ้าได้รับอนุญาตให้มาอยู่ที่นี่หรืออย่างไร ลงไปจากต้นไม้นั้นเสีย… ไป”

เจ้านกน้อยทำเป็นหูทวนลม แต่ก็ยังคงไม่ยอมผละจากรังใต้ต้นไม้ใหญ่ ในที่สุดชายคนนั้นทนไมไหว ก็ตะโกนขึ้นพร้อมเงื้อมขวานที่อยู่ในมือขึ้น “ก็ได้เจ้านก ถ้าเจ้ายังไม่ยอมลงจากต้นไม้นี้ ข้าจะฟันต้นไม้ให้เละไปเลย ดูซิเจ้าจะยังอยู่ได้มั้ย”

นกน้อยตกใจเมื่อได้ยินคำพูดนั้น หันกลับมามองลำต้นไม้ใหญ่นั้นด้วยความรัก ถึงแม้ฉันอยากอยู่ตรงนี้ แต่ถ้าต้นไม้ใหญ่นั้นต้องเสียกิ่งก้าน เพราะความอยากได้ของฉัน ต้นไม้นั้นก็คงหมดความสง่างามเสียแล้ว เจ้านกน้อย จึงตัดใจ รีบบินจากต้นไม้นั้นมาในทันที ก่อนที่ชายคนนั้นจะฟันต้นไม้ทิ้ง
แม้นกน้อยจะจากต้นไม้ใหญ่นั้นมาแล้ว แต่ก็ยังคงคิดถึงต้นไม้ต้นนั้นอยู่เสมอ วัน ๆ มันจะคอยวนเวียนมาดูต้นไม้ใหญ่ในวันที่อาทิตย์กำลังอัสดง ทุก ๆ วัน เพื่อหลบสายตาของชายใจร้ายที่คอยจ้องจะไล่มัน

เจ้าค้างคาวที่เห็นพฤติกรรมของนกน้อยแล้ว ก็รู้สึกเวทนาเจ้านกน้อย ที่ไปกลัวกับคำพูดของชายคนนั้น
“ข้าว่าชายคนนั้นโง่แล้ว เจ้านกน้อย… เจ้ากลับโง่เสียกว่า…เจ้ากลัวมันเหรอ มันจะตัดต้นไม้ทิ้งก็ตัดไปสิ ต้นไม้ของมัน มันจะโค่นเพราะอยากจะไล่เจ้า ก็ให้มันทำไป เป็นข้าหน่อยไม่ได้ ข้าจะย้ายรังหนีไปเรื่อย ๆ ให้มันตัดต้นไม้ของมันเสียให้หมดป่าไปเลย ฮ่า ฮ่า ฮ่า ”
“ถ้าเจ้าทำอย่างนั้น เพราะเจ้าไม่มีใจผูกพันกับสิ่งที่เจ้ารักนะ ฉันรักต้นไม้นั้น ถ้ามันจะถูกโค่นเพราะฉัน ฉันก็คงไม่มีความสุข” นกน้อยโต้ตอบกับเจ้าค้างคาว
ค้างคาวก็ยังไม่ลดละ

“แล้วที่เจ้าต้องคอยบินมาดูมันทุกวันนี่น่ะ มันสุขแล้วเหรอ”

“ฉันสุขแล้ว อย่างน้อยฉันก็ยังได้ชื่นชมและมองต้นไม้นั้นเติบโตอย่างสวยงามและสง่า การไม่ได้ครอบครอง ไม่ใช่ว่าต้องเป็นทุกข์เสมอไปหรอกนะ ” นกน้อยตอบเจ้าค้างคาว ก่อนค่อย ๆ บินไปที่เหนือต้นไม้ใหญ่ มันบินรอบ ๆ พร้อมส่งเสียงเพลงเจื้อยแจ้วอย่างที่ทำในทุก ๆ วัน เสมือนการทักทายเพื่อนเก่าที่เคยอาศัยพักพิงในช่วงเวลาหนึ่งของชีวิต มันบินอยู่อย่างนั้นพักใหญ่ ก่อนเปลี่ยนทิศบินกลับรังนอนที่จากมา เพียงเพื่อหวังว่าจะพบต้นไม้ใหญ่ในวันพรุ่งนี้อีกครั้ง

นิทานชาดก เรื่อง นางนกไส้

นิทานชาดก เรื่อง นางนกไส้

ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเวฬุวัน เมืองราชคฤห์ ทรงปรารภพระเทวทัตผู้ไม่มีความกรุณาปรานีแก่หมู่สัตว์ ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า…

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วพระโพธิสัตว์เกิดเป็นพญาช้างมีช้างประมาณ ๘๐,๐๐๐ เชือก เป็นบริวารอาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์ในที่ไม่ไกลจากที่อยู่ของช้างนั้นมีนางนกไส้ (นกต้อยตีวิด) ตัวหนึ่งตกฟองไข่อยู่ที่พื้นดินใกล้ทางเดินของพญาช้าง ในรังนั้นมีลูกนกออกใหม่หลายตัว

วันหนึ่ง พญาช้างนำบริวารหากินไปถึงที่นั้น นางนกไส้เห็นช้างกำลังเดินมา กลัวว่าจะเหยียบลูกน้อยจึงประคองปีกทั้งสองข้างยืนอยู่ต่อหน้าพญาช้างพูดอ้อนวอนว่า “ท่านพญาช้าง ข้าพเจ้าขอไหว้ท่านด้วยปีกทั้งสอง ขอพวกท่านอย่าได้เหยียบลูกน้อยของข้าพเจ้าผู้ไม่มีกำลังเลย” พญาช้างตอบว่า “แม่นางนกไส้ ไม่ต้องกลัวเราจะรักษาลูกของเจ้าให้เอง” ว่าแล้วก็ยืนค่อมรังนกไว้ ให้ช้างบริวารเดินผ่านไปก่อน แล้วได้กล่าวเตือนนางนกไส้ว่า “ยังมีช้างเกระเชือกหนึ่งมักหากินผู้เดียวจะตามหลังมา เขาไม่อยู่ในโอวาทเรา เจ้าจงอ้อนวอนเขาเองนะ” ว่าแล้วก็เดินตามหลังช้างบริวาร ต่อมาไม่นานช้างหัวดื้อชอบแตกโขลงตัวนั้นก็มาถึงที่นั้น นางนกไส้ก็แสดงตนพร้อมพูดอ้อนวอนเหมือนกับครั้งก่อน ช้างนั้นพอได้ฟังว่ามีลูกนกอยู่ข้างหน้ายิ่งชอบใจใหญ่ กล่าวตอบนางนกไส้ว่า “แม่นางนกไส้เอ๋ย.. เราจักฆ่าลูกน้อยของเจ้าทั้งหมด เจ้าจะมีปัญญาทำอะไรเราได้” ว่าแล้วก็เดินเข้าไปกระทืบรังนกแหลกละเอียดแล้วร้องแป้นๆ เดินจากไป

ฝ่ายนางนกไส้ที่บินหนีตายขึ้นไปจับบนกิ่งไม้ ได้พูดอาฆาตตามหลังช้างนั้นไปว่า “เจ้าช้างเกเร วันนี้เป็นวันของท่าน ปล่อยให้ท่านไปก่อน วันข้างหน้าเราจะเห็นดีกัน การใช้กำลังทำลายผู้ไม่มีกำลังไม่ดีแน่สำหรับท่าน” กล่าวจบก็บินไปขอความช่วยเหลือจากกา กาถามว่าจะให้ช่วยเหลืออะไร นางนกไส้จึงเล่ารายละเอียดให้ฟังว่า “ท่านกา ขอเพียงท่านช่วยจิกตาช้างให้บอดเท่านั้นเอง กาก็รับคำช่วยเหลือนั้น

นางนกไส้เข้าไปหาแมลงวันหัวเขียว เล่าเรื่องให้ฟังแล้วขอความช่วยเหลือให้แมลงวันหัวเขียวไข่ใส่ตาช้าง แมลงวันก็รับคำช่วยเหลือ ต่อจากนั้นก็เข้าไปหากบตัวหนึ่ง เล่าเรื่องให้ฟัง และก็ขอความช่วยเหลือว่า “ท่านกบเมื่อช้างตาบอดและแมลงวันไข่ใส่ตามันแล้วมันก็จะแสวงหาน้ำดื่ม ขอให้ท่านไปอยู่ที่ปากเหวส่งเสียงร้องล่อช้างไปตกเหวให้หน่อย” กบก็รับคำช่วยเหลือ

หลายวันต่อมา นางนกไส้เสาะแสวงหาจนพบช้างเกเรตัวนั้นแล้วจึงไปบอกกา กาได้ไปจิกตานั้นบอดทั้งสองข้างแมลงวันหัวเขียวก็ไปไข่หนอนใส่ตาช้างอีก สร้างความเจ็บปวดทรมานให้แก่ช้างเป็นอย่างยิ่ง สองสามวันต่อมาช้างเดินสะเปะสะปะโซซัดโซเซแสวงหาสระน้ำดื่ม ได้ยินเสียงกบร้องแว่วมาแต่ไกลจึงกำหนดทิศทางเสียงกบด้วยเข้าใจว่ากบร้องอยู่ข้างสระน้ำ เดินไปไม่นานก็ผลัดตกเหวตายในที่สุด สร้างความดีใจแก่นางนกไส้เป็นอย่างยิ่งที่ศัตรูได้ตายไป

พระพุทธองค์เมื่อเล่านิทานจบจึงตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลายขึ้นชื่อว่าเวรไม่ควรทำกับใคร ๆ แม้สัตว์ทั้ง ๔ ร่วมมือกันทำให้ช้างผู้มีกำลังกว่าให้ตายได้” แล้วตรัสพระคาถาว่า “ท่านจงดูกา นางนกไส้ กบ และแมลงวันหัวเขียว สัตว์เหล่านี้ได้ฆ่าช้างแล้ว จงดูการจองเวรของคนคู่เวรทั้งหลาย เพราะฉะนั้น พวกเธออย่าได้ก่อเวรกับใคร ๆ แม้กับคนไม่เป็นที่รักเลย”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
อย่าคิดข่มเหงคนอื่น ด้วยการดูถูกว่าเขามีกำลังน้อยกว่า เพราะการสร้างเวรย่อมนำความเดือดร้อนมาให้

นิทานอีสป เรื่อง นกเหยี่ยวกับชาวนา

นิทานอีสป เรื่อง นกเหยี่ยวกับชาวนา

นกเหยี่ยวตัวหนึ่งบินโฉบไล่ล่านกพิราบเป็นอาหาร จนพลาดท่าเข้าไปติดตาข่ายของชาวนา ชาวนาเห็นดังนั้นจึงตรงเข้าจับนกเหยี่ยว นกเหยี่ยวอ้อนวอนขอชีวิตว่า

ข้าไม่เคยทำร้ายท่านเลย โปรดไว้ชีวิตข้าด้วยเถอะ

ชาวนาจึงพูดขึ้นว่า

ก็ทีนกพิราบยังไม่เคยทำร้ายเจ้าแต่เจ้าก็ยังไล่จับกินอยู่ทุกวันนี้

ชาวนาพูดจบก็จับนกเหยี่ยวกลับไปยังกระท่อม

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
ผู้ไม่มีความเมตตา ย่อมไม่ได้รับความเห็นใจจากผู้อื่นเช่นกัน



ดู นิทานอีสป เรื่อง นกเหยี่ยวกับชาวนา บน Youtube ได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=q40gmCbi72I

นิทานอีสป เรื่อง ค้างคาวนกและสัตว์ป่า

นิทานอีสป เรื่อง ค้างคาวนกและสัตว์ป่า

นานมาแล้ว เมื่อครั้งที่ค้างคาวยังออกหากินตอนกลางวัน ฝูงนกและสัตว์ป่าเกิดทะเลาะเบาะแว้งกันกลายเป็นสงครามใหญ่โต แต่พวกค้างคาววางตัวรอดูท่าที เมื่อสัตว์ป่าเอาชนะฝูงนกได้ ค้างคาวก็รีบทำตัวสนิทสนม ขอเข้าร่วมกับฝ่ายสัตว์ป่า

ต่อมา ฝูงนกรวมกำลังกันเข้ารุมจิกตีสัตว์ป่าจนพ่ายแพ้แตกกระเจิง ค้างคาวจึงหันมาเข้าร่วมกับฝูงนกแทน บรรดานกทั้งหลายเห็นค้างคาวย้ายฝ่ายไปมา ไม่มีความจริงใจก็พากันจิกตีขับไล่จนค้างคาวต้องหลบหนีไปซ่อนตัวในถ้ำ และออกหากินเฉพาะตอนกลางคืนเท่านั้น

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
ผู้ไม่มีความจริงใจมักถูกลงโทษและถูกทอดทิ้งในที่สุด



ดู นิทานอีสป เรื่อง ค้างคาวนกและสัตว์ป่า บน Youtube ได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=yWnj5uPMbuc