นิทานอีสป เรื่อง พระราชาและเสนาบดี

นิทานอีสป เรื่อง พระราชาและเสนาบดี

พระราชาองค์หนึ่งตรัสเพ้อเจ้อเพราะพิษไข้กับเสนาบดีสองคนว่า เร็วเข้า จงจุดไฟเผาพระราชวัง จงทำเร็ว ๆ เข้า

เสนาบดีคนแรกโค้งคำนับรับพระบรมราชโองการทันทีแล้วสั่งให้ทหารจุดไฟ

เสนาบดีคนที่สองไม่เห็นด้วย เขาพูดกับเสนาบดีคนแรกว่า พระราชาทรงเพ้อเพราะพิษไข้ จึงทรงลืมเหตุผล เราไม่ควรถือว่าการตรัสเพื้อเจ้อของพระองค์เป็นพระบรมราชโองการ

แล้วไฟก็ไหม้ แต่พระราชวังปลอดภัย

หลังจากที่พระราชาทรงหายจากพระประชวรและทรงสดับเรื่องที่เกิดขึ้นแล้ว ก็ทรงพระพิโรธยิ่งนัก พระองค์ทรงรับสั่งให้ปลดเสนาบดีคนที่สองออกจากงานและทรงเลื่อนตำแหน่งให้เสนาบดีคนแรก เสนาบดีรู้สึกสับสนในการกระทำของพระราชายิ่งนัก จึงกราบทูลถามถึงเหตุผล

พระราชาตรัสกับเสนาบดีคนที่สองด้วยพระพิโรธว่า เจ้าไม่ทำตามพระบรมราชโองการของข้าที่ให้เผาพระราชวัง นี่หมายความว่าเจ้าไม่เชื่อฟังพระราชาของเจ้า

เสนาบดีคนที่สองกราบทูลว่า แต่พระองค์ตรัสด้วยพิษไข้นะพระเจ้าค่ะ

พระราชาตะโกนด้วยความพิโรธว่า แล้วมันทำให้เกิดความแตกต่างอะไรหรือ

นิทานธรรมะ เรื่อง อยู่กับความจริงที่เป็น

นิทานธรรมะ เรื่อง อยู่กับความจริงที่เป็น

พระราชาองค์หนึ่ง หลงคิดว่าตัวเองเป็นคนที่หน้าตาดีกว่าใคร ๆ พระองค์เข้าใจว่าทุกสัดส่วนในร่างกายนี้ ช่างมีเสน่ห์ชวนน่าหลงไหลยิ่งนัก เหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะรอบกายของพระองค์มีแต่คนคอยกล่าวเยินยอถึงความหล่อไม่สร่างของพระองค์อยู่ตลอดเวลา จึงทำให้พระราชาเข้าใจตามคำชมนั้นจริง ๆ

เรื่องที่พระองค์ลุ่มหลงในร่างกายของตัวเอง เพราะถูกคนรอบข้างยุยงส่งเสริมดังไปทั่วเมือง ฝ่ายคณะราชบัณฑิตที่อยู่ในเมืองก็รู้สึกกังวลต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นยิ่งนัก แต่ก็ไม่มีใครกล้าที่จะกล่าวเตือนพระองค์ในเรื่องนี้

เมื่อเหตุการณ์ดำเนินมาเนิ่นนาน สิ่งที่ตามมาก็คือการบริหารบ้านเมืองของพระองค์ด้อยคุณภาพลง เพราะท่านมัวแต่หลงในคำเยินยอ ที่คนประจบสอพลอคอยป้อนคำหวานให้ เป็นเหตุให้บ้านเมืองที่เคยอยู่อย่างสงบสุข กลายเป็นเมืองที่ถูกแทนที่ด้วยความอ่อนแอในทุก ๆ ด้าน

ในที่สุด เมื่อเหตุการณ์มาถึงจุดที่ต้องตัดสินใจ เหล่าราชบัณฑิตที่เห็นว่าเหตุการณ์จะบานปลายไปเรื่อย ๆ จึงได้ไปเชิญนักปราชญ์เฒ่าท่านหนึ่ง ผู้ที่พระราชาให้เคารพศรัทธา เพื่อให้ท่านช่วยเหลือพระราชา และช่วยเมืองให้พ้นจากภัยในครั้งนี้

ฝ่ายชายชราผู้เป็นมหาปราชญ์ได้พิจารณาแล้วว่า สิ่งที่พระราชาทำลงไป เพราะหลงในคำของคนพาล จึงรับปากที่จะช่วยคลี่คลายปัญหาที่เกิดขึ้น บรรดาผู้ห่วงใยในบ้านเมืองทั้งหมด จึงขอเข้าเฝ้าพระราชาพร้อมกัน

เมื่อพระราชาได้เห็นบุคคลที่ตนเคารพมาเยี่ยมก็ดีใจ พระองค์ได้ตรัสสั่งให้บริวารต้อนรับอาจารย์ของตนเป็นอย่างดี เมื่อถึงเวลาประจวบเหมาะ ปราชญ์ผู้เฒ่าจึงกล่าวขึ้นว่า

ข้าแต่พระราชาผู้เป็นที่รักของปวงประชา ข้าได้ยินมาว่าพระองค์เอาแต่ลุ่มหลงในร่างกายของพระองค์เอง จนลืมบริหารบ้านเมืองให้ดำรงอยู่อย่งผาสุก ทำไมเหตุการณ์ถึงเป็นเช่นนี้ไปได้

ท่านอาจารย์ ที่มีคนชมว่าข้าเป็นผู้มีรูปโฉมที่งดงามนั้น เมื่อข้าพิจารณาตามคำของเหล่าอำมาตย์ที่ชมข้า ถ้อยคำดังกล่าวก็เป็นความจริงตามนั้น หรือท่านเห็นเป็นประการใด พระราชาตรัสโต้ตอบ

แต่ในสายตาของข้าแล้ว ไม่เห็นว่าพระองค์จะมีรูปโฉมที่งดงามเลย เพระนับวันอายุและร่างกายของพระองค์ก็มีแต่เสื่อมโทรมไปเรื่อย ๆ ทุกอย่างย่อมเปลี่ยนแปลงไปในทางที่เสื่อมตามกาลเวลา ขอให้พระองค์เข้าใจในความจริงข้อนี้ด้วย และได้โปรดตื่นจากความลุ่มหลงในร่างกายเสียเถิด

เมื่อได้ฟังถ้อยคำของอาจารย์กล่าวเช่นนั้น พระราชาก็รู้สึกไม่พอใจยิ่งนัก และเพื่อจะยืนยันในความงามของรูปโฉมของตน พระองค์จึงเรียกเหล่าอำมาตย์หน้าห้องเข้ามาพบ แล้วถามพวกเขาในเรื่องความงามในร่างกายของพระองค์ว่าเป็นเช่นใด

เหล่าอำมาตย์ผู้คอยรับใช้ใกล้ชิด ต่างก็ตอบเป็นเสียงเดียวกันทันทีว่า

พระองค์ช่างมีรูปโฉมที่งดงาม เกินกว่าจะหาใครมาเปรียบเทียบได้ในแผ่นดินนี้ จะหาใครมาเทียบเท่าความงามแห่งเรือนกายเท่าพระองค์นั้นไม่มีเลย

เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้ ปราชญ์เฒ่าจึงให้อำมาตย์นำน้ำมาชามหนึ่ง แล้วให้พวกเขาดูพร้อมกัน และสั่งให้ออกไปข้างนอกทั้งหมด หลังจากนั้นท่านผู้เฒ่าก็ให้พระราชาเทน้ำออกจากชามครึ่งหนึ่ง โดยไม่ให้อำมาตย์ขี้ประจบเหล่านั้นรู้เห็นด้วย

เมื่อเทน้ำออกแล้ว ก็ให้พระราชาเรียกคนเหล่านั้นเข้ามาอีกครั้ง พร้อมกับให้พระองค์ตรัสถามด้วยตนเอง ฝ่ายพระราชาจึงตรัสถามเหล่าอำมาตย์ผู้เฝ้าสรรเสริญพระองค์ว่า

หลังจากที่พวกเจ้าออกไปแล้วกลับเข้ามาใหม่ ชามน้ำที่วางอยู่นี้เหมือนตอนแรก หรือแตกต่างไปจากเดิม

เหมือนเดิมทุกประการพะยะค่ะ ที่ดูดีไปกว่านี้ก็คือน้ำนี้ช่างดูเหมือนน้ำศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก

เหล่าอำมาตย์ตอบพร้อมกันด้วยไม่ต้องคิดอะไรอีกครั้งหนึ่ง เพราะพวกเขาคิดว่า อย่างไรเสียพระราชาก็ต้องเชื่อในถ้อยคำของพวกตนอยู๋ดี

เมื่อการถามและตอบสิ้นสุดลง พระราชาก็ถึงกับตกใจในสิ่งที่ได้รับรู้ พระองค์จึงได้ตื่นขึ้นมาเพื่อรับรู้ความจริงในบัดดล เมื่อเป็นเช่นนี้พระองค์จึงตรัสสั่งเหล่าอำมาตย์ให้ออกไปข้างนอกทันที แล้วกล่าวกับอาจารย์ของตนด้วยความสลดใจว่า

ท่านอาจารย์ ทำไมถึงเป็นเช่นนี้ไปได้ พวกเขาล้วนแต่กล่าวคำโกหกกันทุกคนเลย

ฝ่ายปราชญ์เฒ่าผู้ผ่านการเรียนรู้ชีวิตมานาน เห็นพระราชามีอาการซึมเศร้าในทันทีที่ได้รับรู้ความจริง จึงกล่าวให้ข้อคิดแก่พระองค์ว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นที่รักของปวงประชา เหตุที่อำมาตย์เหล่านั้นกล่าวคำสรรเสริญพระองค์อยู่ตลอดเวลา ก็เพราะเขาต้องการเป็นที่โปรดปราน และหวังลาภสักการะที่พระองค์จะมอบให้กับเขา หากไม่มีหลักในการดำรงชีวิต พระองค์ก็จะตกเป็นทาสของความหลง ที่มีคนอื่นคอยป้อนให้อยู่เช่นนี้ตลอดไป

ข้าควรทำอย่างไรดีท่านอาจารย์ พระราชาตรัสถามเพื่อหาวิธีแก้ไขปัญหาที่พระองค์สั่งสมมานาน

อาจารย์ผู้ต้องการเห็นลูกศิษย์ตื่นขึ้นมาจากความหลงจึงกล่าวขึ้นว่า

ก็ไม่เห็นจะยากอะไรเลย ขอแค่พระองค์รู้จักตั้งสติในการรับฟังถ้อยคำจากคนอื่นในแต่ละครั้ง มีสติปัญญาเป็นคู่มือในการพิจารณา ทุกอย่างที่เกิดขึ้น ย่อมไม่สามารถครอบงำพระองค์ให้ลุ่มหลงได้อีกต่อไป

ข้าจะจดจำคำสอนของท่านไว้ และจะบริหารบ้านเมืองด้วยใจที่เป็นธรรม จะไม่ลุ่มหลงร่างกายของตนเหมือนอดึตที่ผ่านมาอีก ข้าขอสัญญา

พระราชาตรัสกับอาจารย์ของตนด้วยวาจาที่หนักแน่นประหนึ่งว่าสำนึกผิดในสิ่งที่เคยหลงใหลมาตลอด

เมื่อทุกอย่างถูกคลี่คลายในทางที่ดี พระราชาก็ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตให้เป็นไปในทางที่ถูกต้อง พระองค์ได้เข้าใจว่าร่างกายของคนเรานั้น ย่อมมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่เสื่อมลงเป็นธรรมดา ทำให้พระองค์ไม่หลงมัวเมาในรูปโฉมเหมือนเคย ที่สำคัญพระองค์ได้กลับมาใส่ใจบริหารบ้านเมืองยิ่งกว่าเดิม ทำให้ประชาชนของพระองค์มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

นิทานธรรมะ เรื่อง เรียนรู้จากความกลัว

นิทานธรรมะ เรื่อง เรียนรู้จากความกลัว

พระราชาองค์หนึ่งต้องการเสด็จไปปฏิบัติภารกิจยังต่างเมือง พระองค์จึงเรียกเสนาบดีคู่ใจร่วมเดินทางไปด้วยหนึ่งคน เส้นทางที่พระองค์เสด็จไปนั้น ต้องอาศัยเรือโดยสารข้ามแม่น้ำไป

พระราชาไม่ต้องการให้เกิดความสับสนวุ่นวายในขณะเดินทาง จึงพร้อมใจกันกับเสนาบดีปลอมตัวเป็นชาวบ้านทั่วไปเพื่อที่จะหลบสายตาผู้อื่น เมื่อมาถึงแม่น้ำที่ต้องโดยสารเรือข้ามฟาก พระราชาได้ลงเรือไปพร้อมกับชายหนุ่มคนหนึ่ง ที่ดูอาการแล้วมีความหวาดกลัวต่อการข้ามแม่น้ำเป็นอย่างมาก

ยิ่งเมื่อเรือเริ่มห่างออกจากฝั่ง ชายหนุ่มก็แสดงความรู้สึกหวาดกลัวขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงกับร้องไห้โฮออกมาอย่างน่าสงสาร แม้จะมีคนบอกให้หยุดร้อง แต่ชายหนุ่มก็ไม่ยอมหยุดสักที

ชายหนุ่มที่นั่งร้องไห้ด้วยความกลัวนั้น นั่งอยู่ใกล้กับพระราชาพอดี ครั้นพระองค์เตือนเขาให้รู้จักสงบสติอารมณ์ ทว่าเขาก็ไม่ยอมหยุดร้องไห้สักที พระองค์จึงได้แต่นิ่ง ๆ ไว้ เพราะไม่รู้จะแก้ไขให้เขาหายจากอาการนั้นอย่างไร

เผอิญว่า กะลาสีคนดูแลเรือรู้จักว่าพระองค์เป็นใคร จึงเข้ามากราบทูลขออนุญาตที่จะทำหน้าที่ดูแลการเดินเรือให้เกิดความสงบ

ข้าแต่พระราชา ข้าพระองค์ขออนุญาตช่วยแก้ปัญหานี้ให้สงบเอง

แล้วแต่ท่านเห็นว่าเหมาะสมก็แล้วกัน พระราชาตรัสอนุญาตให้กะลาสีตัดสินใจ

เมื่อขออนุญาตพระราชาแล้ว กระลาสีผู้ดูแลการเดินเรือก็เรียกลูกน้องมา แล้วสั่งให้จับชายหนุ่มที่ร้องไห้ด้วยความกลัว โยนลงไปในแม่น้ำทันที

ชายหนุ่มที่ถูกโยนลงไปในแม่น้ำ เมื่อเจอเหตุการณ์เช่นนั้นก็ร้องด้วยเสียงที่ดังมากกว่าเดิม แม้เขาจะว่ายน้ำไม่เป็น ก็ยังตะเกียกตะกายที่จะขึ้นมาบนเรือให้ได้ โดยมีพวกลูกเรือคอยดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ชายหนุ่มตะเกียกตะกายดำผุดดำว่ายอยู่ชั่วครู่ จึงได้รับการช่วยเหลือจากพนักงานเดินเรือ หลังจากขึ้นมาจากน้ำแล้ว สิ่งที่เปลี่ยนไปก็คือ เขาไม่ร้องไห้เลย ได้แต่นั่งตัวสั่นหลบอยู่ที่มุมหนึ่งของเรือ โดยไม่ยอมปริปากบ่นอะไร

เมื่อพระราชาเห็นเหตุการณ์สงบลงได้ ก็รู้สึกประหลาดใจว่าทำไมกะลาสีถึงใช้วิธีรุนแรงกับชายหนุ่มขี้กลัวคนนี้ เมื่อเวลาประจวบเหมาะ พระองค์จึงตรัสถามกะลาสีผู้คุมเรือว่า

ทำไมเจ้าถึงทำอย่างนั้นล่ะ?

ข้าแต่พระราชา เหตุที่หนุ่มคนนี้ร้องไห้ด้วยความหวาดกลัว เพราะว่าเขาไม่เคยได้ชิมรสของความกลัวจริง ๆ เขาจึงแสดงความรู้สึกหวาดหวั่นออกมาให้เห็น แต่เมื่อใดที่เขาได้สัมผัสกับความกลัวจริง ๆ แล้ว ด้วยปัญญาที่แต่ละคนมีอยู่ เขาจะรู้จักเรียนรู้เองว่าเขาควรทำอย่างไร จึงจะอยู่กับความหวาดกลัวอย่างสงบได้

แล้วการที่ท่านโยนเขาลงไปในน้ำ จะช่วยแก้ไขอะไรให้แก่เขา

ข้าแต่พระราชา เมื่อชายหนุ่มถูกพวกข้าพระองค์โยนลงไปในแม่น้ำ ใหม่ ๆ เขาอาจจะตกใจจนทำอะไรไม่ถูก แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งที่เป็นความกลัวสุดขีด เขาจะรู้จักวางตัววางใจในสถานการณ์ที่ตัวเองต้องเกี่ยวข้องกับมัน เห็นได้จากว่าเมื่อถูกโยนลงไปในแม่น้ำแล้ว พอขึ้นมาจากน้ำ เขาได้เรียนรู้ว่า การที่เขาร้องไห้ไม่เป็นผลดีต่อตัวเอง แต่การเลือกที่จะรู้จักสงบสติอารมณ์ แล้วอยู่อย่างผู้รู้จักปรับตัวให้ได้ต่างหาก จึงจะทำให้สถานการณ์ที่เลวร้ายผ่อนคลายลงได้

มันเป็นอย่างนี้เองหรือ พระราชาตรัสอุทานอย่างเข้าใจ ในสิ่งที่กะลาสีได้ตัดสินทำลงไป

นิทานธรรมะ เรื่อง บ่อเกิดของความสุข

นิทานธรรมะ เรื่อง บ่อเกิดของความสุข

พระราชาองค์หนึ่งมั่งคั่งไปด้วยทรัพย์สมบัติ ในบรรดาพระราชาที่อยู่เมืองใกล้เคียงกัน พระองค์ถือว่าโชคดีที่สุดแล้ว เพราะมีความสมบูรณ์ไปด้วยทรัพย์นานัปการ และมีบริวารคอยรับใช้มากกว่าราชาองค์อื่น

แต่ในความโชคดีก็มีความโชคร้ายแฝงอยู่ คือพระองค์มีโรคประจำตัวอย่างหนึ่งคือ โรคขาดความสุข แม้จะมีทุกอย่างที่มนุษย์คนหนึ่งบนโลกใบนี้พึงได้ แต่ในใจพระองค์กลับรุ่มร้อน กระวนกระวายอยู่ตลอดเวลา ซึ่งพระองค์เองก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด

เมื่ออาการของโรครุมเร้ามากเข้า พระราชาถึงกลับต้องนอนซมอยู่ที่เตียงนอน และต้องห่มผ้าไหมที่มีความประณีตและแพงที่สุดที่มีอยู่ในเมืองแห่งนั้น เพื่อจะทำให้พระองค์ได้นอนอย่างเป็นสุข

พวกอำมาตย์และบริวารทั้งหลายต่างก็พยายามสรรหาสิ่งที่ดีเลิศที่สุดมาให้พระองค์ได้ใช้สอย ไม่ว่าจะเป็นอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค และหมอที่คิดว่าดีเยี่ยมที่สุดในเมือง เพื่อทำให้พระองค์หายป่วยจากโรคที่กำลังเป็นอยู่ แต่ทว่าก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นแต่อย่างใด

เมื่อแสวงหาหมอที่ดีที่สุดมาให้การรักษา ก็ไม่ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีเลย พวกอำมาตย์จึงใช้วิธีแจ้งข่าวไปทั่วเมืองเพื่อหาหมอมารักษาพระราชาให้หายป่วย หลังการประกาศก็มีหมอมาขอดูอาการของพระองค์เป็นจำนวนมาก แต่ทุกคนก็ต้องเดินทางกลับบ้านอย่างจนปัญญา เพราะวินิจฉันไม่ถูกว่าพระองค์ป่วยเป็นโรคอะไรกันแน่

จนกระทั่งมาถึงหมอท่านหนึ่งที่เลื่องลือว่าเป็นหมอเทวดาเพราะสามารถวินิจฉันและตรวจโรคได้อย่างแม่นยำ พอหมอตรวจดูอาการของพระราชาเรียบร้อยแล้ว ก็แจ้งให้พระองค์รับทราบว่า

อาการประชวรของพระองค์นั้น ต้องให้คนที่โชคดีที่สุดในเมืองนี้มารักษา โดยการนำเสื้อของเขามาวางที่เตียงนอนของพระองค์ แล้วโรคที่เป็นอยู่ก็จะได้รับการเยียวยาให้หายดี

เมื่อทราบเช่นนี้ เหล่าอำมาตย์ก็ให้ทหารออกไปตามหาคนที่โชคดีที่สุดทันที โดยการตั้งคำถามที่ว่า เขามีความสุขไหม? ถ้าใครตอบว่า มีความสุขที่สุดในชีวิต ก็ให้ขอเสื้อของคนนั้นมา เพื่อนำมาสู่ขั้นตอนรักษาพระราชาต่อไป

เหล่าทหารได้เที่ยวตามหาคนที่มีคุณสมบัติดังกล่าวทั่วเมือง แต่สิ่งที่ได้รับรู้คือ ทุกคนล้วนแต่ มีความทุกข์ กันทั้งนั้น ไม่ทุกข์เพราะญาติพี่น้องตาย ก็ทุกข์เพราะคนในครอบครัวมีปัญหา ทุกข์เพราะไม่มีอาหารการกิน ทุกข์เพราะความเป็นอยู่ในชีวิตไม่สมหวัง สรุปก็คือ เท่าที่พวกทหารไปเจอ ทุกคนต่างมีความทุกข์ด้วยกันทั้งสิ้น

ผู้ออกติดตามหาคนโชคดีจึงพากันคิดว่า คนที่มีความโชคดีและมีความสุข คงมีแต่ในนิทานและในจินตนาการเท่านั้น ทำให้พวกเขาตกลงกันว่าจะยุติการค้นหาบุคคลดังกล่าว แต่ในขณะที่กำลังสิ้นหวัง เหล่าทหารก็ได้ยินชายเลี้ยงแพะคนหนึ่งที่ไม่มีเสื้อสวมใส่ร้องเพลงด้วยอารมณ์ที่เปี่ยมสุขยิ่งนัก เหมือนไม่มีความทุกข์ใด ๆ มารบกวน

พวกทหารจึงได้เรียกให้ชายเลี้ยงแพะเข้ามาพบ แล้วถามว่า

ท่านมีความทุกข์ในชีวิตบ้างไหม?

ชายเลี้ยงแพะมองหน้าเหล่าทหารด้วยความรู้สึกประหลาดใจในคำถามนี้ พร้อมกับตอบด้วยใบหน้าเปี่ยมสุขและมีรอยยิ้มที่เบิกบานว่า

เท่าที่ผ่านมา ข้าคิดว่าตัวเองเป็นคนที่โชคดีและมีความสุขที่สุดในโลก เพราะการได้ชีวิตมาก็ถือว่าโชคดีอยู่แล้ว ยิ่งได้ตื่นเช้ามาเห็นดวงอาทิตย์ขึ้นและตกในแต่ละวัน ก็ถือว่าเป็นความโชคดีอย่างยิ่ง ได้ยินเสียงนกร้องเพลง ได้เห็นธรรมชาติที่สวยงามในแต่ละวัน แค่นี้ก็เพียงพอต่อการที่จะทำให้ชีวิตมีความสุขได้แล้ว ไม่เห็นจะต้องมีอะไรมากมายเกินความจำเป็น

เมื่อทหารได้ฟังคำพรรณานาของชายเลี้ยงแพะ พวกเขาได้ตกลงใจร่วมกันว่า นี่แหละคือคนที่โชคดีที่สุด ตัวแทนทหารจึงได้เล่าถึงการที่พวกตนได้ออกตามหาคนที่โชคดีที่สุดว่าเพื่ออะไร พร้อมกับเอ่ยปากขอเสื้อจากชายเลี้ยงแพะ ฝ่ายชายเลี้ยงแพะได้ฟังเช่นนั้น ก็ตอบด้วยใบหน้าที่เปื้อนรอยยิ้มอีกครั้งว่า

ถึงแม้ข้าจะมีความสุข แต่ท่านรู้ไหมว่า ข้าเองก็ไม่มีเสื้อสวมใส่เลย เพราะในตระกูลคนเลี้ยงแพะนั้นมีแต่คนยากจน

เมื่อเหล่าทหารได้ฟังเช่นนั้น ก็รู้สึกผิดหวังเป็นอย่างมากที่ไม่สามารถขอเสื้อจากชายเลี้ยงแพะได้ พวกเขาจึงกลับเข้าเมืองแล้วกราบทูลสิ่งที่เกิดขึ้นให้พระราชารับทราบ ครั้นองค์ราชาได้ฟังเรื่องดังกล่าว ก็ถึงกับต้องอุทานว่า

ข้าไม่นึกเลยว่าคนที่มีความสุข กลับเป็นคนที่ไม่มีแม้แต่เสื้อผ้าสวมใส่ ส่วนข้าแม้มีทุกอย่าง กลับอยู่อย่างไร้ความสุขสิ้นดี พวกเขานั่นแหละมีชีวิตที่น่าอิจฉามากกว่าข้า

ว่าดังนั้นแล้ว พระองค์ก็ขอให้เหล่าบริวารออกไปจากห้อง เพื่อที่จะได้มีเวลาอยู่กับตัวเอง และคิดไตร่ตรองถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับชาวเมืองผู้อยู่ใต้การปกครองของพระองค์ สุดท้ายพระราชาคิดได้ว่า ตรวบใดที่ชาวเมืองยังขาดแคลนอยู่ หน้าที่ของพระองค์ก็คือการรู้จักแบ่งปันให้แก่พวกเขา

ในที่สุด พระราชาก็ประกาศให้ข้าราชบริพารทั้งหลายช่วยกันนำสิ่งของต่าง ๆ ไปแจกแก่ประชาชน เพื่อให้การเป็นอยู่ของพวกเขาดีขึ้น พระราชาได้ทำหน้าที่เป็น ผู้ให้ อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ทว่าสิ่งที่น่าประหลาดใจก็เกิดขึ้นคือ พระองค์ได้หายจากโรคขาดความสุขอย่างน่าอัศจรรย์ เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้ พระราชาฉุกคิดได้ว่า

การที่คนเราจะมีความสุขนั้น ไม่ใช่อยู่ที่ว่าเรามีอะไรหรือเป็นอะไร มีมากหรือมีน้อย แต่สิ่งสำคัญ อยู่ที่ว่าเรารู้จักแบ่งปันสิ่งที่มีอยู่ให้กับคนอื่นหรือไม่ เพราะความสุขไม่ได้อยู่ที่การรอรับอย่างเดียว แต่อยู่ที่การรู้จักเป็นผู้ให้ด้วย

นับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา พระราชาผู้เคยเป็นโรคขาดแคลนความสุข ก็ไม่เคยว่างเว้นจากความสุขอีกเลย เพราะพระองค์ได้ค้นพบแล้วว่า บ่อเกิดของความสุขนั้นอยู่ที่ใด

นิทานคลาสสิกอมตะ เรื่อง พระราชาผยองยศศักดิ์

นิทานคลาสสิกอมตะ เรื่อง พระราชาผยองยศศักดิ์

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีพระราชาพระองค์หนึ่งนามว่า โรเบิร์ต ทรงคิดว่าไม่มีใครในโลกจะมีอำนาจและยิ่งใหญ่ไปกว่าพระองค์เลย

ครั้งหนึ่งพระราชาโรเบิร์ตทรงเสด็จเข้าไปในโบสถ์ ประทับนิ่งคิดเรื่องต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องสมบัติที่เป็นของพระองค์ ทรงคิดไปเรื่อยเปลื่อยก็บังเอิญได้ยินเสียงเพลงดังแว่วมาว่า พระเป็นเจ้าจะถอดผู้เรืองอำนาจลงจากเก้าอี้ ให้ต้องลอยลงต่ำ ต่ำลงทุกที

พระราชาผู้ทระนงทรงพิโรธมาก ตรัสกับพระองค์เองว่า ไม่มีอำนาจอันใดจะฉุดพระองค์ให้ตกลงจากบัลลังค์ได้ พระองค์ทรงตรัสซ้ำ ๆ อยู่อย่างนั้น จนกระทั่งบรรทมหลับไป

พระองค์ทรงตื่นบรรทมในยามดึก รู้สึกพระองค์ว่าทรงอยู่แต่เดียวดาย ความมืดครอบคลุมทั่วบริเวณโบสถ์ แต่ยังพอมีแสงเทียนวับ ๆ แวม ๆ เป็นแห่ง ๆ เท่านั้น พระราชาคลำทางไปยังประตู ปรากฏว่าปิดสนิทแน่นหนา จึงทรงเคาะและตะโกนเรียกคนมาด้วยพระสุรเสียงอันดัง ทรงตะโกนออกไปเท่าใดก็ปรากฏแค่เพียงเสียงสะท้อนกลับก้องวังเวง ในความมืดเท่านั้น

ต่อมาไม่นาน คนดูแลโบสถ์ได้ยินเสียงดังผิดปกติ นึกว่าขโมยจึงจุดตะเกียงเดินมา พอถึงหน้าโบสถ์ก็ตะโกนถามว่า ใครอยู่ข้างใน

พระราชาโรเบิร์ตทรงตะโกนตอบอย่างกริ้วโกรธว่า เราเอง พระราชา เมื่อประตูเปิดออก คนเฝ้าโบสถ์ตกใจที่เห็นร่างใหญ่โตประหลาดน่ากลัว ไม่ทันแม้แต่จะเปร่งเสียงออกมา ก็เผ่นหนีไปในความมืด โดยไม่สนใจหมวกหรือเสื้อคลุมกายที่ร่วงหล่นแต่อย่างใด

พระราชาโรเบิร์ตไม่ฉลองพระองค์โอ่อ่า แม้แต่หมวกก็ไม่มีพระองค์ทรงรีบเร่งเข้าประตูวัง ผ่านทหารยามและมหาดเล็กด้วยความละอาย วิ่งขึ้นบันใดไปตามห้องต่าง ๆ จนมาถึงห้องเลี้ยงแขกซึ่งสว่างไสว ในห้องนั้นมีผู้คนแขกเหรื่อเต็มไปหมด

พระราชาโรเบิร์ตต้องประหลาดพระทัยยิ่งนักที่มีกษัตริย์องค์หนึ่งหน้าตารูปร่างเหมือนพระองค์ ประทับอยู่บนบัลลังก์ของพระองค์เอง พระราชาองค์นั้นทรงฉลองเสื้อคลุม มงกุฎ และแหวนที่พระองค์เคยสวมมาก่อน

พระราชาโรเบิร์ตทรงเงียบอึ้งตรัสอะไรไม่ออก ได้แต่จ้องนิ่งงันไปอยู่อย่างนั้น ทันใดนั้นก็ทรงได้ยินเสียงกษัตริย์เทวดาซึ่งแปลงกายลงมาองค์นั้นตรัสถามอย่างสุภาพว่า เจ้าเป็นใคร มาทำไมที่นี่

พระราชาโรเบิร์ตเดือดดาลสุดแสนจะทนทาน ตรัสออกไปว่า เราเป็นกษัตริย์ จะมาทวงสิทธิ์ส่วนที่เป็นของเราคืน ทันใดนั้นบรรดาผู้คนแขกเหรื่อ ณ ที่นั้นต่างลุกฮือขึ้นชักดาบตรงเข้ามา

เทวราชาจึงทรงห้ามคนเหล่านั้นและตรัสว่า อย่าเลย เจ้าไม่ใช่กษัตริย์ แต่เป็นตัวตลกของพระราชา ต่อไปนี้จงสวมหมวกติดพรวนอย่างตัวตลก มีลิงคอยจูงเจ้าแล้วคอยฟังคำสั่งจากหัวหน้ามหาดเล็กเมื่อถูกเรียกตัว

พระราชาโรเบิร์ตขู่คำรามก้อง แต่กลับไม่ได้รับการสนใจจากใครในที่นั้นเลย นอกจากนี้พระองค์ยังถูกหัวเราะเยาะเย้ย ถูกจับโยนออกจากห้องเสวย เหล่าข้าราชสำนักและมหาดเล็กบางคนตะโกนเยาะเย้ยตามหลังออกมาว่า พระราชาจงเจริญ

เช้าวันรุ่งขึ้น พระราชาโรเบิร์ตทรงตื่นขึ้นพร้อมกับแสงเงินแสงทองส่องฟ้าทรงดีพระทัยว่าคงแค่ฝันไป เมื่อตื่นขึ้นมาเวลานี้ก็ทรงเป็นกษัตริย์อีกครั้ง แต่เมื่อพลิกตัว เสื่อฟางหบาย ๆ ก็ดังกรอบแกรบ พระองค์อยู่ในชุดเครื่องแต่งตัวของตัวตลกหลวง มีหมวกและลูกพรวนเล็ก ๆ มีลิงตัวใหญ่น่าเกลียดนั่งตัวสั่นเทาตรงมุมหนึ่ง

ไม่ใช่ความฝันเสียแล้ว โลกอันสวยสดที่ทรงนึกถึงเมื่อตื่นนอนใหม่ ๆ พังทลายลงอย่างสิ้นเชิง เทวราชาปกครองบ้านเมืองต่อมาอย่างราบรื่นผาสุก ขณะเดียวกัน ตลกที่น่าสงสารก็นึกถึงความตกต่ำเปลี่ยนแปลงของตนอย่างเงียบ ๆ แต่ก็ยังคงทระนงในเกียรติอยู่เสมอ ไม่ยอมก้มหัวให้ใคร

เมื่อพบเทวราชา และได้รับการถามว่า พระองค์ยังเป็นกษัตริย์หรือเปล่า พระราชาโรเบิร์ตทรงเชิดหน้าตอบว่า เราคือกษัตริย์ ตัวเราคือกษัตริย์

สามปีผ่านไป พระเชษฐาของพระราชาโรเบิร์ตทรงส่งสาส์นมาเชิญให้ไปเยี่ยมที่กรุงโรม เทวราชารับสาส์นด้วยความพอพระทัย ได้ราชทานสิ่งของมีค่าให้ผู้ส่งสาส์นเป็นอันมาก แล้วเสด็จไปกรุงโรม พร้อมด้วยคณะผู้ถือสาส์น ทรงม้าบังเหียนทองคำในขบวน

พระราชาโรเบิร์ตก็เสด็จมาด้วยในฐานะตัวตลกหลวง พระองค์เดินไปพร้อมกับลิงที่คอยจูงให้เดินไปในขบวน เป็นที่ขบขันแก่ฝูงคน

ทางกรุงโรมจัดการต้อนรับเทวราชาอย่างมโหฬาร เมื่อขบวนของเทวราชาผ่านไปตามถนน กลุ่มชนก็ฮือกันเข้ามาดู จนกระทั่งขบวนมาถึงพลับพลาต้อนรับ เมื่อพระราชาโรเบิร์ตตัวตลกมองไปเห็นพระเชษฐาอยู่บนพลับพลาก็รีบตรงไปตะโกนกราบทูลว่า น้องเป็นกษัตริย์ จงมองดูน้องเถิด น้องคือราชาแห่งซิซิลี มีพระนามว่าโรเบิร์ต

พระราชาแห่งกรุงโรมทรงมองมายังตัวประหลาดที่ใส่หมวกและติดลูกพรวนกรุ๋งกริ๋ง สงสัยว่าคนบ้าอย่างนี้น่าจะเก็บตัวเอาไว้ในราชสำนัก ตลกหลวงโรเบิร์ตได้รับความอับอาย รีบหลบหน้าฝูงชนที่เยาะเย้ย

เมื่อถึงเทศกาลวันอีสเตอร์ เทวราชาปรากฏพระองค์ ณ ที่ใด ชาวเมืองต่างก็พากันจุดเทียนสว่างไสวไปทุกที่ที่พระองค์ไป ทั่วทั้งนครก็สว่างไสวทั้งหมด ดวงใจของชาวเมืองปลอดโปร่งแจ่มใส เพราะความเมตตากรุณาของเทวราชา

แม้แต่ตัวตลกโรเบิร์ตก็รู้สึกในอำนาจที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ขณะที่คุกเข่าลงกับพื้นถนนอย่างนอบน้อม แหงนหน้ามองแสงแพรวพราวงดงามนั้น เมื่อการเสด็จเยี่ยมชาวเมืองสิ้นสุดลง เทวราชาก็ตรัสเรียกพระราชาโรเบิร์ตเข้าไปใกล้ ๆ สองต่อสอง ตรัสถามเรียบ ๆ ว่า ท่านยังเป็นกษัตริย์อยู๋หรือ?

พระราชาโรเบิร์ตค้อมศีรษะลงอย่างขลาด ๆ ตอบว่า พระองค์ทรงทาบดีว่า ข้าพเจ้าเป็นใคร ขอประทานอภัยในบาป ความโลภ และความหลงไหลในลาภยศสรรเสริญของข้าพเจ้าด้วยเถิด

เทวราชาทรงยิ้มน้อย ๆ แสงสว่างเจิดจ้าไปทั่วห้อง พระราชาโรเบิร์ตทรงได้ยินเสียงเพลงลอยมาแต่ไกลเหมือนเมื่อครั้งทรงได้ยินในโบสถ์แล้วบรรทมหลับไป พระเป็นเจ้าจะถอดผู้เรืองอำนาจลงจากเก้าอี้ ให้ต้องลอยลงต่ำ ต่ำลงทุกที

ขณะที่พระราชาโรเบิร์ตฟังเสียงที่คุ้นหูอยู่นั้น ก็มีเสียงหนึ่งแว่วว่า เราคือเทวทูต และพระองค์คือพระราชา เราได้ช่วยปกครองบ้านเมืองแทนพระองค์มานานพอสมควร บัดนี้ถึงเวลาจะมอบคืนให้พระองค์ซึ่งเคยทระนงตัวมาก แต่บัดนี้ได้ทรงอ่อนน้อมถ่อมตนลงแล้ว คงจะปกครองบ้านเมืองต่อไปได้

เมื่อพระราชาโรเบิร์ตทรงเงยพระพักต์ขึ้น เทวราชาก็หายไปแล้วเหลือเพียงพระองค์เดียวในฉลองพระองค์ขนเออร์มินและทองคำที่เคยทรง เมื่อพวกมหาดเล็กเข้ามาก็พบว่าพระราชาโรเบิร์ตกำลังคุกเข่าอยู่บนพื้นห้องสวดมนต์อยู่เงียบ ๆ