นิทานคลาสสิกอมตะ เรื่อง ยักษ์ใจดำ

นิทานคลาสสิกอมตะ เรื่อง ยักษ์ใจดำ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีสวนของยักษ์ใจร้ายตัวหนึ่งเจ้ายักษ์นั้นไม่ได้อยู่คอยเฝ้าสวน พวกเด็ก ๆ ที่อาศัยในละแวกนั้นจึงเข้ามาเล่นกันทุก ๆ เวลาบ่าย เมื่อกลับจากโรงเรียน

สวนนั้นกว้างใหญ่และสวยงาม มีดอกไม้สวย ๆ บานสล้างอยู่ในกอหญ้า มีต้นไม้ที่ออกผล 12 ต้น ในฤดูใบไมผลิต้นไม้เหล่านั้นจะออกดอกสีขาวและแดงเต็มต้น และในฤดูใบไม้ร่วงก็จะมีผลไม้มากมายฝูงนกร้องเพลงไพเราะบนต้นไม้ จนในบางครั้งพวกเด็ก ๆ ต่างพากันหยุดเล่นเพื่อฟังเสียงนกร้องเพลง

ที่นี่เรามีความสุขเหลือเกิน เด็ก ๆ ร้องบอกกันและกัน

วันหนึ่งยักษ์ได้กลับมายังสวนของตน หลังจากได้ไปอยู่ที่อื่นเสียนาน 7 ปี เมื่อกลับมาแล้วเห็นพวกเด็ก ๆ กำลังเล่นอยู่ในสวนจึงโกรธมาก พวกเจ้ามาทำอะไรที่นี่? ยักษ์ร้องเสียงดัง พวกเด็ก ๆ ตกใจกลัวและพากันวิ่งหนีไป

สวนของเราก็ต้องเป็นสวนของเรา ยักษ์พูด เราไม่ยอมให้ใครมาเล่นในสวน นอกจากเราเท่านั้น

เจ้ายักษ์ตัวนั้นเป็นยักษ์ใจดำมาก ดังนั้นจึงสร้างกำแพงสูงล้อมรอบสวน และเขียนป้ายติดไว้ว่า ห้ามเข้ามาเล่นในสวน

เวลานี้พวกเด็ก ๆ ไม่มีที่จะเล่น จึงออกไปเล่นที่ถนน แต่ถนนก็มีฝุ่นฟุ้งและเต็มไปด้วยก้อนหินแข็ง ๆ ซึ่งพวกเด็ก ๆ ต่างไม่ชอบเล่นในถนนกันเลยสักคน

เด็กเหล่านั้นเดินไปเดินมารอบ ๆ กำแพงสูง ภายหลังโรงเรียนเลิกและพูดกันถึงความสวยงามภายในกำแพง เราเคยเล่นกันอย่างสนุกสนานในสวนนั้น พวกเด็ก ๆ พูดกันอย่างเศร้าสร้อย

ครั้นถึงฤดูใบไม้ผลิ ก็มีฝูงนกบินไปมา และดอกไม้บานอยู่ทั่วทุกหนทุกแหน่ง แต่ในสวนของยักษ์ใจดำยังคงเป็นฤดูหนาว ซึ่งฝูงนกก็ไม่ชอบร้องเพลงในสวนนั้นเพราะไม่มีเด็ก ๆ และต้นไม้ก็ไม่ยอมออกดอก พื้นหญ้าปกคลุมด้วยหิมะ และมีน้ำแข็งเกาะอยู่บนต้นไม้ดูขาวโพลน ลมเหนือพัดมาและฝนตกหนัก

ฉันไม่เข้าใจเลยว่าเหตุใดฤดูใบไม้ผลิจึงล่าช้าอย่างนี้ ยักษ์ใจดำพูดขณะที่นั่งอยู่ที่หน้าต่างบ้าน และมองออกไปในสวนที่มีหิมะตกและอากาศหนาวเหน็บ ฉันหวังว่าอากาศจะเปลี่ยนแปลงไป

เมื่อเวลาผ่านไปฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนก็ยังมาไม่ถึงสวนของยักษ์ใจดำ ในสวนทุก ๆ แห่งนั้นมีผลไม้สุกในฤดูใบไม้ร่วง แต่กลับไม่มีผลไม้ในสวนของยักษ์ใจดำเลย ในสวนนั้นเป็นฤดูหนาวอยู่ตลอดเวลา มีลมเหนือพัดแรงมีหิมะและฝนตกหนัก

เช้าวันหนึ่ง ขณะที่ยักษ์นอนอยู่บนเตียง มันได้ยินเสียงร้องเพลงไพเราะ เป็นเสียงนกเล็ก ๆ ร้องเพลงอยู่ข้างนอกหน้าต่างบ้าน ยักษ์ใจดำไม่ได้ยินเสียงร้องเพลงมานานแล้ว มันจึงรู้สึกว่าเสียงร้องเพลงของนกน้อยนั้นเป็นเสียงดนตรีที่ไพเราะที่สุดในโลก

ในที่สุดฤดูใบไม้ผลิก็ได้มาถึงแล้ว ยักษ์พูดพลางกระโดดลงจากเตียงและมองออกไปข้างนอกหน้าต่าง

ยักษ์ใจดำได้เห็นภาพที่แปลกประหลาดที่สุด พวกเด็ก ๆ ได้ลอดช่องโหว่ในกำแพงเข้ามาในสวนและกำลังนั่งอยู่บนกิ่งไม้ มีเด็กเล็ก ๆ นั่งอยู่บนต้นไม้ทุกต้นที่มองเห็น ต้นไม้มีความชื่นชมยินดีที่เด็ก ๆ กลับมาจึงออกดอกบานสล้าง ฝูงนกบินไปมาและส่งเสียงร้องเพลงอย่างไพเราะ ดอกไม้ชูช่ออยู่ในพงหญ้าสีเขียวขจี

เด็กชายเล็ก ๆ คนหนึ่งยืนอยู่ตรงมุมที่ห่างที่สุดของสวน เด็กนั้ร่างจ้อยร่อยจนเอื้อมไม่ถึงกิ่งไม้ เด็กน้อยเดินไปรอบ ๆ ต้นไม้และร้องไห้ออกมา

ฉันใจดำเหลือเกิน ยักษ์พูด ทีนี้ฉันรู้แล้วว่าเหตุใดฤดูใบไม้ผลิจึงไม่มาถึงสวนนี้ ฉันจะอุ้มเด็กชายเล็ก ๆ ขึ้นนั่งบนยอดไม้ แล้วฉันจะรื้อกำแพงลงเสีย ปล่อยให้เด็ก ๆ มาเล่นในสวนได้ตลอดไป

ยักษ์รู้สึกเสียใจในสิ่งที่มันได้ทำมาแล้ว ดังนั้นยักษ์จึงลงไปข้างล่าง เปิดประตูเบา ๆ และเดินออกไปในสวน แต่เมื่อพวกเด็ก ๆ เห็นยักษ์ก็ตกใจกลัวและวิ่งหนีไป มีเพียงเด็กชายเล็ก ๆ คนเดียวที่ไม่วิ่งหนี นัยน์ตาของเด็กน้อยฝ้าฟางด้วยหยาดน้ำตาจนมองไม่เห็นยักษ์เดินมา

ยักษ์ค่อย ๆ เดินไปทางหลังเด็กน้อย อุ้มเด็กน้อยอย่างระมัดระวังและวางเขาบนต้นไม้ เด็กน้อยโอบแขนรอบคอยักษ์และจูบมัน เด็กคนอื่น ๆ เห็นว่าเวลานี้ยักษ์ไม่โหดร้ายและใจดำแล้ว จึงพากันวิ่งกลับมา

เวลานี้ สวนนี้เป็นของพวกหนูแล้ว ยักษ์พูดแล้วรื้อกำแพงลง เมื่อพวกชาวบ้านเดินไปมาในถนน เขาเห็นยักษ์เล่นกับเด็ก ๆ ในสวนที่สวยงามที่สุดเท่าที่เขาได้เคยเห็น เด็ก ๆ เล่นกันตลอดวัน และในเวลาเย็นพวกเขาก็พากันมาลายักษ์เพื่อกลับบ้าน

เด็กเล็ก ๆ เพื่อนของเธออยู่ไหน? ยักษ์ถาม เด็กที่ฉันอุ้มขึ้นมานั่งบนต้นไม้อยู่ไหม? ยักษ์รักเด็กคนนั้นมากที่สุด เพราะเด็กน้อยได้จูบยักษ์

เราไม่ทราบ เด็กเหล่านั้นตอบ เขาไปแล้ว

หนูต้องบอกให้เขามาอีกพรุ่งนี้ พรุ่งนี้เขาต้องมาอีก แต่เด็ก ๆ ตอบว่า เราไม่ทราบว่าเขาอยู่ที่ไหน เราไม่เคยเห็นเขามาก่อนเลย

ทุก ๆ เวลาบ่ายเมื่อโรงเรียนเลิก เด็ก ๆ จะพากันมาเล่นกับยักษ์แต่ไม่มีใครเห็นเด็กชายเล็ก ๆ ที่ยักษ์รักอีก ยักษ์เมตตรปรานีต่อเด็ก ๆ ทุกคน แต่มันอยากพบเพื่อนเล็ก ๆ คนแรกของมันมากที่สุด

ฉันอยากพบเด็กน้อยคนนั้นเหลือเกิน ยักษ์พูด

เวลาผ่านไปหลายปี ยักษ์แก่ลงมากและอ่อนกำลัง เวลานี้มันไม่สามารถออกไปเล่นในสวน มันนั่งลงบนเก้าอี้ตัวใหญ่ และเฝ้าดูเด็ก ๆ เล่นกันสนุกสนานมองดูสวนที่สวยงาม เต็มไปด้วยต้นไม้และดอกไม้งามอย่างมีความสุข

ฉันมีดอกไม้สวย ๆ มากมาย ยักษ์พูด แต่พวกเด็ก ๆ เป็นดอกไม้ที่สวยงามที่สุด

เช้าวันหนึ่ง ขณะที่ยักษ์กำลังแต่งตัว มันมองออกไปทางช่องหน้าต่าง เวลานี้ยักษ์ไม่เกลียดฤดูหนาว เพราะมันทราบว่าฤดูใบไม้ผลิและดอกไม้จะกลับมาอีก ทันใดนั้นยักษ์ก็ยกมือขึ้นขยี้ตา มันจ้องมองดูภาพที่แปลกประปลาด

ตรงสวนที่อยู่ไกลที่สุด มีต้นไม้ออกดอกไม้ขาวสวย กิ่งไม้นั้นเป็นทอง และมีผลไม้เงินห้อยระย้าย้อย เด็กชายเล้ก ๆ ที่ยักษ์รักกำลังยืนอยู่ใต้ต้นไม้นั้น

ยักษ์วิ่งออกไปในสวน เมื่อยักษ์เข้าไปใกล้ มันก็โกรธจนหน้าแดงมันพูดว่า ใคร.. ใครทำให้หนูบาดเจ็บ มีรอยแผลเป็นสองรอยบนมือของเด็กน้อยและบนเท้าเล็ก ๆ ใครบังอาจทำให้หนูบาดเจ็บ ยักษ์ร้อง บอกฉันสิ ฉันจะเอาดาบฟันเขาเสีย

เปล่า เด็กน้อยตอบ บาดแผลเหล่านี้เป็นบาดแผลแห่งความรัก

ท่านเป็นใคร ยักษ์ถาม มันรู้สึกกลัวขึ้นมาจึงคุกเข่าลงตรงหน้าเด็กน้อย

ครังหนึ่งท่านยอมให้ฉันเล่นในสวนของท่าน เด็กนั้นตอบ วันนี้ท่านจะได้เข้ามาในสวนของฉันบนสวรรค์

เมื่อพวกเด็ก ๆ เข้ามาในสวนตอนบ่าย พวกเข้าพบว่ายักษ์ได้นอนตายอยู่ใต้ต้นไม้ ร่างของยักษ์ปกคลุมด้วยดอกไม้สีขาวบริสุทธิ์ดุจหยาดหิมะ

นิทานคลาสสิกอมตะ เรื่อง แจ็คผู้ฆ่ายักษ์

นิทานคลาสสิกอมตะ เรื่อง แจ็คผู้ฆ่ายักษ์

หลายปีมาแล้วในเมืองคอนวอล รัชสมัยของพระเจ้าอาร์เธอร์ มียักษ์ตัวหนึ่งชื่อ คอโมแรน ยักษ์ตนนี้มีนิสัยดุร้ายเป็นที่หวาดกลัวของคนทั่วไป ความสูงของยักษ์มีมากถึง 18 ฟุต และวัดรอบลำตัวได้ถึง 9 ฟุต

นอกจากนี้ยักษ์คอโมแรนยังกินอาหารจุมาก เจ้ายักษ์จะออกมาฆ่าสัตว์วันละ 6 ตัว และนำสัตว์เหล่านั้นไปกินเป็นอาหารที่บ้าน ชาวเมืองทุก ๆ คนต่างหวาดกลัวเจ้ายักษ์คอโมแรนอย่างมาก เพราะถ้าเหตุการณ์ยังเป็นเช่นนี้ต่อไปเรื่อย ๆ ในเมืองนี้ก็จะไม่มีสัตว์ใด ๆ เหลืออยู่อีกเลย

พวกชาวเมืองพยายามซ่อนฝูงสัตว์ที่เขาใช้งานให้รอดพ้นจากเจ้ายักษ์ร้าย ซึ่งเจ้ายักษ์คอโมแรนเมื่อออกมาล่าสัตว์ไม่พบ ก็มาจับพวกชาวบ้านไปกินเป็นอาหารแทน ดังนั้นพวกชาวบ้านจึงปล่อยให้ยักษ์จับเอาสัตว์เลี้ยงของเขาไปกินตามสบาย และไม่มีใครกล้าสู้รบกับยักษ์ที่มีรูปร่างสูง 18 ฟุตนั้นเลยสักคน

ในครั้งนั้น มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งชื่อ แจ็ค อาศัยอยู่ในเมืองคอนวอล เขาตั้งใจจะฆ่ายักษ์ตนนี้เสีย แจ็ครู้ว่าเขาไม่สามารถจะฆ่ายักษ์ได้โดยใช้กำลังอย่างแน่นอน เขาจึงตั้งใจว่าจะฆ่าเจ้ายักษ์นั้นโดยใช้กลอุบาล

ในคืนหนึ่ง แจ็คจึงออกเดินทางไปคนเดียว และขึ้นไปบนภูเขาที่ยักษ์อาศัยอยู่ เขาเอาตะเกียงหน้าวัวไปดวงหนึ่ง เขาสัตว์สำหรับเป่าเวลาล่าสัตว์ ขวานและจอบอย่างละเล่ม

ระหว่างทางที่จะเดินไปถึงถ้ำของยักษ์ แจ็คได้ขุดหลุมลึก 20 ฟุต กว้าง 20 ฟุต และยาว 20 ฟุต แล้วเขาก็เอากิ่งไม้และดินมาปิดปากหลุมที่ขุดไว้ เมื่อขุดหลุมเสร็จเรียบร้อยแล้ว แจ็คก็หยิบเขาสัตว์ออกมาเปล่าเสียงดัง แล้วรีบเข้าไปซ่อนอยู่ข้างหลังต้นไม้โดยเร็ว

ยักษ์คอโมแรนตกใจตื่น และส่งเสียงคำรามอย่างโกรธเคือง

ใครบังอาจปลุกข้าแต่เช้าตรู่?

ยักษ์คำรามลั่นและรีบกระโดดลงจากเตียง วิ่งออกไปจากถ้ำพลางร้องตะโกนอย่างโกรธเคือง

ไม่ว่าเจ้าจะเป็นใคร ข้าจะเอาเจ้าต้มกินเป็นอาหารเช้า

ยักษ์คอโมแรนวิ่งไปตามทางและเที่ยวค้นหาคนที่มารบกวน เจ้ายักษ์ก็ก้าวขึ้นไปบนปากหลุมที่มีดินและกิ่งไม้ปิดไว้ ทันใดนั้นเจ้ายักษ์ก็ตกลงไปในหลุม แจ็ครีบกระโดดออกมาจากที่ซ่อนและเอาขวานฟันศีรษะยักษ์คอโมแรนตายทันที

พวกชาวเมืองพากันร้องเพลงและเต้นรำด้วยความชื่นชมยินดีเมื่อได้ทราบข่าวว่าเจ้ายักษ์ร้านตายแล้ว พระเจ้าอาร์เธอร์มอบดาบเล่มหนึ่งให้แจ็ค เพื่อเป็นเกียรติยศที่เขาได้ฆ่าเจ้ายักษ์ร้ายและนำความสงบสุขมาสู่เมืองคอนวอลอีกครั้ง ตั้งแต่วันนั้นมาคนทั้งเมืองก็พากันตั้งชื่อให้เขาใหม่ว่า แจ็คผู้ฆ่ายักษ์

เมื่อได้รับชื่อเช่นนั้น แจ็คก็เป็นศัตรูของยักษ์ทุก ๆ ตนที่ชั่วร้าย ต่อมาอีกไม่นานนัก ก็มียักษ์ตนหนึ่งที่ได้รับรู้เรื่องของแจ็ค และสาบานว่าจะต้องแก้แค้นแจ็คให้ได้ แจ็คได้รับรู้ถึงคำสาบานของเจ้ายักษ์ร้ายและเขาก็คิดว่าจะต้องฆ่ายักษ์ตนนี้ มิฉะนั้นเขาจะถูกฆ่าตายเสียเอง

โดยเหตุที่แจ็คสามารถใช้กลอุบายฆ่ายักษ์สำเร็จในครั้งแรก แจ็คก็อยากจะลองดูอีกครั้งหนึ่ง แต่เขาจะใช้กลอุบายอย่างเดียวกันไม่ได้ ดังนั้นแจ็คจึงตัดสินใจจะไปเยี่ยมยักษ์ตนนี้ซึ่งไม่เคยเห็นเขามาก่อนเลย เพื่อพิจารณาว่าเขาจะใช้กลอุบายกำจัดยักษ์ที่ชั่วร้ายนี้ได้อย่างไร

เมื่อแจ็คไปถึงปราสาทของยักษ์ เขาก็เดินไปที่ประตูและเคาะประตูอย่างสุภาพ แล้วขอพักค้างคืนกับยักษ์คืนหนึ่ง ยักษ์ก็เชิญแจ็คเข้าไปในปราสาทอย่างเป็นมิตร แต่เจ็ครู้สึกไม่ชอบนัยน์ตาของยักษ์ที่มีแววฉลาดแกมโกงคู่นั้นเลย เมื่อแจ็คเห็นกระดูกของคนกองอยู่ในเตาไฟของยักษ์ เขาก็ทราบว่าเขาต้องหาทางฆ่ายักษ์เสีย มิฉะนั้นกระดูกของเขาจะต้องไปกองรวมกับกระดูกเหล่านั้น

บนโต๊ะตรงหน้าเตาผิง มีชามใบใหญ่ใส่แป้งเปียกและนม ชามนั้นจุนมได้ถึง 4 แกลอน ยักษ์เอาชามใหญ่อีกใบหนึ่งวางตรงหน้าแจ็ค

กินนมและแป้งเปียกในชามนี้ให้หมด ถ้าท่านสามารถกินได้

ยักษ์พูดพร้อมส่งแววตาเยาะหยัน

ฉันสามารถกินแป้งเปียกและนมให้หมดได้อย่างง่ายดาย

พูดจบแจ็คก็ลงมือกินแป้งเปียกและนมในชามนั้น ยักษ์จ้องมองแจ็คเพื่อดูว่าเขาจะทำอย่างที่พูดหรือไม่ แจ็คค่อย ๆ กินช้า ๆ จนกระทั่งยักษ์เผลอเดินออกไปจากโต๊ะ แจ็คก็เอาแป้งเปียกและนมที่เหลือเทใส่ถุงหนังที่เขาซ่อนไว้ใต้เสื้อเชิต

เมื่อยักษ์กลับมาอีกครั้งก็พบว่าแป้งเปียกและนมในชามของแจ็คได้หมดลงแล้ว แจ็คฟาดมือไปตรงท้องที่มีถุงหนังอยู่ ทำทีเป็นว่าได้กินแป้งเปียกและนมจนท้องบวมใหญ่

ฉันรู้สึกอิ่มอย่างมาก เห็นไหมล่ะ ว่าฉันสามารถกินจนหมดได้เช่นเดียวกันท่าน

จากนั้นแจ็คก็ท้าทายยักษ์ให้มาประลองฝีมือกัน เจ้ายักษ์ก็ตอบตกลงและพูดอย่างเยาะเย้ยว่า

ไม่ว่าเจ้าจะทำอะไรได้ ฉันสามารถทำได้ดีกว่าเจ้ามาก

จริง ๆ รึ? แจ็คถาม

ถ้าเช่นนั้นจงทำสิ่งนี้

แล้วเขาก็ชักดาบออก และเอาดาบผ่าถุงหนังที่อยู่ใต้เสื้อออก ราวกับว่ามันเป็นท้องของเขา แป้งเปียกและนมที่เขาใส่ไว้ในถุงก็ไหลออกมา

ยักษ์เห็นดังนั้นก็ไม่อยากยอมแพ้มนุษย์ธรรมดา จึงเอาดาบผ่าท้องของตัวเองและล้มตายลงบนพื้นห้องนั้น

เมื่อฆ่าเจ้ายักษ์ร้ายได้สำเร็จ แจ็คก็ออกจากปราสาทยักษ์และเดินทางไปถึงราชสำนักของพระเจ้าอาร์เธอร์ เขาอาศัยอยู่ที่นั่นชั่วระยะเวลาหนึ่ง

วันหนึ่งแจ็คได้ทราบว่าพระราชโอรสของพระราชาไม่มีความสุขเพราะเจ้าหญิงที่พระราชโอรสปราถนาจะอภิเษกสมรสด้วยถูกยักษ์ตนหนึ่งจับไปขังไว้ที่ปราสาทของมัน และสาปเจ้าหญิงให้เป็นกวาง

แจ็คออกเดินทางไปตามหาเจ้าหญิงที่ปราสาทของยักษ์ ภายหลังที่ได้เดินทางไปเป็นเวลานาน เขาก็ไปถึงปราสาทแห่งหนึ่ง ซึ่งมีมังกรดุร้ายสองตัวเฝ้าประตูทางเข้าไว้ มังกรสองตัวนี้มีหัวเหมือนนกอินทรีและตัวเหมือนสิงโต

แจ็คหยิบเสื้อวิเศษที่สามารถทำให้หายตัวได้ออกมาสวม และผ่านเข้าประตูปราสาทไปโดยที่มังกรมองไม่เห็นเขา เมื่อแจ็คเข้าไปในปราสาท สิ่งแรกที่เขามองเห็นคือ เขาสัตว์สำหรับเป่าเรียกสัตว์แขวนอยู่ที่ฝาผนัง ภายใต้เขาสัตว์นั้นมีคำจารึกว่า ผู้ใดเป่าเขาสัตว์นี้ ย่อมสามารถปราบยักษ์ได้

เห็นดังนั้น แจ็คจึงหยิบเขาสัตว์มาเป่าเสียงดัง มังกรที่ดุร้ายทั้งสองตัวก็ล้มลงตาย ทันใดนั้นแจ็คก็รู้สึกว่ามีสัตว์ฝูงหนึ่งทั้งเล็กและใหญ่มาล้อมเขาไว้ ท่ามกลางสัตว์เหล่านั้นมีกวางที่สวยงามนัยน์ตามีแววเศร้าสลดตัวหนึ่ง มันมองดูแจ็คแล้วเดินจากไป แจ็ครีบตามกวางตัวนั้นไป และในไม่ช้าเขาก็เข้าไปอยู่ในห้องที่ยักษ์นอนหลับ เห็นดังนั้น แจ็คจึงรีบชักดาบออกตัดศีรษะยักษ์โดยเร็ว

เมื่อยักษ์ตายแล้ว กวางน้อยก็กลับคืนร่างเป็นเจ้าหญิงแสนงามและสัตว์อื่น ๆ ก็กลับกลายเป็นคนอีกครั้ง พวกคนเหล่านั้นได้ร้องเพลงด้วยความยินดี แล้วทุก ๆ คนได้พากันกลับไปที่พระราชสำนักของพระเจ้าอาร์เธอร์

เจ้าชายได้อภิเษกสมรสกับเจ้าหญิง และแจ็คได้แต่งงานกับบุตรสาวของขุนนางคนหนึ่ง พระเจ้าอาร์เธอประทานประสาทที่สวยงาม และฟาร์มใหญ่ให้แจ็คเป็นบำเหน็จรางลัว นับแต่นั้นแจ็คและภรรยาของเขาก็อาศัยอยู่ที่ปราสาทด้วยความผาสุกตลอดเวลา

นิทานชาดก เรื่อง ชายหนุ่มปราบยักษ์

นิทานชาดก เรื่อง ชายหนุ่มปราบยักษ์

ในสมัยหนึ่งพระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถีทรงปรารภภิกษุผู้เลี้ยงมารดารูปหนึ่ง ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า…

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดในตระกูลผู้ดีเก่าชื่อสุตนะอาศัยอยู่ในเมืองพาราณสี เมื่อบิดาเสียชีวิตแล้วเขาก็ได้ออกรับจ้างหาเลี้ยงชีพเลี้ยงมารดา ในสมัยนั้นพระราชาชอบล่าสัตว์วันหนึ่งพระองค์เสด็จเข้าป่าลึกไปพร้อมทหารและอำมาตย์หมู่ใหญ่ตกลงกันว่า “ถ้าเนื้อวิ่งไปทางใคร คนนั้นจะถูกปรับ” วันนั้นมีละมั่งตัวหนึ่งวิ่งหนีไปทางพระราชา พระองค์เห็นแล้วก็ง้างธนูยิงไปละมั่งหลบได้ แต่ทำทีล้มลงนอนตาย พระราชานึกว่ามันตายแล้วจึงลงจากหลังม้าเดินไปดู ละมั่งรีบลุกขึ้นแล้ววิ่งหนีไป พระราชารีบควบม้าตามไป พร้อมมีเสียงหัวเราะเยาะของพวกอำมาตย์ตามหลังไป

พระราชาควบตามไปทันละมั่งแล้วฟันมันด้วยพระขรรค์ขาดเป็น ๒ ท่อน เพื่อระบายโทสะ ใช้ไม้เสียบคอนไว้ที่ท่อนหนึ่ง ด้วยความเมื่อยล้าจึงเข้าไปเอนกายที่ใต้ต้นไทรต้นหนึ่ง และม่อยหลับไป ที่ต้นไทรนั้นมียักษ์ตนหนึ่งอาศัยอยู่ มันตั้งกติกาไว้ว่าใครเข้ามาอยู่ภายใต้ร่มไทรนี้จะถูกจับกิน มันจึงจับพระหัตถ์ของพระราชาปลุกให้ลุกขึ้นพร้อมที่จะกิน พระราชาเมื่อทราบว่ามันเป็นยักษ์ก็ขอไว้ชีวิตไว้ โดยมอบเนื้อละมั่งตัวนั้นให้ยักษ์กิน และสัญญาว่าจะส่งชาวเมืองมาให้ยักษ์กินเป็นประจำทุกวัน ยักษ์ตกลงตามนั้นพร้อมกับขู่ว่าถ้าหากวันใดไม่มีคนและอาหารมาให้กินจะจับพระราชากินเสีย

พระราชาเมื่อถูกยักษ์ปล่อยออกมาแล้ว ก็รีบนำทหารและอำมาตย์เข้าเมืองปรึกษากันในเรื่องนี้ อำมาตย์จึงเสนอว่า “ขอเดชะในเมืองเรา นักโทษก็มีอยู่มาก เบื้องแรกเราก็ให้นักโทษนำอาหารไปส่งยักษ์วันละคน ก็พอที่จะหาทางแก้ไขได้ พระเจ้าข้า” เมื่อตกลงกันตามนั้นแล้วก็ได้จัดส่งนักโทษไปให้ยักษ์กินเป็นประจำทุกวันจนนักโทษหมดจากคุก

พระราชาทรงกลัวความตายจึงรีบปรึกษาอำมาตย์อีกว่า จะทำอย่างไร อำมาตย์ได้ทูลเสนอว่า “ขอเดชะ เมื่อนักโทษหมดแล้วเช่นนี้ คนที่เห็นแก่เงินมีอยู่ดอกพระเจ้าข้า ขอเพียงพระองค์ตั้งค่าจ้างไว้สูง ๆ ย่อมมีคนอาสานำอาหารไปให้ยักษ์แน่นอนพระยะค่ะ” เมื่อตกลงกันตามนี้แล้ว ก็ให้ทหารป่าวประกาศไปทั่วเมืองปรากฏว่ามีคนมาสมัครเป็นจำนวนมาก แต่พอรู้ว่าจะต้องไปตายก็ลดเหลือไม่กี่คน ในจำนวนมาก แต่พอรู้ว่าจะต้องไปตายก็ลดเหลือไม่กี่คน ในจำนวนนั้นมีนายสุตนะด้วย

นายสุตนะคิดว่า “ทุกวันเรารับจ้างทำงานได้เพียงบาทเดียวแต่นี้อาสานำอาหารไปให้ยักษ์ครั้งเดียวตั้ง ๑,๐๐๐ บาท” จึงไปบอกแม่ที่บ้าน แม่ห้ามไว้ก็ไม่ฟัง เขาบอกแม่ว่า “แม่ครับ แม่ไม่ต้องเป็นห่วง ผมมีวิธีปราบยักษ์ไม่ยอมให้มันกินดอก จะเอาชีวิตรอดกลับมาหาแม่ให้จงได้”

ในวันรุ่งขึ้น เขาไปเข้าเฝ้าพระราชาทูลขอสิ่งของ ๔ อย่าง คือฉลองพระบาท ฉัตร พระขรรค์ และถาดทองคำใส่อาหารของพระราชา พระราชาทรงแปลกพระทัยจึงตรัสถามถึงสาเหตุที่ต้องการสิ่งของ ๔ อย่างนี้ นายสุตนะ จึงทูลให้ทราบว่า “ขอเดชะ ฉลองพระบาทของพระองค์จะช่วยชีวิตข้าพระองค์ เพราะยักษ์จะกินคนที่ยืนบนพื้นดินเท่านั้น ฉัตรของพระองค์ก็จะใช้กั้นเป็นร่ม เพราะยักษ์จะกินคนที่อยู่ภายใต้ร่มไทรเท่านั้น พระขรรค์พระองค์ก็จะใช้เป็นอาวุธสำหรับขู่ยักษ์ ส่วนถาดทองคำก็จะดีกว่าถาดกระเบื้องพะยะค่ะ “พระราชาทรงเลื่อมใสในสติปัญญาของเขา และรับสั่งให้มอบสิ่งของ ๔ อย่างนั้นแก่เขาไป

นายสุตนะให้ทหารนำสิ่งของ ๔ อย่างนั้นเดินตามหลังไปด้วย เมื่อถึงต้นไทรแล้วก็สวมฉลองพระบาททองคำ ขัดพระขรรค์กั้นเศวตฉัตรบนหัว ถือถาดทองคำใส่อาหารไปวางไว้ใกล้ต้นไทรนั้น แล้วใช้ปลายพระขรรค์ผักถาดเข้าไปภายใต้ร่มไม้นั้น ตนเองยืนอยู่ใต้เศวตฉัตรนอกร่มไทร ยักษ์เห็นอาการอันแปลกประหลาดของเขาก็เดาใจออก คิดจะลวงเขากินเป็นอาหารจึงพูดว่า “สหายหนุ่ม ขอเชิญท่านเข้ามารับทานอาหารร่วมกันภายใต้ร่มไทรนี้เถิด”

นายสุตนะตอบและขู่ยักษ์ว่า “ท่านยักษ์ เรานำอาหารมาให้ท่านแล้ว เรามีแม่แก่ชราที่ต้องเลี้ยงดูอยู่คนหนึ่ง ในเมืองก็หมดคนอาสานำอาหารมาให้ท่านแล้ว เหลือเราเพียงคนเดียวเท่านั้น ถ้าหากท่านกินเราเสียแล้ว ก็จะไม่มีใครนำอาหารมาให้ท่านอีกเลย ท่านก็จะจับพระราชาไม่ได้ เพราะเราไม่ได้ยืนบนพื้น และไม่ได้อยู่ใต้ร่มไทรของท่านด้วย ถ้าท่านคิดจะต่อสู้กับเรา เราก็จะใช้พระขรรค์ฟันท่านเป็น ๒ ท่อน วันนี้เราเตรียมตัวมาดีแล้ว ท่านควรจะรักษาศีล ๕ เสียเถอะ”

ยักษ์เลื่อมใสในปัญญาของเขา จึงพูดว่า “สุตนะ เรายอมท่านแล้วล่ะ ขอเชิญท่านกลับไปพบมารดาของท่านเถิด และนับจากวันนี้เราจะเลิกกินมนุษย์ รักษาศีลเท่านั้น”

นายสุตนะให้ยักษ์รักษาศีล ๕ แล้วนำยักษ์เข้าเมืองไป ประจำอยู่ที่ประตูเมือง เพื่อจะได้ง่ายต่อการส่งอาหาร พระราชาพอทราบว่านายสุตนะปราบยักษ์ได้แล้วก็ทรงปลาบปลื้มยินดีเป็นอย่างยิ่ง พระราชทานตำแหน่งเสนาบดีแก่เขาพร้อมทรัพย์สมบัติมากมาย

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
ผู้มีปัญญารอบรู้สามารถช่วยให้ตนเองและคนอื่นรอดพ้นจากความฉิบหายได้