นิทานชาดก เรื่อง นกหัวขวานกับราชสีห์

นิทานชาดก เรื่อง นกหัวขวานกับราชสีห์

ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเวฬุวันเมืองราชคฤห์ ทรงปรารภความอกตัญญูของพระเทวทัต ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธกว่า

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นนกหัวขวานอาศัยอยู่ในป่าแห่งหนึ่ง มีราชสีห์ตัวหนึ่งเที่ยวหากินอยู่ในบริเวณเดียวกัน วันหนึ่ง ราชสีห์กินเนื้อด้วยความมูมมามจึงทำให้กระดูกติดคอจนคอบวม มันไม่สามารถจับเหยื่อหากินได้นอนปวดร้าวทรมานอยู่ หลายวันต่อมานกหัวขวานบินเที่ยวหากินไปพบมันเข้าจึงจับกิ่งไม้ร้องถามไปว่า ” ท่านราชสีห์ ท่านนอนร้องครวญครางอยู่ เป็นอะไรหรือ ? ” ” กระดูกติดคอเรานะสิ เรานอนเจ็บปวดทรมานมาหลายวันแล้ว ช่วยเราด้วย ” มันร้องตอบ

นกหัวขวานพูดว่า ” เราอยากจะช่วยท่านอยู่ แต่ไม่กล้าจะเข้าไปในปากท่าน กลัวท่านจะกินเรา” ราชสีห์อ้อนวอนว่า ” ท่านอย่ากลัวไปเลย เราไม่กินท่านดอก ช่วยเราด้วยนะ”

นกหัวขวานใจอ่อนด้วยความกรุณาสงสารราชสีห์จึงรับคำช่วยเหลือ ให้ราชสีห์นอนตะแคงแล้วใช้ท่อนไม้ค้ำปากของมันให้อ้าปากไว้ เพื่อไม่ให้มันหุบปากได้ แล้วเข้าไปในปากราชสีห์ ใช้ปากจิกกระดูกให้เคลื่อนเข้าไปในท้องของมันแล้วจิกท่อนไม้ให้ล้มลง บินขึ้นไปจับบนกิ่งไม้ตามเดิม ทำให้ราชสีห์หมดทุกข์เที่ยวจับเหยื่อกินได้เป็นปกติ

อีกหลายวันต่อมา นกหัวขวานบินหากินไปพบราชสีห์กำลังนอนแทะเนื้ออยู่ คิดจะทดสอบจิตใจของราชสีห์ จึงจับบนกิ่งไม้เหนือราชสีห์นั้นแล้วพูดว่า ” ท่านจอมแห่งไพร ขอแสดงความเคารพ เราเคยได้ช่วยเหลือท่านอย่างหนึ่ง แล้วท่านจะมีอะไรตอบแทนกันบ้างหนอ”

ราชสีห์ตอบว่า ” เจ้านกหัวขวานเอ๋ย ในวันนั้น ขณะที่เจ้าอยู่ในปากของเรา เจ้าเอาชีวิตรอดออกมาได้ก็นับว่าเป็นบุญของเจ้าแล้วละ เจ้าจะเอาอะไรอีก ”

นกหัวขวานได้ฟังเช่นนั้นแล้วกล่าวเป็นคาถาว่า ” ผู้ไม่รู้อุปการคุณที่ผู้อื่นทำแล้ว ผู้ที่ไม่เคยทำความดีอย่างใดอย่างหนึ่งแก่ใคร ผู้ที่ไม่ตอบแทนอุปการคุณที่ผู้อื่นทำให้แล้ว น่าตำหนิ ความกตัญญูไม่มีในผู้ใด การคบหาผู้นั้น ก็ไร้ประโยชน์ . แม้อุปการคุณที่กระทำต่อหน้า มิตรธรรมยังหาไม่ได้ในบุคคลใด บัณฑิตไม่ริษยา ไม่ด่าบุคคลนั้น พึงค่อย ๆ หลีกห่างออกจากบุคคลนั้นไปเสีย ”

กล่าวจบก็บินหนีเข้าป่าไป

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
คบคนพาลพาลพาไปหาผิด คบบัณฑิตบัณฑิตพาไปหาผล ผู้ไม่รู้บุญคุณที่เขาทำไว้แล้ว ไม่ควรคบสมาคมด้วย

นิทานชาดก เรื่อง ลาปลอมตัวเป็นราชสีห์

นิทานชาดก เรื่อง ลาปลอมตัวเป็นราชสีห์

ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถีทรงปรารภพระโกกาลิกะผู้ชอบหลอกลวงผู้อื่น ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า…

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นชายชาวนาคนหนึ่ง อาศัยอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง มีพ่อค้าคนหนึ่งเที่ยวค้าขายด้วยการบรรทุกสินค้าบนหลังลา ไปถึงหมู่บ้านหนึ่งแล้วก็จะเอาหนังราชสีห์คลุมหลังลา ปล่อยไปกินข้าวสาลีและข้าวเหนียวของชาวบ้าน ส่วนตนเองก็จะแบกสินค้าขายในหมู่บ้านนั้น ชาวนาเห็นลากินข้าวก็ไม่กล้าเข้าไปไล่เพราะนึกว่าเป็นราชสีห์

อยู่มาวันหนึ่ง พ่อค้านั้นไปขายสิ่งของถึงหมู่บ้านนั้นแล้วก็ทำโดยทำนนองนั้นอีก ลาได้ลงไปกินข้าวกล้าของชาวนา ชาวนาเห็นลานั้นแล้วก็ไม่กล้าเข้าไปไล่เพราะนึกว่าเป็นราชสีห์ จึงกลับเข้าไปบ้านบอกญาติพี่น้องมาช่วยกันไล่ราชสีห์ ต่างคนต่างก็ถืออาวุธทั้งเป่าสังข์ รัวกลอง โห่ร้องไป ลาได้ยินเสียงนั้นกลัวตายจึงร้องออกมาเป็นเสียงลา พระโพธิสัตว์พอรู้ว่ามันเป็นลาไม่ใช่ราชสีห์จึงร้องบอกชาวบ้านว่า “นี่มันไม่ใช่เสียงราชสีห์ดอก ไม่ใช่เสียงเสือโคร่ง ไม่ใช่เสียงเสือเหลือ มันเป็นเสียงลาคลุมหนังราชสีห์ นี่”

พอทราบว่าเป็นลาเท่านั้น ชาวบ้านก็รุมทุบตีจนลาตายแล้วเอาหนังราชสีห์ไป พ่อค้ากลับมาเห็นเหตุการณ์นั้นพอดีจึงกล่าวเป็นคาถาว่า “ลาเอาหนังราชสีห์คลุมตัว เที่ยวกินข้าวเหนียวอัน เขียวสดเป็นเวลานาน (เพราะ)มันร้องออกมานั่นแหละ จึงทำร้ายตัวเอง”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
อย่าได้คิดหลอกลวงผู้อื่นเลี้ยงชีพ ผลที่สุดจะได้รับความทุกข์ยากลำบาก



นิทานชาดก เรื่อง ราชสีห์ตกหล่ม

นิทานชาดก เรื่อง ราชสีห์ตกหล่ม

ในสมัยหนึ่งพระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภพระอานนทเถระ ผู้ได้รับการถวายผ้านุ่งจำนวน ๕๐๐ ผืนจากพระเทวี เป็นเหตุให้พระเจ้าโกศลเข้าใจผิดคิดว่าพระเถระจะค้าขายผ้า เมื่อเข้าใจแล้วกลับยิ่งศรัทธาถวายผ้านุ่งอีก ๕๐๐ ผืน ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า…

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นราชสีห์อาศัยอยู่ในถ้ำแห่งหนึ่งกับตัวเมียอีกตัวหนึ่ง วันหนึ่ง ราชสีห์นั้นออกหากินได้ขึ้นไปยืนอยู่บนยอดเขามองดูสัตว์น้อยใหญ่ที่มาหากินอยู่ข้างสระใหญ่ข้างล่าง ในสระนั้นมีดินดอนที่เกิดจากเปลือกตมอยู่ดอนหนึ่ง พอเปลือกตมแห้งก็มีหญ้าอ่อนเกิดขึ้น มักจะเป็นที่หากินของกระต่าย เนื้อ แมวและสุนัขจิ้งจอกเสมอ

ในวันนั้นมีเนื้อตัวหนึ่งกำลังยืนแทะเล็มหญ้าอ่อนอยู่ที่ดอนนั้น ราชสีห์เห็นเนื้อนั้นแล้วก็หมายใจไว้ว่าจะจับกินเป็นอาหารในวันนี้ จึงกระโดดลงจากเขาวิ่งไปด้วยความเร็ว แต่เนื้อได้ยินเสียงเสียก่อนจึงวิ่งหนีไปได้หวุดหวิด ราชสีห์วิ่งมาด้วยความเร็ว ตกลงไปในบ่อโคลนตม ไม่สามารถขยับเขยื้อนขึ้นมาได้ ยืนอดอาหารอยู่อย่างนั้นถึง ๗ วัน

ในวันที่ ๗ ได้มีสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งเที่ยวหากินมาถึงที่นั้น พอเห็นราชสีห์เข้าก็ตกใจกลัวจะวิ่งหนีไป ราชสีห์จึงร้องเรียกมันให้ช่วยเหลือว่า

“สุนัขจิ้งจอกพ่อมหาจำเริญ..ท่านอย่ากลัวไปเลยเราติดหล่ม ช่วยเราด้วย”

สุนัขจิ้งจอกนั้นจึงพูดว่า

“ท่านราชสีห์ถ้าข้าพเจ้าช่วยเหลือท่านขึ้นมาแล้ว เกรงว่าท่านจะกินข้าพเจ้าเสียนะสิ”

ราชสีห์พูดว่า

“อย่ากลัวไปเลย เราไม่กินท่านดอก มีแต่จะตอบแทนบุญคุณท่านนั้นแหละ จงหาวิธีช่วยเราขึ้นไปที”

สุนัขจิ้งจอกได้ฟังราชสีห์พูดเช่นนั้นจึงตกลงใจเข้าไปช่วยเหลือด้วยการตะกุยเลนรอบเท้าทั้ง ๔ ทำเป็นรางให้น้ำไหลเข้าไป พอน้ำไหล เข้าไปทำให้เลนอ่อน มันจึงเข้าไปดุนท้องราชสีห์พร้อมพูดกระตุ้นว่า

“พยายามเข้าท่าน” ราชสีห์จึงกระโดดขึ้นจากหล่มได้

พักอยู่ครู่หนึ่งแล้วลงไปอาบน้ำในสระนั้น ขึ้นมาล่าควายป่าได้ตัวหนึ่งได้มอบเนื้อส่วนหนึ่งให้สุนัขจิ้งจอก พร้อมกับพูดว่า

“กินเสียเถิด สหาย” ให้สุนัขจิ้งจอกกินอิ่มแล้ว ตัวเองจึงกินทีหลัง

ลำดับนั้น สุนัขจิ้งจอกได้กัดเนื้อก้อนหนึ่งคาบไว้ เมื่อราชสีห์ถามว่าท่านจะทำอะไร

มันจึงพูดว่า “ข้าพเจ้ามีภรรยาอยู่ตัวหนึ่งนอนรออาหารอยุ่ที่ถ้ำ”

ราชสีห์จึงพูดว่า “ถ้าเช่นนั้น พวกเราไปกันเถิด”

แม้ตัวเองก็คาบเนื้อชิ้นหนึ่งไปเพื่อนางราชสีห์เช่นกัน พาสุนัขจิ้งจอกไปที่ถ้ำแล้วชักชวนให้มาอยู่ที่ถ้ำใกล้ชิดกัน ตั้งแต่นั้นมาราชสีห์และสุนัขจิ้งจอกก็ได้ออกหาอาหารด้วยกันเหมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน

เมื่อเวลาผ่านไป นางราชสีห์และนางสุนัขจิ้งจอกได้ลูกคนละ ๒ ตัว สัตว์ทั้งหมดอยู่กลมเกลียวกันเป็นอย่างดี ต่อมาวันหนึ่งนางราชสีห์เฉลียวใจว่า “ทำไมหนอ ราชสีห์สามีเราถึงได้รักนางสุนัขจิ้งจอกและลูกมันเหลือเกิน หรือจะมีการชมเชยกันเสียแล้วละ เราจะขับไล่นางสุนัขจิ้งจอกและ ลูกของมันให้หนีไปเสีย” พอถึงเวลาที่ราชสีห์และสุนัขจิ้งจอกออกหากิน นางจึงได้ไปขับไล่นางสุนัขจิ้งจอกให้หนีไปอยู่ที่อื่น ฝ่ายนางสุนัขจิ้งจอกพอสามีกลับมาแล้วก็เล่าเรื่องนั้นให้ฟังและชวนกันกลับไปอยู่ถ้ำของตนตามเดิม

สุนัขจิ้งจอกจึงเข้าไปหาราชสีห์ พูดว่า “นาย..ข้าพเจ้าอยู่ที่นี่ก็นานแล้ว ธรรมดาผู้ที่อยู่นานๆ นักย่อมไม่เป็นที่พอใจของเจ้าของบ้าน นางราชสีห์ภรรยาท่านคุกคามลูกและภรรยาของข้าพเจ้าแล้ว ขอท่านพึงทราบด้วย พวกข้าพเจ้าขอลาไปละ”

ราชสีห์ได้ฟังคำของสุนัขจิ้งจอกแล้วจึงได้เล่าเรื่องสุนัขจิ้งจอกเป้นผู้มีบุญคุณ ช่วยเหลือชีวิตตนขึ้นจากโคลนตมให้นางราชสีห์ฟังพร้อมทั้งกล่าวเป็นคาถาว่า

“ถึงแม้ว่ามิตรจะมีกำลังด้อยกว่า แต่ตั้งอยู่ในมิตรธรรม เขาชื่อว่าเป็นญาติ เป็นเผ่าพันธุ์ เป็นมิตรและเป็นเพื่อนของเรา นี่นางผู้มีเขี้ยวแหลมคม เจ้าอย่าได้ดูหมิ่นสุนัขจิ้งจอกผู้ให้ชีวิตแก่เราอีกเลย”

นางราชสีห์ฟังคำนั้นแล้วจึงขอโทษสุนัขจิ้งจอก แต่นั้นมาสัตว์ทั้งหมดก็อยู่อย่างกลมเกลียวกันเหมือนเดิมเป็นมิตรกันตลอด ๗ ชั่วตระกูล

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
มิตรแท้ ย่อมช่วยเหลือให้พ้นภัยได้

นิทานชาดก เรื่อง ราชสีห์ ๘ พี่น้อง

นิทานชาดก เรื่อง ราชสีห์ ๘ พี่น้อง

ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน เมืองเวสาลี ทรงปรารถลูกชายของช่างตัดผม ชาวเมืองเวสาลีคนหนึ่ง กลั้นใจตายเพราะไม่สมหวังในความรัก ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า…

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นราชสีห์ มีน้องชาย ๖ ตัวและน้องสาว ๑ ตัว อาศัยอยู่ในถ้ำทองแห่งหนึ่งในป่าหิมพานต์ในที่ไม่ไกลจากถ้ำทองนั้นมีถ้ำแก้วผลึกอยู่ถ้ำหนึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่ง ต่อมาเมื่อพ่อแม่ของราชสีห์ได้ตายลง ราชสีห์ผู้ที่พี่จึงให้ราชสีห์น้องสาวอยู่เฝ้าถ้ำส่วนพวกตนออกหาอาหาร เมื่อได้อาหารแล้วก็จะพากันกินส่วนหนึ่ง นำอาหารอีกส่วนหนึ่งมามอบให้น้องสาวที่ถ้ำเป็นลักษณะเช่นนี้ประจำ

อยู่มาวันหหนึ่ง เมื่อราชสีห์ผู้พี่ทั้ง ๗ ตัวออกไปหาอาหารแล้วสุนัขจิ้งจอกที่อาศัยอยู่ถ้ำแก้วผลึกได้มาที่ถ้ำทองพร้อมกับพูดเกี้ยวพาราสีนางราชสีห์สาวว่า “แม่ราชสีห์น้อย เรามี ๔ เท้า เจ้าก็มี ๔ เท้า เจ้าจงเป็นภรรยาของเราเสียเถิด” นางราชสีห์สาวได้ฟังคำของสุนัขจิ้งจอกพูดเช่นนั้นก็คิดน้อยใจว่า “เราเป็นสัตว์ตระกูลสูง สุนัขจิ้งจอกเป็นสัตว์ตระกูลต่ำ มันพูดไม่ไพเราะเลย เราจะมีชีวิตอยู่ไปทำไม จะกลั้นใจตายเสียดีกว่า” แต่ก็นึกขึ้นได้ว่า “รอให้พวกพี่กลับมาก่อนดีกว่า เล่าให้พวกเขาฟังแล้วค่อยตาย” จึงไม่พูดตอบอะไร เมื่อไม่ได้รับคำตอบสุนัขจิ้งจอกก็เดินกลับถ้ำของตนไป

ราชสีห์หนุ่มทั้ง ๖ ตัวกลับมาถึงถ้ำก่อน เมื่อได้รับฟังคำบอกเล่าจากน้องสาวแล้วโกรธมาก ถามถึงที่อยู่ของสุนัขจิ้งจอกนางราชสีห์เพราะไม่เคยออกไปจากถ้ำสักครั้งเข้าใจว่าสุนัขจิ้งจอกอยู่กลางแจ้งจึงบอกไปว่า “มันอยู่กลางแจ้งที่เชิงเขาละพี่” ราชสีห์เหล่านั้นด้วยอารมณ์โรธจึงวิ่งไปหาสุนัขจิ้งจอกด้วยความเร็วหวังจะขย้ำให้ตายครั้งเดียว ได้ชนเข้ากับถ้ำผลึกนอนตายอยู่ที่ นั่นเองทั้ง ๖ ตัว

ตกเย็นเมื่อราชสีห์โพธิสัตว์กลับมาถึงถ้ำทราบเหตุการณ์ นั้นแล้ว พอน้องสาวบอกว่าสุนัขจิ้งจอกอยู่กลางแจ้งที่เชิงเขาเท่านั้นก็คิดได้ว่า “พวกสุนัขจิ้งจอกไม่เคยอาศัยอยู่กลางแจ้ง มันต้องนอนอยู่ในถ้ำแก้วผลึกแน่นอน” เดินไปที่เชิงเขาเห็นราชสีห์น้องชายทั้ง ๖ ตัวนอนตายอยู่ จึงพูดขึ้นว่า “พวกนี้คงจะไม่รู้ว่าสุนขจิง้จอกนอนอยู่ในถ้ำแก้วผลึก เพราะไม่ทันใช้ปัญญาพิจารณาตรวจสอบจึงวิ่งชนถ้ำตายเสียหมด การงานของผู้ไม่พิจารณาแล้วรีบทำย่อมเป็นอย่างนี้กันทุกคนแหละ” แล้วกล่าวเป็นคาถาว่า

“การงานเหล่านั้นย่อมเผาบุคคลผู้มิได้พิจารณาแล้วรีบร้อนจะทำให้เสร็จ เหมือนกับขอร้อนที่บุคคลไม่พิจารณาก่อนแล้ว ใส่เข้าไปในปาก”

เมื่อกล่าวจบก็ขึ้นไปที่ปากถ้ำ แก้วผลึกคำรามเสียงดังขึ้น ๓ ครั้ง ทำให้สุนัขจิ้งจอกที่นอนหวาดกลัวอยู่ในถ้ำนั้นหัวใจวายตายไปเอง แล้วกลับลงมาฝังพวกน้องชายไว้ที่แห่งหนึ่ง กลับไปถ้ำเล่าเรื่องราวให้น้องสาวฟัง แล้วพูดปลอบใจน้องสาวให้หายความน้อยใจ ได้อาศัยอยู่ที่นั้นจนตราบสิ้นชีวิต

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
จะทำกิจการงานใด ๆ อย่าได้รีบด่วนตัดสินใจ พึงพิจารณาอย่างรอบคอบ หรือปรึกษาท่านผู้รู้เสียก่อนค่อนลงมือกระทำ

นิทานอีสป เรื่อง ม้ากับราชสีห์

นิทานอีสป เรื่อง ม้ากับราชสีห์

ราชสีห์เฒ่าตัวหนึ่ง ไม่มีเรี่ยวแรงออกล่าเหยื่อได้เหมือนก่อน จึงคิดอุบายหลอกสัตว์ต่าง ๆ ให้มาหาเพื่อจะได้จับกินโดยง่ายราชสีห์เฒ่าวางแผนป่าวประกาศทั่วป่าว่าตนเป็นหมอรักษาโรคได้ทุกชนิดหากใครเจ็บป่วยตนจะช่วยรักษาให้

ม้าตัวหนึ่งรู้ทันราชสีห์เจ้าเล่ห์จึงแกล้งทำเป็นเจ็บขา เดินกะโผลกกะเผลกมาให้ราสีห์ช่วยรักษา ขณะที่ราชสีห์เฒ่าก้มลงตรวจอาการรอจังหวะตะครุบเหยื่ออยู่นั้น ม้าได้ทียกขาหลังดีดเข้าเต็มแรง จนราชสีห์เฒ่ากระเด็นหงายท้องไม่เป็นท่า

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
การคิดร้ายใช้เล่ห์เหลี่ยมหลอกลวงผู้อื่น ย่อมได้รับผลแห่งการกระทำในภายหลัง



ดู นิทานอีสป เรื่อง ม้ากับราชสีห์ บน Youtube ได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=IiWyJxPLeA4

นิทานอีสป เรื่อง ราชสีห์กับปลาโลมา

นิทานอีสป เรื่อง ราชสีห์กับปลาโลมา

ราชสีห์ตัวหนึ่งเดินท่องเที่ยวไปตามชายหาด เห็นปลาโลมาตัวหนึ่งกำลังลอยตัวผึ่งแดดอยู่บนผิวน้ำ จึงร้องทักทายผูกมิตรด้วย

สวัสดี ! ปลาโลมา ข้าว่าเรามาเป็นเพื่อนกันเถอะ เจ้าเป็นใหญ่ในท้องทะเล ส่วนข้าเป็นใหญ่ในป่ากว้าง ถ้าเราช่วยเหลือกันคงไม่มีใครกล้าตอแยแน่ ๆ

ปลาโลมาเห็นดีด้วยจึงตกลงเป็นเพื่อนกับราชสีห์ ทั้งสองสัญญาว่าจะช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

วันหนึ่ง ราชสีห์มีเรื่องทะเลาะกับควายป่าจึงร้องเรียกให้ปลาโลมาช่วย แต่ปลาโลมาทำได้เพียงลอยคออยู่ริมฝั่งเท่านั้น ราชสีห์จึงตะโกนต่อว่า

เจ้าเพื่อนทรยศ ! ไหนสัญญาว่าจะช่วยเหลือข้า เอาแต่มองอยู่นั่นแหล่ะ

ปลาโลมาจึงพูดว่า

ข้าก็อยากจะช่วยเจ้าแต่ข้าอยู่ได้แต่ในน้ำ จะขึ้นไปช่วยเหลือเจ้าบนบกได้ยังไงล่ะ

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
จงขอความช่วยเหลือจากผู้ที่สามารถช่วยได้อย่างแท้จริง



ดู นิทานอีสป เรื่อง ราชสีห์กับปลาโลมา บน Youtube ได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=ObYUqf9v524