นิทานอีสป เรื่อง กฏแห่งป่า 3

นิทานอีสป เรื่อง กฏแห่งป่า 3

ครั้งหนึ่ง สิงโตเจ้าป่าได้ตั้งกฏแห่งป่าข้อหนึ่งว่า สัตว์ตัวใดทำลายชีวิตลูกอ่อนของสัตว์ตัวอื่น สัตว์ตัวนั้นจะต้องมีโทษถึงตาย

หลังจากนั้นไม่นาน วันหนึ่ง แม่นกกาซึ่งมีลูกอ่อนอยู่ในรังบนยอดไม้เห็นแม่งูซึ่งมีลูกอ่อนอยู่ที่โคนต้นไม้เลื้อยออกจากที่อยู่ไปหากิน จึงบินลงไปกินลูกอ่อนของแม่งูเสียสิ้น ครั้นแม่งูกลับมาเห็นลูก ๆ หายไปหมดก็สงสัยว่าเป็นฝีมือของแม่นกกาบนยอดไม้

วันต่อมา เมื่อแม่งูเห็นแม่นกกาบินออกจากรังไปหากิน จึงขึ้นไปดูที่รังของแม่นกกาทันที ในรังนั้นมีปลายหางของลูกงูเหลืออยู่หางหนึ่งและสั้นนิดเดียวเท่านั้น เมื่อแน่ใจว่าแม่กากินลูก ๆ ของมัน แม่งูจึงกินลูก ๆ ของแม่นกกาเป็นการแก้แค้นเสียหลายตัว

ครั้นคิดทบทวนถึงสิ่งที่ทำลงไป แม่งูก็นึกในใจว่า อนิจจา ข้าทำไม่ดีเสียแล้ว การที่นางกากินลูกอ่อนของข้าไป มันจะต้องได้รับโทษถึงตายตามกฏแห่งป่า ข้าไม่ต้องไปแก้แค้นมันก็ได้ มันทำผิดไว้ก็ต้องได้รับโทษเป็นธรรมดา แต่บัดนี้ข้าก็ทำผิดเช่นเดียวกับมัน การที่ข้าตอบแทนความผิดด้วยความผิดนั้น ใช่ว่าจะกลายเป็นความถูกต้องหรือความดีขึ้นมาก็หาไม่

ในที่สุดทั้งแม่นกกาและแม่งูก็ต้องโทษหรือตายตามกฏแห่งป่า

นิทานอีสป เรื่อง กฏแห่งป่า 2

นิทานอีสป เรื่อง กฏแห่งป่า 2

ครั้งหนึ่งสิงโตเจ้าป่าได้ประกาศกฎแห่งป่าข้อใหม่ว่า หากสัตว์ตัวใดทำความผิดสองครั้งหรือสองอย่างติด ๆ กันจะต้องถูกโทษถึงตาย

หมาในตัวหนึ่งทำความผิดชนิดที่ต้องได้รับโทษหนัก สัตว์ทั้งหลายมีหลักฐานอย่างแท้จริง นั่นคือเห็นมันทำผิดกับตา จึงนำมันไปให้จ้าวป่าพิจารณาตัดสินเป็นขั้นสุดท้าย

เมื่อจ้าวป่าถามหมาในว่าได้ทำผิดตามที่สัตว์เหล่านั้นแจ้งหรือไม่ หมาในก็ปฎิเสธเสียงแข็งทันที จ้าวป่าจึงตัดสินประหารชีวิตหมาในตามกฎแห่งป่าข้อใหม่ที่ได้ประกาศให้รู้กันทั่วไปแล้ว

จ้าวป่าแถลงว่าความผิดอย่างแรกของหมาในคือ ทำความผิดจริงต่อหน้าสัตว์ทั้งหลาย และความผิดอย่างที่สองคือการกล่าวเท็จกับจ้าวป่าว่าไม่ได้ทำเช่นนั้น

นิทานอีสป เรื่อง กฏแห่งป่า 1

นิทานอีสป เรื่อง กฏแห่งป่า 1

ในสมัยที่ช้างยังเป็นเจ้าป่านั้น สัตว์ป่าทั้งหลายต้องอยู่ร่วมกันโดยปฏิบัติตามข้อบังคับที่จ้าวป่าบัญญัติไว้ สัตว์ป่าตัวใดไม่ปฏิบัติตาม ถือว่าไม่เคารพเชื่อถือเจ้าป่า และสัตว์ที่ประพฤติเช่นนั้นต้องมีโทษถึงตาย

ควายป่าตัวหนึ่งฟ้องจ้าวป่าว่าเสือดาวตัวหนึ่งกระโดดจากต้นไม้ลงมาบนหลังมัน แล้วใช้เล็บ เขี้ยว และฟันทำร้ายมันอย่างสาหัส แต่มันก็สะบัดหลุดมาได้

จ้าวป่าจึงสั่งให้บริวารไปจับเสือดาวตัวนั้นมา เมื่อซักถามแล้วก็ได้ความว่าเสือดาวทำเช่นที่ควายป่าฟ้องจริง จ้าวป่าจึงสั่งให้บริวารพาเสือดาวไปประหารชีวิตทันที เพราะกฎแห่งป่ากำหนดไว้ว่า หากเสือดาวจะทำร้ายสัตว์ใด ก็ให้ทำร้ายขณะที่มันอยู่บนพื้นดินเช่นเดียวกับสัตว์ตัวนั้น จะกระโดดลงมาจากต้นไม้เพื่อทำร้ายมิได้

นิทานอีสป เรื่อง พูดเล่นจนเกินควร

นิทานอีสป เรื่อง พูดเล่นจนเกินควร

ครั้งหนึ่ง สัตว์ป่าทั้งหลายมาชุมนุมกันเป็นที่รื่นเริงสนุกสนานด้วยการเล่นต่าง ๆ นานา สุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งหยอกล้อสัตว์เหล่านี้ด้วยการพูดเล่นเป็นที่ตลกขบขันแก่พวกมันยิ่งนัก ยิ่งสัตว์ทั้งหลายไม่พอใจมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งพูดเล่นเป็นการใหญ่

ในที่สุด สุนัขจิ้งจอกก็ถึงกับพูดในสิ่งที่ไม่ควรพูดหลายอย่างแม้มันพูดเล่นโดยบริสุทธิ์ใจ แต่ก็เป็นเรื่องที่ทำให้สัตว์ทั้งหลายเดือดดาล เพราะเป็นการนำเอาความลับและความเลวร้ายมาพูดอย่างเปิดเผย ทำให้เกิดความเสียหายและความอับอายขายหน้าแก่ผู้ที่ถูกหยอกล้อยิ่งนัก

สัตว์ที่เคียดแค้นสุนัขจิ้งจอกอย่างมากที่พูดเล่นเช่นนี้คือเสือดาว สุนัขป่า เม่น และงูพิษหลายชนิด ทั้ง ๆ ที่สุนัขจิ้งจอกเห็นกับตาว่าสัตว์เหล่านั้นกำลังโกรธจัด ก็ยังพูดเล่นต่อไปเพราะสามารถทำให้สัตว์ส่วนมากในนั้นรู้สึกขบขันและสนุกสนานยิ่งนัก

เมื่อสุดจะอดกั้นต่อไปได้ สัตว์ต่าง ๆ ที่ถูกสุนัขจิ้งจอกหยอกล้อก็เผ่นเข้าใส่มันด้วยความโกรธจัด สุนัขจิ้งจอกตกใจยิ่งนักและรีบเผ่นหนีเอาชีวิตรอดไปทันที แต่สัตว์เหล่านั้นก็เผ่นไล่ตามมันไปอย่างกระชั้นชิด

ในที่สุดสุนัขจิ้งจอกก็วิ่งเข้าไปในรังของมันซึ่งมีเมียและลูกเล็ก ๆ อยู่ในนั้นหลายตัวด้วยกัน แล้วสุนัขจิ้งจอกครอบครัวนี้ก็ถูกสัตว์ที่โกรธจัดเหล่านั้นกินเป็นการระบายความเคียดแค้นที่หัวหน้าครอบครัวก่อไว้กับผู้อื่น

นิทานอีสป เรื่อง คำเล่าลือ

นิทานอีสป เรื่อง คำเล่าลือ

ในยุคที่สิงโตเพิ่งได้เป็นเจ้าแห่งสัตว์ป่าใหม่ ๆ นั้น สัตว์ทั้งหลายต่างเล่าลือกันต่อ ๆ ไปว่าเจ้าป่าเป็นผู้ที่มีพละกำลังแสนมหัศจรรย์ และเสียงที่แผดออกมาจากปากกว้างของมันสามารถทำให้สัตว์ที่อยู่ใกล้ ๆ ตายทันที

ต่อมาสัตว์ป่าที่อยู่ในป่าห่างไกลออกไปก็เล่าลือกันใหญ่ว่า เจ้าแห่งสัตว์ป่ามีอิทธิฤทธิ์พิชิตเจ้าแห่งนกทั้งมวลได้ เพราะมีความสามารถบินได้เร็วกว่านกอินทรี แม้ไม่มีปีกก็บินได้

ในกาลต่อมา สัตว์ป่าทั้งหลายที่อยู่ไกลแสนไกลก็เล่าลือถึงอิทธิฤทธิ์ของสิงโตเจ้าป่ากันต่อ ๆ ไป ในที่สุดก็ถึงกับยืนยันกันว่าเจ้าแห่งสัตว์ได้ต่อสู้กับเจ้าแห่งสัตว์น้ำ และฝ่ายหลังก็ถูกฝ่ายแรกฆ่าตาย เพราะเจ้าป่าสามารถว่ายน้ำดำน้ำได้เชี่ยวชาญกว่าปลาวาฬถึงพันเท่า

ครั้นเวลาผ่านไปอีก บรรดาสัตว์น้ำในมหาสมุทรที่ห่างไกลที่สุดก็เล่าลือกันว่าเคยเห็นเจ้าป่ามาว่ายน้ำเล่นหลายครั้งหลายหน และพ่นน้ำเก่งกว่าปลาวาฬ ทั้งน้ำที่พ่นขึ้นไปก็เป็นลำเหมือนพลุ

ต่อจากนั้น บรรดานกก็เล่าลือกันว่าสิงโตเจ้าป่าบินเก่งกว่านกอินทรี ถึงวันดีคืนดี มันจะปรากฏกายในท้องฟ้า บินเล่นตามสบาย แล้วบินสูงขึ้นไปจนหายไปในท้องฟ้า บรรดานกต่างเข้าใจว่าเจ้าป่าบินขึ้นไปเที่ยวบนสวรรค์

นิทานอีสป เรื่อง อานุภาพแห่งความกลัว

นิทานอีสป เรื่อง อานุภาพแห่งความกลัว

พญาสิงโตเจ้าป่าใหญ่ท้าทายพญาช้างเจ้าป่าสูงให้มาทำสงครามกัน พญาช้างจึงป่าวร้องเรียกประชุมช้างพลายจำนวนมากมายเหลือคณานับเพื่อเดินทัพลงมาตะลุยป่าใหญ่ให้กลายเป็นผุยผง

ทันทีที่ข่าวร้ายแพร่สะพัดไปทั่วป่าใหญ่ บรรดาสัตว์ป่าใหญ่น้อยก็เกิดระส่ำระสายเพราะความหวาดกลัวสุดชีวิต พวกมันขวัญหนีดีฝ่อจนคุมสติไม่อยู่ ต่างเผ่นโผนกระโจนไปทุกทิศทุกทาง และวิ่งไปอย่างสุดกำลัง ทำให้เกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งป่าใหญ่

แล้วก็มีสัตว์ล้มตายกันระเนระนาด บ้างก็เหยียบกันตาย บ้างก็ชนต้นไม้ตาย บ้างก็ตกเหว ตกเขา หรือตกน้ำตาย เมื่อความสับสนอลหม่านผ่านพ้นไปก็แทบไม่มีสัตว์เหลืออยู่ในป่าใหญ่นั้นเลย

พญาสิงโตเจ้าป่าเฝ้าดูเหตุการณ์วิปโยคดังกล่าวอยู่ตลอดเวลาแต่ไม่สามารถระงับความหวาดกลัวของบริวารทั้งหลายได้ มันมองดูซากศพจำนวนมหาศาลในป่าด้วยความโศกเศร้ายิ่งนัก

ตลอดชีวิตข้า เคยทำสงครามมามากกว่า 100 ครั้ง พญาสิงโตรำพึง และไม่เคยแพ้ใคร แต่บริวารที่ตายในสงครามทุกครั้งรวมกันยังน้อยกว่าที่ตายเพราะความหวาดกลัวสงครามนี้หลายร้อยเท่านัก ความกลัวสงครามนั้นเลวร้ายยิ่งกว่าตัวสงครามเองเสียอีก



นิทานชาดก เรื่อง ประโยชน์ของสัตว์ป่า

นิทานชาดก เรื่อง ประโยชน์ของสัตว์ป่า

ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภโกกาลิกภิกษุผู้ไม่อาจจะอยู่ร่วมกับพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะได้ ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า…

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นรุกขเทวดาอยู่ในราวป่าแห่งหนึ่ง และในที่ไม่ไกลกันนักมีรุกขเทวดาตนหนึ่งอาศัยอยู่ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ในป่านั้นมีราชสีห์กับเสือ ๒ ตัวอาศัยอยู่ เพราะกลัวราชสีห์และเสือพวกชาวบ้านจึงไม่ไปทำนาใกล้ป่าและไม่คิดที่จะเข้าไปตัดต้นไม้ในป่านั้น สัตว์ทั้งสองตัวเมื่อล่าเหยื่อได้แล้วก็จะฉีกกินเนื้อปล่อยให้เหลือแต่กระดูกทิ้งไว้ส่งกลิ่นเหม็นไปทั่วป่า

วันหนึ่ง รุกขเทวดาตนนั้นได้แวะไปปรึกษากับรุกขเทวดาโพธิสัตว์ว่า ” เพื่อนรัก เพราะอาศัยราชสีห์และเสือสองตัวนี้ ป่าจึงมีกลิ่นเหม็นไม่สะอาด เราเสนอว่าให้ขับไล่สัตว์สองตัวนี้หนีไปที่อื่นเสีย ” พระโพธิสัตว์ห้ามว่า ” อย่าเลยท่าน เดี๋ยววิมานของท่านจะถูกทำลายนะ ” แล้วกล่าวเป็นคาถาว่า

” เพราะการคบหามิตรใด ความปลอดภัยจะหมดไป บัณฑิตควรรักษาลาภยศและชีวิตของตน ที่มิตรนั้นเคยครอบครองมาก่อนเอาไว้ ประดุจบุคคลรักษาดวงตา เพราะการคบหามิตรใด ความปลอดภัยเพิ่มพูนมากขึ้น บัณฑิตควรทำการช่วยเหลือในกิจทุกอย่างของมิตรนั้น ให้เหมือนกับทำให้กับตนเอง ”

เทวดาตนนั้นไม่เชื่อฟังได้แสดงรูปร่างน่ากลัวขับไล่ราชสีห์และเสือให้หนีไปอยู่ที่อื่น ต่อมาไม่นานเมื่อชาวบ้านไม่เห็นรอยเท้าราชสีห์และเสือก็เข้าไปตัดต้นไม้ในป่านั้น ถางป่าด้านหนึ่งเป็นที่นา และตัดต้นไม้วิมานของรุกขเทวดานั้นไปใช้ประโยชน์ สร้างความเดือดร้อนแก่รุกขเทวดาตนนั้นมาก

วันหนึ่ง เทวดานั้นได้คร่ำครวญไปหาพระโพธิสัตว์และขอคำแนะนำ พระโพธิสัตว์จึงแนะนำให้ไปอ้อนวอนราชสีห์และเสือให้กลับมาอยู่เหมือนเดิม เทวดานั้นไปยืนประคองอัญชลีต่อหน้าสัตว์ทั้งสองอ้อนวอนว่า ” ท่านสัตว์ทั้งสอง ขอเชิญท่านไปอยู่ป่าเช่นเดิมเถิด ป่าไม้ถูกมนุษย์ทำลายเกือบจะหมดแล้ว ”

แต่สัตว์ทั้งสองหาได้กลับไปไม่ มีแต่เทวดาตนนั้นเท่านั้นเดินกลับเข้าป่าไป ไม่นานป่านั้นก็เป็นที่ทำกินของชาวบ้านไป

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
ป่ามีเพราะเสืออยู่เสืออ้วนเพราะมีป่าต่างคนต่างอาศัยกัน เพราะป่าไม่มีสัตว์ร้ายอยู่ผู้คนจึงตัดไม้ทำลายป่าไปเสียหมด เป็นเหตุให้ความสมดุลทางธรรมชาติสูญเสียไป ขอเชิญช่วยกันปลูกป่าตั้งแต่วันนี้เถิดท่านทั้งหลายเอ๋ย

นิทานอีสป เรื่อง ค้างคาวนกและสัตว์ป่า

นิทานอีสป เรื่อง ค้างคาวนกและสัตว์ป่า

นานมาแล้ว เมื่อครั้งที่ค้างคาวยังออกหากินตอนกลางวัน ฝูงนกและสัตว์ป่าเกิดทะเลาะเบาะแว้งกันกลายเป็นสงครามใหญ่โต แต่พวกค้างคาววางตัวรอดูท่าที เมื่อสัตว์ป่าเอาชนะฝูงนกได้ ค้างคาวก็รีบทำตัวสนิทสนม ขอเข้าร่วมกับฝ่ายสัตว์ป่า

ต่อมา ฝูงนกรวมกำลังกันเข้ารุมจิกตีสัตว์ป่าจนพ่ายแพ้แตกกระเจิง ค้างคาวจึงหันมาเข้าร่วมกับฝูงนกแทน บรรดานกทั้งหลายเห็นค้างคาวย้ายฝ่ายไปมา ไม่มีความจริงใจก็พากันจิกตีขับไล่จนค้างคาวต้องหลบหนีไปซ่อนตัวในถ้ำ และออกหากินเฉพาะตอนกลางคืนเท่านั้น

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
ผู้ไม่มีความจริงใจมักถูกลงโทษและถูกทอดทิ้งในที่สุด



ดู นิทานอีสป เรื่อง ค้างคาวนกและสัตว์ป่า บน Youtube ได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=yWnj5uPMbuc