นิทานอีสป เรื่อง มุมมองของแม่

นิทานอีสป เรื่อง มุมมองของแม่

พระมหาเทพจูปิเตอร์ทรงรับสั่งให้ป่าวประกาศให้สัตว์ทั้งมวลรู้ทั่วกันว่าพระองค์จะทรงจัดการประกวดลูกสัตว์ และจะทรงพระราชทานรางวัลแก่สัตว์ที่มีลูกงดงามที่สุดตามความเห็นของพระองค์

มีสัตว์มาร่วมประกวดจำนวนมหาศาล แม่ลิงตัวหนึ่งอุ้มลูกน้อยของมันมาร่วมการประกวดด้วย มันโอบกอดลูกน้อยซึ่งยังไม่มีขน มีจมูกแบน และมีท่าทางหวาดกลัวเล็กน้อยไว้ในอ้อมแขนด้วยความทนุถนอมและความรักอย่างสุดซึ้ง

เทพเจ้าทั้งหลายที่ชุมนุมกันอยู่ ณ ที่นั้น ต่างระเบิดเสียงหัวเราะดังลั่น เพราะภาพลิงแม่ลูกคู่นั้นน่าขบขันยิ่งนัก แต่แม่ลิงก็กอดลูกของมันแน่นมากขึ้นและกราบทูลพระมหาเทพว่า

พระมหาเทพทรงสามารถพระราชทานรางวัลให้สัตว์ตัวใดก็ได้ที่พระองค์ทรงเห็นว่างดงามที่สุด แต่ข้าคิดอยู่เสมอว่าลูกของข้างดงามกว่าลูกของใคร ๆ ทั้งสิ้น



นิทานอีสป เรื่อง จูปิเตอร์และม้า

นิทานอีสป เรื่อง จูปิเตอร์และม้า

ข้าแด่พระบิดาแห่งมนุษย์และสัตว์ทั้งมวล ม้าพูดพลางเดินเข้าไปใกล้ราชบัลลังก์ของพระมหาเทพจูปิเตอร์ มีเสียงกล่าวกันว่าข้าเป็นสิ่งประดิษฐ์งามสง่าที่สุดอย่างหนึ่งที่ท่านสร้างขึ้นมาประดับโลก และข้าก็เชื่อว่าเป็นเช่นนั้น แต่ท่านไม่คิดบ้างเลยรึ ว่ารูปร่างหน้าตาของข้ายังสามารถตกแต่งให้งดงามขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ได้อีก

แล้วเจ้าคิดว่าข้าควรเพิ่มเติมความงดงามอะไรให้เจ้าอีกบ้างล่ะ พูดมาสิ ข้ายินดีฟังเจ้า พระมหาเทพผู้สง่างามตรัสด้วยพระพักตร์ยิ้มแย้ม

บางที ม้ากราบทูลต่อ หากขาของข้ายาวเรียวกว่านี้ ข้าจะวิ่งได้เร็วกว่าที่ทำอยู่ ความสวยงามของข้าจะเพิ่มขึ้นหากข้ามีลำคอยาวคล้ายหงส์ หน้าอกที่กว้างกว่านี้จะทำให้ข้าดูแข็งแรงขึ้น และเหนือสิ่งอื่นใด เนื่องจากท่านสั่งให้ข้าแบกผู้ที่ท่านโปรดปรานทั้งหลายไปโน่นมานี่เสมอ คงจะเป็นการดีหากอานม้าที่คนขี่ม้าผู้เมตตากรุณาวางไว้บนตัวข้าอยู่เสมอจะกลายเป็นเครื่องประดับถาวรชิ้นหนึ่งสำหรับข้า

ดีแล้ว พระมหาเทพตรัส อดทนรอข้าสักประเดี๋ยวนะ จากนั้นพระองค์ก็ทรงท่องเวทมนตร์อันศักดิ์สิทธิ์ แล้วก็มีฝุ่นลอยฟุ้งขึ้นมาเป็นลำยาว และเมื่อธาตุทั้งหลายที่ใช้ในการสร้างสิ่งประดิษฐ์ชิ้นใหม่รวมตัวกันดีแล้ว ฉับพลันก็มีอูฐท่าทางน่ากลัวตัวหนึ่งยืนอยู่หน้าราชบัลลังก์

ม้ามองดูอูฐ แล้วก็ทำหน้าแบะและตัวสั่นเทาด้วยความขยะแขยง

นี่คือขาที่ยาวเรียวกว่า พระมหาเทพตรัส นี่คือลำคอยาวคล้ายหงส์ และนี่ก็หน้าอกที่กว้างกว่า และอานม้าที่ติดตัวเจ้าอยู่ตลอดกาล เจ้าต้องการตกแต่งรูปร่างหน้าตาของเจ้าให้งดงามขึ้นอย่างนี้ใช่ไหม

ม้ายังคงตัวสั่นเทาอยู่

ออกไปได้แล้ว พระมหาเทพตรัสด้วยพระสุรเสียงดังลั่น

ครั้งนี้ข้าเพียงแต่ตักเตือนเจ้าโดยไม่มีการลงโทษ อย่างไรก็ตาม เพื่อระลึกถึงความกล้าหาญที่เจ้าเข้ามาขอให้ข้าทำสิ่งที่เจ้าปรารถนาครั้งนี้ จ้าจะให้สัตว์ที่ข้าสร้างขึ้นใหม่ตัวนี้คงอยู่ในโลกมนุษย์ต่อไป แล้วพระมหาเทพก็ทรงชำเลืองมองดูอูฐและตรัสต่อไปว่า และเมื่อม้าเห็นอูฐคราใดก็จะมองด้วยความหวาดกลัวจนตัวสั่นทุกครั้งไป

นิทานอีสป เรื่อง จูปิเตอร์และเต่า

นิทานอีสป เรื่อง จูปิเตอร์และเต่า

พระมหาเทพจูปิเตอร์ทรงเชิญสัตว์ทั้งมวลมาร่วมงานเลี้ยงฉลองการอภิเษกสมรสของพระองค์ สัตว์ทุกตัวต่างมาในงานใหญ่โตนี้ ยกเว้นเต่าเพียงตัวเดียว พระมหาเทพทรงคิดไม่ออกว่าเหตุใดเต่าจึงทำเช่นนั้น

ดังนั้นในวันรุ่งขึ้น พระองค์จึงตรัสถามเต่าว่าเหตุใดมันจึงไม่มาร่วมงานเลี้ยงเหมือนสัตว์อื่น ๆ

ไม่มีที่ใดสุขสบายเสมอเหมือนที่บ้านพระเจ้าค่ะ เต่ากราบทูล

คำตอบของเต่าทำให้พระมหาเทพทรงพิโรธยิ่งนัก จึงทรงสาปให้เต่าแบกบ้านของมันไว้บนหลังตลอดเวลา เพราะมันรักบ้านของมันมาก และนี่คือสาเหตุที่เต่ามีกระดองหนักหุ้มตัวมันอยู่ตราบจนกระทั่งทุกวันนี้

นิทานอีสป เรื่อง จูปิเตอร์และผึ้ง

นิทานอีสป เรื่อง จูปิเตอร์และผึ้ง

ผึ้งทั้งหลายไม่เต็มใจให้น้ำผึ้งแก่มนุษย์ เพราะเห็นว่าน้ำผึ้งเป็นสมบัติล้ำค่าของตน ด้วยเหตุนี้ พวกมันจึงพากันไปเฝ้าพระมหาเทพจูปิเตอร์และกราบทูลขอให้พระองค์ทรงพระราชทานพรวิเศษให้พวกมันสามารถใช้เหล็กในต่อยผู้ใดก็ตามที่มาเอารวงผึ้งให้ถึงแก่ความตายได้

เมื่อพระมหาเทพทรงสดับคำร้องขอนั้นก็ทรงกริ้วอย่างมากที่บรรดาผึ้งมีจิตใจเลวร้ายเช่นนั้น จึงทรงลงโทษพวกมันโดยทรงสาปว่า เมื่อใดก็ตามที่พวกมันใช้เหล็กในต่อยผู้ใด พวกมันจะต้องสูญเสียเหล็กในนั้นไป ทั้งจะต้องสูญเสียชีวิตเพื่อรับโทษแห่งการกระทำผิดอีกด้วย

นิทานอีสป เรื่อง จูปิเตอร์และโมมัส

นิทานอีสป เรื่อง จูปิเตอร์และโมมัส

พระมหาเทพจูปิเตอร์ทรงปั้นวัวตัวหนึ่ง เทพโพรมีทีอุสปั้นมนุษย์คนหนึ่ง และเทวีอะธีนาปั้นบ้านหลังหนึ่ง เทพยดาทั้งสามได้เลือกเทพโมมัสเป็นผู้ตัดสินความสามารถในงานปั้นของตน

โมมัสรู้สึกริษยาความสามารถในการปั้นของเทพยดาทั้งสามยิ่งนัก จึงเริ่มหาข้อผิดพลาดในงานปั้นเหล่านั้น

โมมัสกล่าวว่าพระมหาเทพไม่ได้ทรงปั้นนัยน์ตาของวัวไว้ที่เขาทั้งสองข้างเพื่อให้มันสามารถมองเห็นได้ในขณะที่ขวิดเหยื่อ มนุษย์ที่เทพโพรมีทีอุสปั้นขึ้นควรเอาหัวใจมาติดไว้นอกร่างกาย เพื่อทุกคนจะได้เห็นความคิดของเขาซึ่งจะทำให้เขาไม่สามารถปิดบังความคิดที่ชั่วร้ายไว้ได้ และเทวีอะธีนาควรปั้นล้อรองรับบ้านไว้ด้วย ทั้งนี้เพื่อผู้ที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้จะได้เคลื่อนย้ายไปอย่างง่ายดาย หากมีคนชั่วร้ายมาอาศัยอยู่ใกล้บ้านของตน

เมื่อพระมหาเทพทรงสดับการแกล้งกล่าวหาซึ่งแสดงเจตนาร้ายของโมมัสเช่นนั้นก็ทรงพิโรธยิ่งนัก ในที่สุดก็ทรงเนรเทศโมมัสออกจากวิมานโอลิมปัสไป

นิทานอีสป เรื่อง จูปิเตอร์และมด

นิทานอีสป เรื่อง จูปิเตอร์และมด

เล่ากันว่าแต่เดิมนั้นมดดำรงชีวิตอยู่เหมือนมนุษย์ มดเป็นชาวนาคนหนึ่ง แต่เป็นชาวนาที่ไม่พอใจกับพืชผลที่ปลูกขึ้นมาได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงของตน เขามองดูพืชผลของเพื่อนบ้านใกล้เคียงด้วยดวงตาที่เปี่ยมไปด้วยความริษยา และในที่สุดก็ขโมยพืชผลเหล่านั้นมาเก็บสะสมไว้เป็นของตัวเอง

ความโลภของชาวนาผู้นี้ทำให้พระมหาเทพจูปิเตอร์ทรงพระพิโรธยิ่งนัก พระองค์จึงทรงสาปให้เขากลายเป็นแมลงชนิดหนึ่งซึ่งมนุษย์เรียกว่ามด แม้จะกลายเป็นมดแล้วก็ตาม แต่นิสัยของชาวนาผู้โลภมากก็ยังคงเหมือนเดิม

ด้วยเหตุนี้ มดจึงชอบเข้าไปในไร่นาของผู้คนและขนข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ ตลอดจนพืชอื่น ๆ มาเก็บสะสมไว้เป็นสมบัติของตน

นิทานอีสป เรื่อง จูปิเตอร์และลิงไม่มีหาง

นิทานอีสป เรื่อง จูปิเตอร์และลิงไม่มีหาง

ครั้งหนึ่งพระมหาเทพจูปิเตอร์ทรงเรียกนกและสัตว์ทั้งหลายที่อาศัยอยู่บนสวรรค์ให้มาเข้าเฝ้าพระองค์โดยพร้อมเพรียงกัน พระมหาเทพทรงรับสั่งให้สัตว์เหล่านั้นนำลูก ๆ ของพวกมันมาด้วยเพื่อจะทรงคัดเลือกว่าสัตว์ตัวใดมีลูกที่งดงามมากที่สุด

แม่ลิงไม่มีหางตัวหนึ่งพาลูก ๆ ของมันมาเฝ้าพระมหาเทพก่อนเพื่อน มันนั่งโอบกอดลูก ๆ ของมันไว้ในวงแขนด้วยความรักอันเปี่ยมล้น พระมหาเทพทรงเห็นว่าลิงไม่มีหางครอบครัวนี้งดงามมากที่สุด

นิทานอีสป เรื่อง จูปิเตอร์และความหวัง

นิทานอีสป เรื่อง จูปิเตอร์และความหวัง

พระมหาเทพจูปิเตอร์ทรงบรรจุสิ่งทั้งมวลอันดีงามของชีวิตไว้ในกล่องใบหนึ่ง จากนั้นก็ทรงปิดฝากล่องจนสนิทและทรงมอบให้ชายคนหนึ่งดูแลกล่องใบนั้น

ด้วยความกระหายใคร่รู้ว่ามีสิ่งใดบรรจุอยู่ในกล่อง ชายผู้นั้นจึงเปิดฝากล่องออก ฉับพลันนั้นสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ในกล่องก็ลอยขึ้นไปในอากาศ แล้วลอยกลับไปสู่สวรรค์ มีเพียง ความหวัง เท่านั้นที่ยังคงอยู่ในกล่อง เพราะขณะที่มันกำลังจะลอยออกจากกล่องไป ชายผู้นั้นก็รีบปิดฝากล่องไว้ตามเดิมทันที

นิทานอีสป เรื่อง โจรกรรมแท่นบูชา

นิทานอีสป เรื่อง โจรกรรมแท่นบูชา

ขโมยคนหนึ่งจุดตะเกียงของตนถวายไว้ที่แท่นบูชาของพระมหาเทพจูปิเตอร์ แล้วอาศัยแสงจากตะเกียงดวงนั้นลักของจากแท่นบูชาไป ขณะที่เขากำลังเดินจากสิ่งเคารพสักการะที่เขาดูหมิ่นไป ก็มีเสียงคนพูดดังมาจากแท่นศักดิ์สิทธิ์นั้นว่า

ตะเกียงดวงนี้เป็นของขวัญจากคนชั่วและเป็นของที่น่ารังเกียจสำหรับข้า ข้าไม่ต้องการมัน เจ้าคนใจทราม เจ้าจะถูกลงโทษถึงชีวิต วันแห่งเคราะห์กรรมจะมาถึงเจ้าในไม่ช้านี้ อย่างไรก็ตาม ไฟที่จุดบูชา ข้าจะใช้เป็นเครื่องมือทำความชั่วไม่ได้ นับแต่นี้ไป ผู้ใดจะนำไฟมาจุดถวายเทพยดาหรือถวายเครื่องเซ่นที่มีไฟเป็นส่วนประกอบแก่เทพยดาไม่ได้

นิทานอีสป เรื่อง เฮอร์มีสใส่สติปัญญาให้คน

นิทานอีสป เรื่อง เฮอร์มีสใส่สติปัญญาให้คน

หลังจากที่พระมหาเทพจูปิเตอร์ทรงรับสั่งให้เทพโพรมีทีอุสปั้นคนขึ้นมาแล้ว ก็ทรงรับสั่งให้เทพเฮอร์มีสใส่สติปัญญาลงไปในร่างกายของคนเหล่านั้น

เทพเฮอร์มีสได้ทำภาชนะอย่างหนึ่งขึ้นมาสำหรับใช้ตวงสติปัญญาที่จะใส่ให้คน แล้วท่านก็ใช้ภาชนะนี้ตวงสติปัญญาใส่ลงไปในร่างกายของคนทุกคนเท่า ๆ กัน

ปรากฏว่าปริมาณสติปัญญาเพียงพอที่จะไหลซึมไปทั่วร่างกายขนาดเล็กของคน แต่ไม่เพียงพอที่จะไหลซึมไปทั่วร่างกายขนาดใหญ่ของคน ด้วยเหตุนี้ คนกลุ่มหลังจึงค่อนข้างโง่เขลา