นิทานอีสป เรื่อง แมวและไก่

นิทานอีสป เรื่อง แมวและไก่

เมื่อแมวได้ข่าวว่าไก่ทั้งหลายป่วย จึงเอาหนังนกยูงมาสวมและออกไปเยี่ยมไก่เหล่านั้น มันพูดกับไก่เหล่านั้นว่า โอ สหายไก่ที่รัก ขอให้พวกเจ้ามีสุขภาพแข็งแรง เป็นอย่างไรกันบ้าง อาการดีขึ้นบ้างไหม

ไก่ทั้งหลายตอบว่า พวกเรามักเจ็บป่วยเสมอยามเมื่อเห็นหน้าเจ้า



นิทานอีสป เรื่อง นัยน์ตาของสุนัขจิ้งจอก

นิทานอีสป เรื่อง นัยน์ตาของสุนัขจิ้งจอก

แม่ไก่ตัวหนึ่งไม่สามารถทนต่ออันตรายที่คุกคามครอบครัวของมันอยู่ได้อีกต่อไป จึงไปหาสัตว์ที่แข็งแรงกว่าเพื่อร้องทุกข์ที่ญาติ ๆ ของมันกำลังถูกสุนัขจิ้งจอกรังแก แม่ไก่ขอให้สัตว์เหล่านั้นส่งเสริมความยุติธรรมและหยุดยั้งความป่าเถื่อนของสุนัขจิ้งจอก หากท่านทั้งหลายมองเข้าไปในนัยน์ตาของมัน แม่ไก่ร้องกระต๊าก แล้วพวกท่านจะเข้าใจ

ข้าทำอยู่บ่อย ๆ ทีเดียว เสือคำราม นัยน์ตาของสุนัขจิ้งจอกแสดงความขี้ขลาดและความระมัดระวัง ไม่มีอะไรต้องกลัวในนัยน์ตาคู่นั้นเลย

เมื่อใดก็ตามที่สุนัขจิ้งจอกเห็นข้า มันจะหลีกทางให้ข้าเสมอ หมูป่าคำราม สิ่งที่ข้าเห็นในนัยน์ตาของมันคือความอ่อนน้อมถ่อมตนและความอดกลั้น

ข้ารู้จักสุนัขจิ้งจอกดี สุนัขป่าหอน เมื่อใดที่เกิดการต่อสู้ มันจะเป็นฝ่ายหลบหลีกไปเสมอ นัยน์ตาของสุนัขจิ้งจอกแสดงความว่าง่ายและความอ่อนโยน

พวกท่านเข้าใจผิด แม่ไก่ร้องกระต๊าก ทำไมพวกท่านไม่เห็นเล่ห์กระเท่ห์และความโหดร้ายในนัยน์ตาของมัน

เงียบเดี๋ยวนี้นะ เสือตวาด ข้าจะไม่ปล่อยให้เจ้าพูดจาย่ำยีสุนัขจิ้งจอกอีกต่อไป

เจ้าไม่ควรมีอคติกับสุนัขจิ้งจอกเช่นนั้น หมูป่าพูดกับแม่ไก่

เจ้าจะต้องรับผิดชอบในสิ่งที่เจ้าพูด สุนัขป่าพูด การที่ผู้ที่อ่อนแอกว่าพูดจาให้ร้ายผู้ที่แข็งแรงกว่าก็เหมือนกับผู้ที่แข็งแรงกว่ารังแกผู้ที่อ่อนแอกว่านั่นแหละ

นิทานอีสป เรื่อง แม่ไก่กกไข่งูพิษ

นิทานอีสป เรื่อง แม่ไก่กกไข่งูพิษ

แม่ไก่ตัวหนึ่งพบไข่งูพิษหลายฟอง มันนำไข่งูเหล่านั้นไปกกอย่างทะนุถนอม แม่ไก่นั่งคร่อมไข่งูไว้เพื่อให้เกิดความอบอุ่น

นกนางแอ่นตัวหนึ่งซึ่งเฝ้าดูเหตุการณ์อยู่ร้องว่า เจ้าไก่โง่ เหตุใดเจ้าจึงมัวแต่ดูแลเอาใจใส่สัตว์ที่เมื่อโตขึ้นจะเอาเจ้าเป็นเหยื่อรายแรกของการกระทำที่ชั่วร้ายของมัน

นิทานอีสป เรื่อง ขโมยและไก่

นิทานอีสป เรื่อง ขโมยและไก่

ขโมยคนหนึ่งลอบเข้าไปในบ้านหลังหนึ่ง เขาไม่พบสิ่งของใด ๆ นอกจากไก่ตัวหนึ่ง จึงอุ้มไก่ออกมาจากบ้านหลังนั้น

ในขณะที่ขโมยกำลังจะฆ่าไก่นั้นเอง ไก่ก็อ้อนวอนขอชีวิตโดยอ้างว่ามันได้ทำงานที่เป็นประโยชน์แก่คน นั่นคือ ปลุกคนให้ลุกขึ้นมาทำงานตั้งแต่เช้ามืดทุกวัน

เหตุผลที่เหมาะสมที่พวกข้าจะฆ่าเจ้านะรึ ขโมยพูด ก็คือการที่เจ้าปลุกคนให้ตื่นขึ้นมา ทำให้พวกข้าต้องหยุดขโมยน่ะซี

นิทานอีสป เรื่อง หญิงชราและคนรับใช้

นิทานอีสป เรื่อง หญิงชราและคนรับใช้

หญิงชราผู้หนึ่งเป็นคนตระหนี่ นางจ้างคนรับใช้ไว้สองคนและเรียกคนรับใช้ทั้งสองให้ลุกขึ้นทำงานทันทีที่ไก่ขันเป็นครั้งแรกตอนเช้ามืด ด้วยเหตุนี้ คนรับใช้ซึ่งเกลียดการต้องลุกขึ้นทำงานแต่เช้าตรู่จึงตัดสินใจว่าจะแขวนคอไก่ตัวนี้เสีย เพราะมันคือผู้ที่ขันปลุกนายหญิงตอนเช้า และเป็นสาเหตุแห่งการต้องทำงานหนักของตน

หลังจากที่คนรับใช้ทั้งสองฆ่าไก่ตัวนั้นได้ไม่นานนัก หญิงชราซึ่งสูญเสียสัญญาณบอกเวลาไปก็เริ่มสับสนเรื่องเวลา ด้วยความกลัวว่าคนรับใช้จะนอนมากเกินไป นางจึงเริ่มคาดคะเนเวลาในตอนกลางวันผิดพลาด ในที่สุดนางก็เรียกคนรับใช้ผู้เคราะห์ร้ายทั้งสองคนให้ลุกขึ้นทำงานตั้งแต่เที่ยงคืน

นิทานอีสป เรื่อง ไก่และดวงอาทิตย์

นิทานอีสป เรื่อง ไก่และดวงอาทิตย์

ไก่ตัวผู้ตัวหนึ่งเกิดเจ็บป่วยขึ้นมาในตอนเที่ยงคืน มันพูดกับตัวเองด้วยความกังวลใจว่า โอ ข้ารู้สึกอ่อนเพลียเหลือเกิน เช้ามืดวันพรุ่งนี้ข้าคงไม่สามารถขันได้ แล้วดวงอาทิตย์จะขึ้นได้อย่างไร

ดาวดวงหนึ่งได้ยินคำพูดของไก่จึงตอบว่า นับแต่อดีตกาลผู้คนได้ฆ่าและกินไก่มาเป็นจำนวนมหาศาล มากกว่าจำนวนดวงดาวบนท้องฟ้าเสียด้วยซ้ำไป แต่ดวงอาทิตย์ยังคงส่องแสงและความอบอุ่นมายังโลกอยู่ทุกวันตลอดมา



นิทานธรรมะ เรื่อง มากกว่าที่ควรจะเป็น

นิทานธรรมะ เรื่อง มากกว่าที่ควรจะเป็น

ครอบครัวหนึ่งมีอาชีพทำนาสำหรับเลี้ยงชีพ ทำให้บ้านของเขามีสิ่งต่าง ๆ เต็มไปหมด หนึ่งในนั้นก็มีหนูจำนวนมากมาอยู่อาศัยด้วย และมีแนวโน้มว่าจะมากขึ้นเรื่อย ๆ ทุกวัน เมื่อชาวนาเห็นว่าหนูจะทำให้บ้านมีปัญหา จึงได้คิดวิธีจัดการกับหนู สามีและภรรยาได้ข้อสรุปว่าจะไปซื้อกับดักมาดักหนู

ในขณะที่ชาวนาและภรรยาปรึกษากันถึงเรื่องกำจัดหนูอยู่นั้น เผอิญหนูเกิดได้ยินสิ่งที่เจ้าของบ้านหารือกันพอดี ทำให้เกิดความรู้สึกกังวลใจยิ่งนัก เพราะกลัวจะถูกชาวนาฆ่า

หนูตัวหนึ่งมีความเฉลียวฉลาดกว่าเพื่อน ๆ จึงรีบไปบอกพวกพ้องของตนให้ระวังภัยที่จะเกิดขึ้น แล้วก็รีบไปบอกให้ไก่รับรู้ในเรื่องนี้ พร้อมกับขอคำแนะนำและความช่วยเหลือ แต่ไก่กลับพูดอย่างไม่ใยดีว่า

เจ้าหนูเอย ข้าเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เจ้ากำลังเจอด้วย แต่ข้าก็คงไม่สามารถจะช่วยอะไรได้ ที่สำคัญ กับดักนั้นคงไม่มีผลอะไรกับข้าแน่นอน ขอให้เจ้าโชคดีก็แล้วกัน

หนูได้ฟังดังนั้น ก็ไม่ท้อถอยต่อถ้อยคำที่ไก่พูดแต่อย่างใด มันยังคงวิ่งไปหาหมูที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังนั้น เพื่อขอความช่วยเหลือให้ตนและพวกพ้องพ้นภัย หมูก็พูดตัดกำลังใจเช่นกันว่า

สิ่งที่เจ้าพูดมา ข้าคงช่วยอะไรไม่ได้หรอก อย่างไรก็ตามขอให้เจ้าระวังตัวก็แล้วกัน ข้าอยู่ทางนี้จะสวดมนต์ให้ ที่สำคัญกับดักที่เจ้าว่าอันตรายทั้งต่อเจ้าและผู้อื่นนั้น มันคงไม่มีผลใด ๆ กับข้าแน่นอน

เมื่อขอคำปรึกษาจากหมูแต่ไม่มีความคืบหน้า หนูน้อยก็ยังไม่ยอมลดละความพยายามที่จะหาที่พึ่ง มันได้มุ่งหน้าไปหาวัวที่อยู่อีกที่หนึ่งในบริเวณบ้าน ซึ่งเป็นวัวที่ชาวนานำมาเลี้ยงไว้ใช้งาน เมื่อวัวได้ฟังเรื่องเล่าของหนูก็ได้แต่ส่ายหน้า เพราะไม่รู้จะช่วยอย่างไรดี พร้อมกับพูดว่า

เรื่องที่เจ้าพูดมา จริง ๆ ข้าก็อยากจะช่วยเหมือนกัน แต่ก็จนปัญญาที่จะช่วยได้ ข้าว่าปัญหาของหนู พวกหนูนั่นแหละควรจะช่วยกันแก้ไข วัวอย่างข้าคงได้แต่อวยพรขอให้พวกเจ้าพ้นจากอันตรายก็แล้วกัน

เมื่อหนูได้ปรึกษากับสัตว์ที่อยู่อาศัยร่วมบ้านอย่างไก่ หมู และวัว แต่ไม่มีใครแยแสต่อเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น เพราะทุกตัวมองว่าไม่ใช่ธุระอะไรของตนเอง จึงไม่คิดที่จะหาทางออกช่วยกัน

ในที่สุด เมื่อพวกหนูไม่สามารถพึ่งใครได้ สิ่งเดียวที่พวกมันสามารถทำได้ก็คือ การเฝ้าเตือนให้พรรคพวกของตนรู้จักระวังตัวในขณะที่วิ่งไปมา หรือเมื่อต้องออกไปหาอาหาร

อยู่ต่อมาในค่ำคืนหนึ่ง ก็มีบางสิ่งมาติดที่กับดักของชาวนา พวกไก่ หมู และวัว ที่อยู่ใกล้ ๆ ได้ยินเสียงของกับดักก็คิดว่าหนูคงติดกับดักแล้วล่ะ ฝ่ายเจ้าของบ้านก็เข้าใจเช่นนั้นเหมือนกัน

เมื่อภรรยาของชาวนาได้ยินเสียงกับดัก ก็คิดว่าหนูคงติดอยู่ในนั้นแน่นอน จึงเดินเข้าไปในที่วางกับดักไว้ เพื่อจะนำหนูไปทิ้งนอกบ้าน แต่สิ่งที่ติดอยู่ที่กับดักกลับไม่ใช่หนู แต่มันคืองูชนิดหนึ่งที่มีพิษร้ายแรงมาก มันถูกกับดักหนีบเข้าที่หาง จึงไม่สามารถเลื้อยหนีไปไหนได้

เมื่อภรรยาของชาวนาเข้าไปยังที่เกิดเหตุโดยไม่ทันระวังตัว เพราะมีความมืดของเวลากลางคืนปกคลุม งูพิษจึงฉกภรรยาของชาวนา เป็นเหตุให้นางล้มลงทันที

พอชาวนาได้ยินเสียงก็รีบไปดูเหตุการณ์ เขาจึงได้ฆ่างูพิษนั้นเสีย แล้วก็รีบนำภรรยาไปส่งที่โรงพยาบาล โชคยังดีที่หมอสามารถช่วยชีวิตไว้ทัน ทำให้นางรอดจากความตายได้หวุดหวิด แต่ถึงกระนั้นก็ยังอยู่ในขั้นที่ไม่ปลอดภัยเท่าใดนัก เพราะยังต้องรอดูอาการอีกทีหนึ่ง

หมอได้แนะนำให้ชาวนาทำซุปไก่ให้ภรรยารับประทานเพื่อบำรุงให้เธอมีร่างกายที่แข็งแรงในเร็ววัน สิ่งที่ตามมาหลังจากนั้นก็คือ ชาวนาได้นำไก่ที่มีอยู่ในบ้านมาทำเป็นอาหาร เพื่อให้ภรรยาและทุกคนในครอบครัวได้รับประทานกัน สิ่งที่ไก่บอกกับหนูว่าไม่ใช่ธุระของตน ก็กลับกลายเป็นเหตุให้ไก่ต้องตายในที่สุด

ในช่วงที่ภรรยารักษาตัวอยู่ เพื่อนบ้านและญาติ ๆ ได้ทราบข่าวก็มาเยี่ยม ชาวนาไม่รู้จะหาอะไรมาทำกับข้าวให้เพื่อน ๆ ได้รับประทาน จึงตัดสินใจฆ่าหมูที่เคยบอกกับหนูว่า ไม่ใช่กงการอะไรที่จะเข้าไปช่วยหนูให้รอดจากกับดัก จึงทำให้หมูต้องตายตามไก่ไปอีกตัว

ในขณะที่การรักษากำลังดำเนินไปด้วยดี จู่ ๆ ก็มีเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น ภรรยาของชาวนามีไข้ขึ้นสูงมาก จนเป็นเหตุให้เธอถึงกับช็อก และถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา

เมื่อต้องจัดงานศพให้แก่ภรรยา สิ่งที่ต้องเตรียมอย่างหนึ่งก็คืออาหารสำหรับเลี้ยงแขกผู้มาร่วมงาน สุดท้ายชาวนาก็ตัดสินใจฆ่าวัวที่เคยพูดกับหนูว่า การแก้ปัญหาเรื่องกับดักหนูนั้น ก็ควรเป็นหน้าที่ของหนู ไม่ใช่ธุระของวัว

เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น บรรดาหนูที่รอดพ้นจากความตาย ก็ได้แต่มองสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยความสลดใจ พร้อมกับได้ข้อคิดว่า

หากเราสามัคคีกันไว้ รู้จักช่วยเหลือกัน แม้ปัญหาที่เกิดขึ้นอาจจะไม่ถูกแก้ไขให้หมดไปได้ แต่อย่างน้อยเพราะความสามัคคีที่เรามีอยู่และที่เราได้ช่วยเหลือกัน ก็คงไม่ทำให้ปัญหาลุกลามได้มากถึงเพียงนี้

นิทานชาดก เรื่อง ไก่ขันไม่เป็นเวลา

นิทานชาดก เรื่อง ไก่ขันไม่เป็นเวลา

ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้า ประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภภิกษุผู้ท่องบ่นไม่เป็นเวลารูปหนึ่ง สร้างความรำคาญและความเดือดร้อนแก่หมู่ภิกษุ ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธกว่า…

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นอาจารย์ทิศาปาโมกข์ บอกศิลปะแก่มานพประมาณ ๕๐๐ คน พวกมานพอาศัยไก่ขันยามตัวหนึ่ง ในการลุกขึ้นศึกษาศิลปะ ต่อมามันได้ตายไป พวกเขาจึงแสวงหาไก่ตัวอื่นแทนมัน

วันหนึ่ง มีมานพคนหนึ่งเข้าไปหักฟืนในป่า ได้ไก่ป่าตัวหนึ่งมาเลี้ยงไว้ ไก่ตัวนี้ไม่รู้จักเวลาขัน เพราะเติบโตขึ้นในป่า บางวันก็ขันดึกเกินไป บางวันก็ขันอรุณขึ้น พวกมานพพากันตื่นมาศึกษาศิลปะในเวลาดึกเกินไป ไม่อาจศึกษาได้จนอรุณขึ้น ก็พากันนอนหลับไป ในเวลาสว่างแล้วก็ไม่ได้ท่องบ่นเลย พวกเขาจึงพากันพูดว่า ” เดี๋ยวมันขันดึกไป เดี๋ยวมันขันสายไป อาศัยไก่ตัวนี้ พวกเราคงศึกษาศิลปะไม่สำเร็จหรอก ” จึงนำมันไปแกงเป็นอาหารแล้วบอกเรื่องนั้นแก่อาจารย์

อาจารย์จึงกล่าวคาถาว่า ” ไก่ตัวนี้ ไม่ได้เติบโตอยู่กับพ่อแม่ ไม่ได้อยู่ศึกษาในสำนักอาจารย์ จึงไม่รู้เวลาที่ควรขันและไม่ควรขัน ”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
เกิดเป็นคนต้องรู้จักเวลาที่เหมาะสมว่า อะไรควรไม่ควร



ดู นิทานชาดก เรื่อง ไก่ขันไม่เป็นเวลา บน Youtube ได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=7Sr0mRr0KS8

นิทานชาดก เรื่อง พญาไก่ป่า

นิทานชาดก เรื่อง พญาไก่ป่า

ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภภิกษุผู้กระสันจะสึกรูปหนึ่ง ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า…

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิ์สัตว์เกิดเป็นพญาไก่ป่า มีไก่เป็นบริวารหลายร้อยตัว อาศัยอยู่ในป่าแห่งหนึ่ง มีนางแมวตัวหนึ่งอาศัยอยู่ในที่ไม่ไกลจากที่อยู่ของไก่ป่านั้น มันเที่ยวใช้อุบายล่อลวงจับไก่ป่ากินเป็นอาหารเกือบหมด พญาไก่ป่าทราบว่าบริวารถูกนางแมวจับกินไปเกือบหมดก็ไม่ไปใกล้ที่อยู่ของมัน

หลายวันต่อมา เมื่อไม่เห็นไก่ตัวใดไปใกล้ที่อยู่ของตน นางแมวจึงต้องดั้นด้นมาหาไก่เสียเอง มันเดินย่องเข้าไปใต้คอนไม้ที่พญาไก่ป่าจับอยู่ พร้อมกับพูดขึ้นว่า “พ่อไก่น้อยสีแดง ผู้มีขนสวยงาม เจ้าลงมาจากกิ่งไม้เถิด เราจะยอมเป็นภรรยาท่าน” พญาไก่ป่ารู้ทันเล่ห์เหลี่ยมของมันจึงตอบไปว่า “นางแมวเอ๋ย เจ้าเป็นสัตว์ ๔ เท้าที่สวยงาม ส่วนเราเป็นสัตว์ ๒ เท้า แมวกับไก่อยู่ร่วมกันไม่ได้ดอก เชิญท่านไปหาผู้อื่นเป็นสามีเถิด”

นางแมวไม่ลดละความพยายามยังพูดออดอ้อนว่า “พ่อไก่น้อย ฉันจะเป็นภรรยาผู้สวยงาม ร้องเสียงไพเราะเพื่อเจ้า เจ้าจะรู้ว่าฉันเป็นภรรยาสาวพรหมจรรย์ที่สวยงาม ร้องเสียงไพเราะเพื่อเจ้า เจ้าจะรู้ว่าฉันเป็นภรรยาสาวพรหมจรรย์ที่สวยงามและมีความสุขที่สุด” พญาไก่ป่าจึงพูดขู่นางแมวไปว่า “นางแมวเอ๋ย เจ้ากินซากศพ ดื่มเลือด กินไก่บริวารของเราแล้ว จงไปเสียเถอะ” นางแมวเมื่อรู้ว่าพญาไก่ไม่หลงกล ก็รีบวิ่งหนีกลับไปอย่างผู้ผิดหวังและไม่กลับไปหากินที่นั่นอีกเลย

พระพุทธองค์เมื่อตรัสอดีตนิทานจบ ได้ตรัสพระคาถาว่า “ผู้ใดรู้ไม่เท่าทันเหตุที่เกิดขึ้นโดยฉับพลัน ผู้นั้นจะตกอยู่ในอำนาจของศัตรู และจะเดือดร้อนภายหลัง ส่วนผู้ใดรู้เท่าทันเหตุที่เกิดขึ้นโดยฉับพลัน ผู้นั้นจะพ้นจาการเบียดเบียนของศัตรู เหมือนไก่พ้นจากนางแมวฉะนั้น”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
ผู้มีปัญญารู้เท่าทันเหตุการณ์ย่อมสามารถรู้รักษาตัวรอดได้

นิทานอีสป เรื่อง ไก่ได้พลอย

นิทานอีสป เรื่อง ไก่ได้พลอย

เช้าวันหนึ่ง ขณะที่พ่อไก่กำลังคุ้ยเขี่ยหาอาหารบนลานดิน พ่อไก่เขี่ยเจอพลอยเม็ดงามส่องประกายวิบวับ จึงรำพึงขึ้นว่า

นี่ถ้าช่างทองได้พลอยงามเม็ดนี้เขาคงจะดีใจมาก แต่สำหรับข้าแล้ว ข้าวแค่เมล็ดเดียวยังมีค่ามากกว่าพลอยเม็ดงามเสียอีก

ในที่สุด พ่อไก่ก็เลิกสนใจพลอยเม็ดนั้น หันไปก้มหน้าก้มตาคุ้ยเขี่ยหาอาหารของตนต่อไป

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
บางสิ่งมีค่าสำหรับบางคน



ดู นิทานอีสป เรื่อง ไก่ได้พลอย บน Youtube ได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=Cez4oqeMnZk